“ท่านวาเลี่ยม...” ดวงตากลมโตมองไปยังชายหนุ่มดูมีภูมิพร้อมกับถอนหายใจสั้น ๆ ส่ายหัวบ่งบอกถึงความรู้สึกโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปาก
“ข้ารู้...เวลาของข้าเหลือไม่มากแล้วแต่ยังหาผู้สืบทอดไม่ได้ ลูกชายตัวดีของข้าก็เอาแต่เถลไถล...เที่ยวหาแต่ผู้หญิงดื่มแต่เหล้า” ขณะที่บ่นเขาก็ยังทำงานเอกสารบนโต๊ะไม่หยุดมือ
“ผมคิดว่าท่านควรหาลูกบุญธรรมที่ได้เรื่องได้ราวสักคน หรือไม่ก็ดัดนิสัยลูกของท่านเสีย”
“เหอะ ๆ จะอย่างไหนก็ยากทั้งนั้น ลูกบุญธรรมที่ไม่รู้นิสัยใจคอกับลูกแท้ ๆ ที่นิสัยเหลวแหลก จะให้นายสืบทอดก็ไม่ได้อายุเรามันใกล้จะลงโรงแล้ว” เขาส่งยิ้มอ่อนให้กับเลขาคนสนิทที่ไว้ใจได้มากที่สุด
“อย่าพูดแบบนั้นสิท่าน”
ขณะที่วาเลี่ยมกำลังจะลุกจากโต๊ะทำงานเขาก็รีบเข้าไปพยุงร่างอันทรุดโทรมพาไปยังข้างนอกบ้าน บรรยากาศเย็นเปียกชื้นอาจทำให้เป็นหวัดได้เลขาของเขาหยิบเอาเสื้อคลุมใส่ให้กับวาเลี่ยมอย่างนิ่มนวล
“กำลังจะหน้าหนาวแล้วสินะ วันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว” เขาเหม่อมองฟ้าอย่างกับได้เห็นภาพบางสิ่งบนนั้นจนเลขาของเขาพลอยเศร้าไปด้วย
“ท่านผู้นำ!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาหาวาเลี่ยมที่อยู่ชั้นสองเขาตอบรับด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“มีเหตุอันใดหรือหนุ่มน้อย?”
“เมื่อเช้ามีจดหมายมาจากคุณทหารบอกให้เอามาให้ท่านผู้นำ” เขาชูซองจดหมายขึ้นเหนือหัวให้ได้เห็น
“เหรอ...งั้น-” ไม่ทันได้เอ่ยปากเลขาของเขาก็ลงไปเอามาเสียแล้ว
“นี่ครับท่าน” เขายื่นจดหมายที่มีตราประทับของนายทหารชั้นสูง วาเลี่ยมตรวจสอบสภาพและยืนยันตัวตนให้ชัดเจนก่อนจะเปิดอ่าน
เรียนท่านวาเลี่ยม กระผมคือพลเอกดูลุคและกองร้อยลาดตระเวน พวกเราพบความผิดปกติของทหารของราชาคากิซึ่งกำลังรวมพลกันอยู่ทุกเมืองในอาณาเขต มีความเป็นไปได้ที่พวกเขากำลังจะทำสงครามหรือบุกยึดที่แห่งใดแห่งหนึ่ง และยังมีรถขนส่งสินค้าแปลก ๆ ที่ข้ามอาณาจักรตรงมายังอาณาเขตของราชาคากิ พวกเราเกรงว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองจึงเรียนมาเพื่อให้ทราบ
“ดูเหมือนเจ้าคากิจะมีแผนอะไรสักอย่าง พลเมืองเอลฟ์ของเขามีพลังมากกว่าค่าเฉลี่ยของเผ่ามนุษย์อย่างเราแน่นอนและยังมีสำนักมนตร์ดำที่คอยทำงานสกปรกให้อีก”
“ส่งจดหมายไปว่าให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ถ้าหากมีการเคลื่อนไหวอะไรให้ส่งม้าเร็วมาเลย”
“ครับ”
แต่เดิมเจ้าคากิก็มีท่าทีไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะเรื่องที่มันทรยศพวกพ้องและยึดอำนาจมาแต่เพียงผู้เดียว
“ท่านควรจะกลับไปพักผ่อนได้แล้วนะครับ เรื่องที่เหลือผมจะจัดการให้เอง”
“เอาอย่างงั้นก็ได้” จริง ๆ ก็อยากจะไปเดินเล่นสักหน่อยแต่สังขารก็เริ่มไม่ไหวแล้ว ป่านนี้ชาร์ลอทจะทำงานไปถึงไหนแล้วนะ? หวังว่าเธอจะกลับมาได้อย่างปลอดภัย
ฝนฟ้าอากาศช่างไม่เป็นใจยิ่งนักการเดินทางจะต้องหยุดลงเพราะไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีน้ำป่า ดินถล่มหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด หน่วยส่งสารก็ทำงานได้ยากลำบากเช่นกันจดหมายที่สำคัญที่เร่งส่งต้องล่าช้าเพราะฝน
23 ธันวาคม 2575
สายฝนยังคงตกไม่มีหยุดแม้จะตกแค่ปรอย ๆ แต่มันก็ยังน่ารำคาญ เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำพื้นโคลนเหนอะหนะของพวกเซนกำลังวิ่งตรวจลาดตระเวนทั่วป่า
“ฉันต้องใส่แท่งเหล็กไปอีกนานแค่ไหนล่ะเนี่ย?”
“ไม่รู้สิ กิบอกให้ใส่ไว้ตลอดเวลาก็คงต้องรอเขาบอกนั่นแหละ” คานะเองก็รู้สึกเกะกะขยับตัวได้ลำบากเพราะแท่งเหล็กแต่ละก้อนมีน้ำหนักมากถึงสิบกิโลกรัมมัดติดกับแขน ขาและลำตัว
“อ-โอ มีอะไรแปลกตาด้วยแฮะ” สัตว์อสูรรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับหมึกมะพร้าวที่มีลำตัวเป็นกบ
“มอนสเตอร์เหรอ? แต่ดูเหมือนถ้าไม่อยู่ในดันเจี้ยนจะเรียกว่าสัตว์อสูรนะ” คานะแอบมองดูไม่ไกลเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของมัน
“จะส่วนที่เป็นหมึกหรือกบก็น่ากินไปหมดเลยเนอะ” เซนแสยะยิ้มเฉกเช่นเดียวคานะพวกเขาเฝ้ามองดูเหยื่ออันโอชาที่กำลังจะเป็นอาหารในไม่ช้า
“หือ...ฉันว่าพวกมันกำลังเพิ่มขึ้นนะ”
ฝูงหมึกกบกำลังกระโดดขึ้นจากแม่น้ำที่ไหลเชียวเพราะฝน มันกำลังรวมตัวกันเป็นฝูงอย่างกับทหารที่รวมทัพกำลังบุกตีเมือง
“เราขึ้นไปข้างบนก่อนไหมดูท่าทางไม่ค่อยดี” เซนพยักหน้าตอบรับก่อนจะกระโดดขึ้นบนต้นไม้ใหญ่เฝ้ามองจากจุดนั้นแทน
“ราว ๆ หนึ่งร้อยตัวสินะ ยังดีที่มันหยุดแล้วแต่ทำไมถึงมารวมตัวกันตรงนี้ก็ไม่รู้”
“ฉันว่ามันอาจจะมากินพวกเราก็ได้นะ” เซนหัวเราะขณะที่เอ่ยออกมาเช่นนั้น
“ก็บ้าแล้วถ้าพวกมันจะกินเราทำไมถึงมารวมกันไกลขนาดนี้ บ้านของพวกเราอยู่อีกฟากหนึ่งเลยนะ”
“ฉันก็ไม่รู้-” ทันใดนั้นก็มีสัตว์อสูรแบบเดียวกับพวกมันแต่ขนาดตัวใหญ่ากว่าหลายเท่าปีนขึ้นมาจากแม่น้ำท่าทางองอาจอย่างกับมนุษย์คนหนึ่ง
“อย่าบอกนะว่า...”
สัตว์อสูรตนนั้นเปรียบเสมือนผู้นำฝูงของเหล่าหมึกกบย่างก้าวไปยังบ้านของพวกเขาที่อยู่ห่างออกไป ด้วยจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยตัวอาจทำให้พืชผลหรือสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งใจทำมาเสียหายได้
“ไปบอกกิก่อนเถอะว่าให้จัดการยังไง” เซนพยักหน้าตอบรับก่อนจะปีนป่ายไปตามต้นไม้อย่างกับลิง
หลังจากรายงานเรื่องสัตว์อสูรรวมตัวเรียบร้อยซึฮากิจึงตามมาดูด้วยตาตัวเอง
“นั่นไงพวกมันใกล้เข้ามาอีกแล้ว” ปลายทางที่นิ้วของเซนชี้ไปก็คือสัตว์อสูรตัวใหญ่ที่เป็นดั่งผู้นำฝูง
“จ่าฝูงสินะ เส้นทางการเดินของมันก็มุ่งเป้ามาที่บ้านเราซะด้วยจะปล่อยไว้ก็ไม่ได้ ก่อนอื่นเราจะไว้ชีวิตเจ้าตัวใหญ่นั่นขอทดสอบอะไรสักหน่อยส่วนที่เหลือก็ฆ่าทิ้งให้หมด”
“เออ!” เซนและคานะพยักหน้าตอบรับแยกกันไปสองฝั่งล้อมพวกมันไว้อย่างเงียบ ๆ ไม่ให้รู้ตัว
เซนเตรียมมานาที่ห่อหุ้มมีดสั้นไว้ราวกับเป็นดาบยาวหนึ่งเมตรตรงข้ามกับคานะที่กระจายมานาออกไปรอบ ๆ หวังสร้างความเสียหายวงกว้างเพื่อชิงความสามารถในการคุมพื้นที่ พวกเขาต่างก็รอสัญญาณจากซึฮากิอย่าได้พลาดแม้แต่นิดเดียวไม่อย่างงั้นพวกมันจะกระจายออกยุ่งยากไปอีก
จริง ๆ ก็พอจะเห็นพวกมันมาบ้างแต่ก็แค่ไม่กี่ตัว พวกมันเอาแต่เดินหน้าไม่มีหันมองหรือเงยหน้าขึ้น สติปัญญาต่ำ? หรือแค่ทำตามที่ผู้นำสั่ง
ซึฮากิยกมือขึ้นเหนือหัวก่อนสับมือลงตรงหน้าเป็นดั่งสัญญาณเริ่มศึก กลุ่มก้อนมานาที่รายล้อมอยู่จู่ ๆ ก็กลายเป็นกำแพงวารีบดบังวิสัยทัศน์และการหลบหนีขณะที่พวกมันกำลังตื่นตระหนกเซนก็ฟาดดาบขนาดใหญ่ส่งคลื่นเพลิงเผาต้นไม้บริเวณนั้นจนไหม้เป็นเถ้าถ่าน หากไม่มีกำแพงวารีของคานะป่าคงได้รับความเสียหายหนักเป็นแน่
“ทำได้ดีพวกเราจัดการในทีเดียวได้โดยไม่ต้องเหนื่อย” ซึฮากิดึงตัวจ่าฝูงของมันออกมาได้ทันเวลาใช้มานารัดแขนขาไว้
เซนและคานะเดินดูซากศพที่มีกลิ่นไหม้ตลบอบอวลคล้ายกับหมึกย่าง พวกเธอหยิบส่วนหัวที่เป็นหมึกขึ้นมากัดเข้าไปหนึ่งคำตาเบิกโตยิ้มแก้มป่องอย่างกับกระรอกอมของกิน
“ลองดูสิคานะ”
“มันขนาดนั้นเลยเหรอ?” พูดไม่ทันขาดคำคานะก็กินเข้าไปเคี้ยวสลับซ้ายขวาลิ้มรสสัมผัสที่เหนียวนุ่มกรุบกรอบกำลังดี
“ห-หมึกย่าง!” คานะถึงกับอุทานออกมาเสียงดังดึงความสนใจจากซึฮากิได้
“เอาพวกมันกลับไปก็ได้แต่ก่อนจะกินอะไรก็ระวัง ๆ หน่อย พวกมันอาจจะมีพิษหรืออะไรทำนองนั้นก็ได้ ที่ฉันให้กินเลือดมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนเพราะมันจำเป็น...แล้วก็มันทดสอบมาบ้างแล้วด้วยก่อนจะให้พวกนายดื่มกิน”
“ไม่ต้องห่วงน่า บอกเลยว่าอร่อยสุด ๆ ถ้ามีน้ำจิ้มซีฟู๊ดด้วยนะ” เซนและคานะนึกภาพตามก็น้ำลายไหลยิ้มไม่หุบ
“พวกนายกลับไปก่อนก็ได้เดี๋ยวฉันจะตรวจสอบอะไรสักอย่างกับเจ้านี่”
“ตามนั้นงั้นพวกเราไปละ”
เลเวลแค่สามคงไม่มีปัญหาอะไร ไม่ได้พาสเตล่ามาด้วยจะได้รู้จุดอ่อนเผื่อไว้ ต่อให้สามารถเอาชนะได้ง่าย ๆ แต่ถ้าสามารถเข้าถึงจุดอ่อนได้ก็จะง่ายขึ้นไปอีก นอกจากเป็นอาหารก็คงไม่มีประโยชน์แล้ว
“เมื่อกี้เหมือนฉันเห็นเปลวไฟแถว ๆ นั้นนะ” กลุ่มคนจำนวนหลายร้อยกำลังเดินเท้าย่างกายเข้ามาในป่าแห่งนี้ เปลวเพลิงที่เซนใช้ส่งสว่างแม้ในยามกลางวันเห็นได้ตั้งแต่ไกล
“คงไม่ใช่สัตว์อสูรใช่ไหม? หวังว่าคุณจะพูดจริงนะไม่หลอกเรามาตายในป่านี้” หญิงสาวผู้เป็นดั่งมือขวาของชายหนุ่มที่กำลังเดินนำหน้าฝูงชน
“พวกเธอก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอว่าที่นี่ไม่มีสัตว์อสูรที่ใช้ไฟได้ ถึงจะเป็นเมืองร้างเพราะสงครามแต่พวกเราก็เคยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดนะ” แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังมองตรงไปยังบ้านเกิดที่ถูกทิ้งไว้เป็นเพียงความทรงจำหวังแค่ให้ได้เห็นมันอีกรอบก็ยังดี
“เจ้าโฟลกับคนอื่น ๆ กำลังกระจายข่าวเรื่องการกลับมาขององค์ชายยูกิ ถึงเราจะยังไม่มีหลักฐานแต่ก็คงเป็นหนทางเดียวในการฟื้นฟูอาณาจักรเอลฟ์”
“หยุด!” ซึฮากิยืนอยู่บนต้นไม้ห่างออกไปประมาณสิบเมตรขณะที่เปิดปากก็ยังร่ายมานาเตรียมตัวไว้ตลอดแต่ด้วยคราบเลือดจำนวนมากติดเต็มตัวยิ่งทำให้ดูอันตราย
“มนุษย์? เจ้ามาทำอันใดที่ป่าแห่งนี้” เอลฟ์หนุ่มผู้ซึ่งเป็นผู้นำเอ่ยถามด้วยท่าทีหวาดระแวงไม่ไว้วางใจเฉกเช่นเดียวกับพรรคพวกของเขา
“เลิกใช้ผ้าคลุมปกปิดตัวตนได้แล้ว ถ้าอยากจะเข้าไปในป่าก็เปิดเผยออกมาซะ” ซึฮากิใช้เวทลมสร้างเป็นกำแพงขวางกั้นพวกเอลฟ์ไว้
“ก็ได้ ๆ แต่เจ้าก็ต้องบอกด้วยว่าเป็นใคร”
ใบหน้าที่ขาวเรียบเนียนดูแลเป็นอย่างดีกับใบหูที่ยาวตั้งขึ้น พวกเขาจ้องมองซึฮากิตาไม่กะพริบด้วยความสงสัยใคร่รู้แต่ก็ไม่อาจลดการป้องกันลงได้
“ฉันชื่อว่าซึฮากิเป็นเพื่อนกับยูกิ” ทันทีที่คำว่ายูกิเอ่ยออกจากปากพวกเขาต่างก็ตกตะลึงหยุดชะงักคิดทบทวนกับตัวเอง
“ยูกิ? เจ้าหมายถึงองค์ชายยูกิอย่างงั้นเหรอ!”
“ใช่ พวกนายคงจะเป็นเอลฟ์อพยพสินะ”
“ใช่ ๆ พาพวกเราไปหาองค์ชายทีสิ”
แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงแบบนั้นไม่มีทางโกหกแน่นอนถึงจะมีคนที่ไม่น่าไว้ใจอยู่ด้วยก็ตาม ฉันไม่ให้พวกแกเข้าถึงตัวพรรคพวกของเราได้ง่าย ๆ หรอก แค่ให้เห็นหน้ายูกิก็คงจะยืนยันตัวตนเราได้จากนั้นก็ค่อย ๆ แยกพวกนั้นออกไปไกล ๆ เก็บคนที่ไว้ใจได้ไว้ใกล้ตัว
“ตามมา...”
เสียงกระซิบนินทาจากระยะสิบเมตรไม่อาจรอดพ้นจากซึฮากิได้
“ไอ้หมอนี่จะเป็นสหายขององค์ชายจริงหรือ? ถ้ามันเป็นพวกกบฏล่ะ”
“ข้าก็คิดเช่นเจ้า ไม่ต้องห่วงพวกเรามีมากกว่าเจ็ดร้อยคนไม่แพ้ให้พวกมันแน่”
คิดแบบนั้นก็ดีถือว่ามีใจอยากปกป้องยูกิ ส่วนพวกที่อยู่หลัง ๆ ค่อยไปหาข้อมูลทีหลังโดยเฉพาะเจ้าพวกนั้น ดวงตาของชายหญิงหลาย ๆ คนจ้องมองแต่ทางที่ซึฮากิเดินไปตรงข้ามกับเอลฟ์ส่วนใหญ่ที่กลอกตามองรอบ ๆ หวาดระแวงว่าจะมีใครสุ่มโจมตีหรือเปล่า
“เรามาถึงแล้ว” ซึฮากิหยุดอยู่ตรงหน้าเส้นทางราบที่ถูกถอนรากถอนโคนจนโล่งเหลือเพียงหน้าดินธรรมดา
“โห...พาใครมาเยอะแยะเลยเนี่ย” โทลเบิกตากว้างเมื่อได้เห็นกองทัพเอลฟ์เดินตามหลังซึฮากิมา บ้านอันน้อยนิดที่สร้างไว้ดูเหมือนจะไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้
“ที่นายให้รีบสร้างบ้านไว้เยอะ ๆ ก็เพราะแบบนี้สินะ” ชิมม่อนเอ่ยออกมาเหมือนกับรู้คำตอบอยู่ในใจแล้วทำเพียงแค่ยืนยันให้แน่ใจ
“ก็ถึงบอกไงว่าต้องรีบสร้างเมืองให้ไวที่สุด อย่างน้อยก็พอจะรองรับอยู่ชั่วคราวน่าจะได้ประมาณห้าร้อยคนส่วนที่เหลือก็ให้ตั้งเต็นท์นอนไปก่อน”
“งั้นเดี๋ยวเราจะไปจัดที่จัดทางให้ตั้งเต็นท์แล้วกัน ส่วนที่เหลือฝากนายจัดการด้วย”
“อืม อย่าพึงวางใจล่ะ” ซึฮากิกระซิบคุยกับโทลทำให้เขาต้องเหลือบมองเหล่าเอลฟ์ทั้งหลายที่เดินทางมา ความวิตกกังวลกำลังหมุนวนอยู่ในหัวเพราะจำนวนมากขนาดนี้หากเกิดการจลาจลหรือกบฏคงยากที่จะควบคุม
ซึฮากิใช้กระดาษจดรายชื่อของเอลฟ์ทุกคนอย่างกับสัมภาษณ์งาน ซักถามประวัติความเป็นมาแรงจูงใจในการเข้าร่วมกับยูกิหรือแม้แต่สิ่งที่ชอบกับไม่ชอบ
คนสุดท้ายแล้วสินะ รู้สึกปวดเมื่อยมากกว่าการฝึกซะอีก
“แล้ว? เมื่อไหร่เราจะได้พบกับองค์ชาย...หวังว่าเจ้าจะไม่หลอกพวกเรานะ” พวกเอลฟ์ต่างก็สงสัยในซึฮากิไม่หยุดแม้จะได้เห็นเอลฟ์ตนอื่นที่อาศัยอยู่ที่นี้แล้วก็ตาม
ซึฮากิพาพวกเขาไปยังบ้านหลักที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ขณะเดียวกันยูกิก็กำลังรื่นเริงกับการทำอาหารมีกลิ่นที่ฉุนจมูกจนบางคนจามไม่หยุดแต่มันก็หอมจนอยากจะลิ้มลองเช่นกัน
“ยูกิ! ออกมาให้พวกเขาเห็นหน้าสักหน่อย” ซึฮากิตะโกนลั่นไม่ใช่แค่ยูกิแต่เด็ก ๆ ก็วิ่งตามเสียงออกมาด้วย
“ว่าไงกิ!” เขาตะโกนตอบรับด้วยสีหน้าหงุดหงิดเพราะไปขัดอารมณ์คนกำลังทำอาหาร
“อ-องค์ชาย!” เหล่าเอลฟ์มากมายนั่งชันเข่าบนพื้นดินไม่สนใจความสกปรก
“อะแฮม ต่อจากนี้ไม่ต้องเรียกเราว่าองค์ชายแล้วนะเพราะเรานั้นเป็นเพียงเอลฟ์หลบหนีไม่คู่ควรกับตำแหน่งนั้นอีกต่อไป”
พวกเขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองดูดวงตากลมโตใสดั่งมณีส่องแสงในยามราตรี เรียวขาและแขนที่เล็กขาวเนียนอย่างกับหญิงสาวผู้เลอโฉมกำลังสอดสายตาอันคมกริบจ้องมองมาที่พวกเอลฟ์ไม่มีความลังเลใจในสิ่งที่เอ่ยกล่าวออกทั้งสิ้น
“ขอน้อมรับไว้พ่ะย่ะค่ะท่านยูกิ”
“คำพวกนั้นก็ด้วย เราไม่ค่อยคุ้นชินกับมันนักพูดเป็นกันเองเลยจะดีกว่า” เขาเดินลงมาหาเหล่าเอลฟ์เพื่อได้ใกล้ชิดทักทายพิสูจน์ว่าเป็นตัวจริง
“รับทราบครับท่านยูกิ” ผู้นำของเหล่าเอลฟ์ยังคงนั่งชันเข่าไม่กล้าลุกขึ้นสูงเทียบเท่ายูกิจนเขาต้องมาดึงตัวขึ้นให้
“หลังจากนี้ฉันขอฝากตัวด้วย พวกนายทุกคนก็ด้วย ! เราจะสร้างเอลโฟเรียขึ้นมาใหม่อีกครั้งและทุกคนจะได้มีส่วนร่วม”
“เฮ้! เอลโฟเรียจงเจริญ” เพียงแค่ยูกิยกหมัดขึ้นสูงเหนือหัวเหล่าเอลฟ์ก็ทำตามกันอย่างพร้อมเพรียง
ซึฮากิกวาดสายตามองเหล่าผู้เอลฟ์ที่กำลังร้องเฮสร้างขวัญกำลังใจซึ่งกันและกันมีหลาย ๆ คนที่ไม่มีอาการหรือแสดงความรู้สึกผูกพันแม้จะมีมากกว่าเจ็ดร้อยคนแต่ซึฮากิก็ยังสามารถมองหาพวกเขาเหล่านั้นได้
“ฉันเป็นคนทำอาหารส่วนการจัดการจะเป็นฝีมือของเขา” ยูกิผายมือไปหาซึฮากิเขาจึงตอบรับด้วยการยิ้มในหน้าก้มโค้งลงเล็กน้อย
“ขอแนะนำตัวอีกครั้ง ผมซึฮากิเป็นคนคอยจัดการเรื่องต่าง ๆ ในที่แห่งนี้” บรรยากาศเงียบเฉียบหลังจากที่ซึฮากิเอ่ยทักราวกับว่าไม่มีใครอยากปฏิสัมพันธ์ด้วย
“มนุษย์สินะ ทำไมถึงดูวางก้างขนาดนั้น”
“นั่นสิทำอย่างกับเป็นเจ้านายเลย”
เสียงครหาซุบซิบจนน่ารำคาญแต่ซึฮากิก็ยังคงจ้องมองด้วยใบหน้าที่เฉยชา ตอบรับการกระทำดูหมิ่นด้วยรอยยิ้มมุมปากอย่างกับเป็นพ่อพระที่ยิ้มให้คนที่กำลังจะทำร้ายตน
“เงียบ !” ชิมม่อนย่างกายเข้ามาท่ามกลางความวุ่นวายสยบเสียงซุบซิบพวกนั้นได้ในทันที
ยอดเยี่ยมดูเหมือนฉันจะไม่ต้องออกโรงเอง ซึฮากิเหลือบตามองหน้าชิมม่อนดูท่าทีองอาจที่กำลังยืนหยัดดั่งผู้พิทักษ์ที่มาปราบการจลาจล
“ซึฮากิเป็นเสมือนหัวหน้าของพวกเรา ดังนั้นพวกเจ้าก็ต้องทำตามเขาเช่นกัน...”
“อะไรกันทำไมเราต้องทำตามเจ้ามนุษย์นั่นด้วย?”
“ถ้าพวกเจ้าอยากจะสร้างเอลโฟเรียขึ้นมาใหม่ ถ้าหากพวกเจ้าประสงค์จะนำพาเอลโฟเรียให้กลับมารุ่งโรงอีกครั้งเหตุใดจึงต้องลังเลให้เสียเวลา มนุษย์นามว่าซึฮากิเขาเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดมากที่สุดที่จะพาพวกเราไปถึงฝั่งฝัน”
โห พูดกันขนาดนี้ก็เขินแย่เลยสิ เจ้าเอลฟ์พวกนั้นเริ่มรู้สึกเกร็งแล้วสินะอุตส่าห์ใจดีทำตัวสบาย ๆ
“บอสครับ” เสียงกระซิบจากเอลฟ์สองตนที่อยู่รั้งท้ายยื่นของให้กันและกัน
“ข้ารู้...เจ้านั่นมันชิมม่อน หนึ่งในทหารชั้นสูงของเผ่าดาร์คเอลฟ์” เขากัดปากเดาะลิ้นส่งเสียงของความหงุดหงิดออกมาชัดเจนโดยเฉพาะสายตาที่จ้องไปยังชิมม่อนอย่างกับจะฉีกแขนขาฆ่าให้ตายเสีย
29 ธันวาคม พ.ศ.2575
ช่วงเวลาของความวุ่นวายได้เลยผ่านไป เมื่อได้คนงานจำนวนมากสร้างที่อยู่อาศัยจนเพียงพอต่อจำนวนประชากร ไร่สวนที่ปลูกพืชผักไว้กำลังจะสร้างผลผลิตได้ในเร็ววันรวมทั้งการขยายอาณาเขตการก่อสร้างออกไปเริ่มเห็นรูปร่างของเมืองในฝันแล้ว
“พวกนายได้เรื่องอะไรบ้าง?” กลุ่มเอลฟ์กลุ่มหนึ่งปลีกตัวออกมาในเวลาพักใช้พื้นที่รอบนอกที่ยังเป็นป่าวางแผนการบางอย่างไว้
“ยูกิมักจะออกไปเก็บวัตถุดิบตอนเช้าและกลับเข้าบ้านไม่ออกมาอีกเลยทั้งวัน แต่ตลอดวันที่บ้านพักใหญ่ก็มีแค่เขานั่นแหละที่อยู่ส่วนคนอื่น ๆ เขาออกไปทำงานกันหมด”
“ถ้าจะจัดการก็คงต้องเวลานั้นสินะ” เอลฟ์หนุ่มผู้เป็นเสมือนผู้นำหน่วยลอบสังหารกำลังปรึกษาหารือกับพรรคพวกของเขา เหล่ามือสังหารใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเพื่อความปลอดภัยหาช่องโหว่ของเวลา
“พวกนายคงสนิทกันสินะเห็นชอบไปจับกลุ่มคุยกัน” หนึ่งในเอลฟ์เพื่อนร่วมงานยิ้มทัก
“ใช่แล้วก่อนหน้านี้พวกเราทำงานด้วยกันน่ะ เป็นสหายที่เชื่อใจกันได้เลยล่ะ” เอลฟ์หนุ่มผู้นั้นยิ้มพอเป็นพิธีพลางสอดสายตาดูลาดเลา
ในช่วงบ่ายวันนั้นฟ้าฝนกระหึ่มดังสาดฝนลงมาไม่พักจนเหล่าเอลฟ์พากันนั่งคอตก ความเปียกแฉะทำให้โคลนติดเท้าเลอะเทอะจะทำอะไรก็ลำบาก
“นายช่วยมากับฉันหน่อย พอดีว่าต้องเก็บสมุนไพรก่อนที่มันจะจมน้ำ” ยูกิเดินตรงไปยังบ้านพักของเหล่านักลอบสังหารไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวใด ๆ ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มตอบรับคำขอเขาก็ส่งสัญญาณให้กับพรรคพวกคนอื่น ๆ
“ว่าแต่ท่านยูกิกำลังจะไปที่แห่งใดหรือ?” เหอะเจ้าโง่เอ๊ยขุดหลุมฝังศพตัวเองแท้ ๆ
“แถว ๆ ป่าด้านหลังเมืองน่ะ ที่นั่นพวกเราปลูกสมุนไพรไว้สำหรับทำอาหารและยา ถ้าไปช้าพวกมันอาจจะจมน้ำไปเสียก่อน” ยูกิวิ่งหน้าตั้งฝ่าพายุฝนออกห่างจากบ้านไปแต่ไม่ใช่เพียงแค่เอลฟ์คนนั้นที่ตามไปกลับมีหน่วยลอบสังหารกว่ายี่สิบห้าคนตามไปด้วย
“อ้อ...ครับ” เขากวาดสายตาเพ่งมองไปยังพรรคพวกที่อยู่ไม่ไกลพร้อมทั้งเตรียมมีดสั้นที่อาบยาพิษไว้
“น่าจะตรงนี้” ยูกิก้มลงทำเหมือนกำลังขุดคุ้ยอะไรสักอย่างอยู่พักหนึ่ง
“ตรงนี้แน่ใจนะครับ”
ยูกิค่อย ๆ เงยหน้ามองใบหน้าของเขาราวกับซากศพที่พึ่งตายได้ไม่นานก่อนจะเอ่ยทักด้วยถ้อยคำอันแปลกประหลาด “ตรงนี้แหละคือที่ตายของพวกแก”
“หะ?” ทันใดนั้นก็มีใบมีดลมพุ่งตรงเข้ามาแต่เขาก็ไหวตัวทันเบี่ยงทิศทางด้วยมีดสั้น
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ก้าวออกมาจากความมืดที่ถูกสายฝนบดบังไว้ ซึฮากิถือหัวพรรคพวกของเขาและโยนให้ได้เห็นชัด ๆ แม้จะเป็นใบหน้าที่เฉยชาแต่กลับรู้สึกได้ถึงจิตสังหารรุนแรงจนแทบอาเจียน
“ก-แกมัน”
“ผู้ต้องสงสัยมีทั้งหมดสามสิบสี่คนจากเจ็ดร้อยสามสิบหก และจากคำยืนยันของวีด้าจึงลดผู้ต้องสงสัยลงมาเหลือยี่สิบห้าและทุกวันฉันได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมจนแน่ใจ” ซึฮากิค่อย ๆ เดินเข้าหาในมือนั้นถือมีดสั้นที่เต็มไปด้วยคราบเลือด
“อ-อย่าเข้ามานะเว้ย” วงแขนกล้ามเป็นมัด ๆ รัดคอของยูกิแน่นเสียจนหายใจไม่ออก ขณะเดียวกันเขาก็ชูชันมีดสั้นที่เต็มไปด้วยมานาขู่
“ทำอะไรน่ะ? ตาคงโดนน้ำฝนมากไปหน่อยถึงได้เป็นเช่นนั้น”
ยูกิที่ถูกรัดคออยู่นั้นค่อย ๆ สลายกลายเป็นควันสีดำลอยฟุ้งไปกับสายฝน
“ป-เป็นไปไม่ได้ พวกแกจัดการมันซะ” เสียงร้องเรียกไร้ซึ่งเสียงตอบกลับเหงื่อไหลพลั่กแม้กระทั่งที่นิ้วมือ
“หาใครอยู่เหรอ?”
เสียงร้องดังสนั่นท่ามกลางสายฝน สายน้ำที่กำลังไหลลงจากที่สูงค่อย ๆ เปลี่ยนกลายเป็นสีแดงจนกระทั่งเสียงทั้งหมดได้เงียบหายไป
“พวกนายจัดการศพแล้วก็กลับได้เลย ฉันจะอยู่กับเจ้านี่สักพัก”
“เอางั้นก็ได้” โทล ชิมม่อน เซน คานะและสเตล่า พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่คุ้นชินกับการสู้กับคนถือเป็นปราการเหล็กของเมืองเอลโฟเรียที่กำลังสร้าง
“ก่อนอื่นเรามาลองเปิดอกคุยกันดีไหม?”
แม้ในช่วงเวลานั้นจะยังคงมีพระอาทิตย์อยู่แต่ด้วยเมฆฝนทำให้บรรยากาศความมืดราวกับเป็นยามค่ำคืนที่มีเพียงความดำมืด
หนึ่งในทักษะที่สำคัญของนักฆ่าคือการฆ่า แต่ทักษะอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการทรมานเหยื่อ ไม่ค่อยอยากจะนึกถึงมันนักหรอก
“เสร็จแล้วเหรอกิ” สเตล่าเดินเข้าขวางสอดสายตาจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าอยากรู้อยากเห็นเป็นที่สุด
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก อย่างน้อยก็รู้ฐานที่มั่นและลักษณะของผู้บริหาร”
“งั้นเราจะเริ่มเลยไหม?” สเตล่าเอ่ยถามขณะเดียวกับที่สายตาของเซนและคานะจับจ้องมา
“อืม...มาเริ่มกันเลยเถอะ”