ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่595 อยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ

เพียงเวลาไม่กี่ชั่วยาม ร่างที่วูบไหว ดั่งภูตพรายของอี้เฉินก็ฝ่าฝูงชนที่ต่อสู้ศึกตะลุมบอนเข้ามาท่ามกลางสมรภูมิรบ อย่างไม่มีหวาดเกรง 
 

         พร้อมกับกลุ่มเหล่าราชันสวรรค์ หลายสิบชีวิต ที่ตามไล่ล่าตัวของอี้เฉินมา ติดๆ ร้องเสียง “อ๊าก!!” ดังออกมาก้อง “เจ้าช่างใจกล้าห่อฟ้านักอี้เฉิน” เมื่อพวกเขา เห็นอี้เฉินเลือกที่จะหนีเข้ามา ท่ามกลางความวุ่นวาย ของสงครามมหาทวีปเฉกเช่นนี้ มันจึงทำให้พวกเขา ปวดเศียรเวียนเกล้า ขึ้นมาตามๆ กัน

 


       แม้แต่ผู้คนที่สู้ศึกตะลุมบอน เข่นฆ่าเปิดศึกนองเลือด ยังเบิกตาออกมากว้าง เมื่อพวกเขาเห็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ ที่พวกเขาไม่คุ้นตา ฝ่าวงล้อมเข้ามาผสมโรง ภายในศึกสงครามมหาทวีป ยิ่งทำให้รอบด้านเกิดจลาจล ความวุ่นวาย มาพร้อมเสียงก่นด่าเล็ดลอดผ่านไรฟัน ของผู้คนดังออกมาไม่ขาด “ไอ้เด็กเวรนั้นมันเป็นใคร”

 


       สายตาผู้คนโดยรอบ ที่มองสถานการณ์ตึงเครียดฉินเป็นพายุลูกใหญ่ พัดพาเอาความวุ่นวายครั้งใหญ่มากับเขาด้วย มันก็ทำให้ รอบด้านต่างก็พากันตะลึงงัน หมดคำที่จะกล่าวพูดออกมา

 


       แม้แต่นายกอง หนิงหยวนอี้ ที่บัญชากองทัพคนดินแดนจักรพรรดิ ยังมีสีหน้าขึงขัง แววตาดุร้ายขึ้นมา เมื่อเห็นกองรบ เกิดความชุลมุนวุ่นวาย “ไอ้เวรนั้น มันเป็นใคร ถึงกับทำให้กองรบของข้า เสียขบวนเช่นนี้”

 


        ในฉับพลันรอบด้าน ตกอยู่ในสถานการณ์ ตึงเครียดในทันใด แม้แต่อี้เฉินยังรับรู้ถึงจิตสังหาร ที่เล็ดลอดพุ่งตรงมาหาตัวเขา จากทั้งสองทิศทาง เมื่ออี้เฉินกวาดสายตาออกไป รอบๆ ไม่เห็นผู้ใดที่เขาคุ้นตาแม้แต่น้อย “หืม! มันหมายความว่าอย่างไร กำลังเสริมผู้มาใหม่ อย่างนั้นหรือ”

 


        ลู่ซือจ่าน ครั้นเห็นอี้เฉินหยุดฝีเท้า กะทันหัน อยู่ระหว่างทั้งสองกองทัพใหญ่ ที่จับจ้องมาที่ตัวอี้เฉิน ลู่ซือจ่าน แค่นเสียงคำรามออกมาก้องในทันใด “ไอ้เวรอี้เฉิน เหมือนว่า เจ้าจะไม่รู้สถานการณ์รบ ในยามนี้สินะ เช่นนั้นข้าจะหักแขนหักขาเจ้า แล้วนำเจ้ากลับไป ในสภาพปางตายแล้วกัน”

 


        อี้เฉินหน้ามืดทะมึนไม่น้อย จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะเดินหน้าก็เดินไปไม่ได้ อยากจะตะโกนก้อง ออกไปบอกกล่าว ว่าเขาเป็นคนดินแดนเทพ ให้รู้แล้วรู้รอด   ทว่าเมื่อเห็นผู้คนไม่คุ้นตา พร้อมกับกองทัพทั้งสองฝั่ง พุ่งปราดเข้าเข่นฆ่าออกมาด้านหน้า พุ่งเข้าหาตัวเขาอย่างพร้อมเพรียง

 


เสียง “ฆ่า!” คำรามออกมาสนั่นก้องฟ้า

 


        อี้เฉินที่อยู่ท่ามกลาง สมรภูมิรบเช่นนี้ เขาได้กลายเป็นมด ถูกช้างเหยียบเละแน่ หากมัวพูดคุยอธิบายออกไปในช่วงเวลานี้ ครั้นอี้เฉินหันปรายตาไปมองลู่ซือจ่าน ที่พุ่งปราดเตรียมส่งหอกเกล็ดมังกร พุ่งทิ่มแทงแขนขา ของเขาอย่างไม่มีลังเล

 


       อี้เฉินจึงไม่เก็บออมปราณพลังของเขาไว้อีกต่อไป ครั้นสำแดง ญาณ วิเศษ รอยสลักเลือด ขึ้นมาใช้ ส่งให้เสาแสงโลหิต โพยพุ่งขึ้น เหนือสวรรค์ชั้นฟ้า ตราประทับโลหิต ปรากฏขึ้นมา กลางหน้าผาก จนส่องแสงสีแดงขึ้นมาเด่นชัด ส่งให้ พลังรบกับเลือดภายในกายของเขาเดือดพล่าน ขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งในทันใด

 


        แม้แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบ ยังรับรู้ได้ว่า มันเป็นการสำแดง ญาณ วิเศษของคนผู้หนึ่งขึ้นมา ทว่าพวกเขาก็ไม่คาดคิด เด็กหนุ่มวัยละอ่อนเช่นนี้ จะสามารถสลักสร้าง ญาณ วิเศษขึ้นมาได้ ด้านอวิ๋นซี ที่เฝ้าสังเกตการสู้รบ อยู่ไม่ห่าง ยังรับรู้ถึงสายเลือดที่ใกล้ชิด ถูกกระตุ้น ขึ้นมากะทันหัน เมื่อเห็นแสงโลหิตพุ่งขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า

 


        ก่อนนิ้วที่ชี้ออกไปด้านหน้าของอี้เฉิน จะปรากฏคลื่นทะเลสีแดงฉาน ซัดสาดออกไปรอบทิศทาง ราวกับเป็นคลื่นมหาสมุทรที่เกรี้ยวกราด พร้อมกับฝูงฉลามวาฬ ที่โต้คลื่นออกไปโจมตีทั่วทิศในเสี้ยวพริบตา ไม่ทันให้พวกเขา ที่ปะทะเข้าต่อสู้ตะลุมบอน ได้ทำใจเสียด้วยซ้ำ

 


เสียง “ปัง” ดังออกมาก้องฟ้าในทันใด

 


       อาวุโสทั้งสองฝ่าย ต่างก็ร่างถอยกระเด็นออกไป จากวิชาฉลามวาฬคลั่งของอี้เฉินอัดกระแทก รอบทิศทาง ส่งให้พวกเขาเหล่านั้น ต่างก็ริมฝีปากกระอักเลือด กันออกมาคำใหญ่

 


       พวกเขา ไม่คาดคิดว่า เด็กหนุ่มที่มีพลังแค่ขั้นเทพสวรรค์ จะสามารถทำให้พวกเขาเหล่าผู้อาวุโส บาดเจ็บถอยกระเด็นออกไปได้ นับร้อยคน เฉกเช่นนี้ “บัดซบ บัดซบ มันเป็นไปได้อย่างไร”

 


       “ไอ้เด็กเวรนั้นมันเป็นใครกัน” ทว่าก็พอจะเข้าใจได้เหตุใด ไอ้เด็กเวรนั้นต้องสำแดง ญาณ วิเศษ เพื่อที่จะลดช่องว่าง ระหว่างตัวเขากับ พวกราชันสวรรค์นี่เอง

 


        ภาพนั้นเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที ทำให้หมู่ชนโดยรอบ ต่างก็เบิกตาออกกว้าง จนรูม่านตาขยายออกจนสุด ด้วยความตกตะลึงสุดแสน แม้แต่วิชาที่อี้เฉินสำแดง พวกเขาก็ยังไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน สายตา ของหลายๆ คู่ ยามนี้ จึงจับจ้องไปที่ตัวอี้เฉิน เป็นตาเดียว

 


        ทว่าลู่ซือจ่านที่ถอยกระเด็นออกไป เขาร้องคำรามออกมาดังก้องในทันที “ไอ้เวรอี้เฉิน นั้นมัน วิชานั้นมัน” ก่อนเขาจะกำฝ่ามือไว้จนแน่น จนเกิดเสียงแตกร้าวดังออกมา ด้วยความเจ็บแค้น รับรู้ได้เลยว่า วิชากระดูกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ที่เขาหมายตา ตกไปอยู่ในฝ่ามือ อี้เฉินแล้วในยามนี้

 


        แววตาที่แดงดุจเลือดของลู่ซือจ่าน ไม่สนใจผู้ใดอีกต่อไป ก่อนลู่ซือจ่านจะพุ่งปราด หมายมั่นเข้าไปจับอี้เฉิน ด้วยตัวของเขาเอง “อย่างไรข้าก็ต้องจับเจ้า กลับไปให้ได้” ก่อนเสียง ฟึบ! จะดังออกมาก้อง เมื่อหอกเกล็ดมังกร เตรียมจะตัดขาดลำตัว ช่วงล่างอี้เฉินออก

 


       ทว่ากลับมีลูกธนูสีทอง ของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ยิงออกมาจากที่ ที่เขาเฝ้าสังเกตการณ์ เข้าช่วยเหลืออี้เฉินไว้ ในเสี้ยววินาที เขารู้สึกคุ้นเคย สายเลือดชายหนุ่มผมขาว ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงผู้นี้ไม่น้อย ก่อนเขาจะส่งปราณจิตออกไปหานายกอง “ท่านหนิงหยวนอี้ พาตัวเด็กคนนั้นเข้ามา ข้ารู้สึกคุ้นสายเลือดของเขาชอบกล”

 


         ลู่ซือจ่านร้องคำรามก้องในทันที “อ๊ากๆ ใครกันที่กล้าลอบโจมตีข้า” ก่อนที่เขาจะดึงศรสีทอง ออกจากอก พร้อมกับหอกเกล็ดมังกร ในมือที่พุ่งปราด คิดฟันตัดแขนตัดขาอี้เฉิน ให้หมดทางหนีไปไหน

 


        ก่อนเสียง เคร้ง! จะดังออกมาสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับกลางหน้าอกของลู่ซือจ่าน ที่มีเลือดไหลซึม เมื่อนายกอง หนิงหยวนอี้ เข้ามาสอดมือ หวดฟาดดาบออกมาอย่างไม่เก็บออมปราณพลัง

 


        ส่งให้ร่าง ลู่ซือจ่านถอยกรูด กระอักเลือดออกมากองใหญ่ แม้แต่กลางหน้าอกยังเป็นบาดแผลลึก ต้องให้ราชันสวรรค์ ที่อยู่ด้านหลังลู่ซือจ่าน เข้ามาพยุงร่างของเขาไว้ เพื่อที่จะยืนหยัดได้อีกครา

 


        ลู่ซือจ่าน ปัดฝ่ามือของคนพวกนั้นออกในทันใด ในใจของเขา ไม่ยินยอมที่จะกลับไป มือเปล่าเฉกเช่นนี้ ก่อนเขาจะขับเคลื่อน ปราณพลังเข้ายับยั้งบาดแผล จนหายสนิทในพริบตา ทว่าก็แลกมากับ ปราณพลังที่สูญเสียออกไป มากมหาศาล พร้อมกับปรายตามองอี้เฉิน ด้วยสายตาดุร้าย ราวกับสายตานั้น จะฆ่าคนได้

 


อี้เฉินคำนับไปที่นายกอง หนิงหยวนอี้ ที่เข้าแทรกแซงในทันใด “ขอบคุณผู้อาวุโส ข้าเป็นคนดินแดนเทพ ข้าขอผ่านทางไปได้หรือไม่”

 


        หนิงหยวนอี้ เขาเพียงแค่โบกฝ่ามือ ให้อี้เฉินเข้าไปอยู่ด้านข้างเท่านั้น ไม่ได้กล่าวพูดสิ่งใด เมื่อเห็นความเดือดดาล ของชายสามตาที่อยู่เบื้องหน้า ยังไม่คิดยอมถอยจากไป

 


        ก่อนน้ำเสียงผู้คนที่อยู่ด้านหลัง ลู่ซือจ่าน จะกล่าวเตือนขึ้นมาในทันใด เมื่อเห็นสถานการณ์ ไม่เป็นใจ แม้แต่ดวงตาที่สามของเขายังค่อยๆ ปิดลงช้าๆ “ท่านลู่ซือจ่าน เราถอยกลับก่อนเถอะ ท่านเสียปราณพลังไปไม่ใช่น้อยๆ หากท่านเป็นอะไร จะไม่แค่ท่าน พวกข้าก็จะพลอยเดือดร้อน ต้องรับโทสะของ จักรพรรดิสามตาไปด้วย”

 


        ลู่ซือจ่าน เขามีท่าทีดึงดัน ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ตะโกนก้องไปหาอี้เฉิน ด้วยความกราดเกรี้ยว “ไม่ช้าพวกข้าจะไปรับตัวเจ้าถึงที่เอง ไอ้เวรอี้เฉิน ไม่นานหรอก”

 


       อี้เฉินได้ยินเขา จึงผ่อนลมหายใจออกมายาว เมื่อเห็นนายกองของแต่ละฝั่ง ต่างก็สั่งถอนกำลังพล ถอยฝีเท้าออกห่างจากกันไปช้าๆ ส่งให้บรรยากาศที่หนักอึ้ง เริ่มจะคลี่คลายลงไปได้บ้าง ในยามนี้

 


แต่แล้วน้ำเสียงหนึ่งก็สั่งขึ้นมาในทันใด ทำให้อี้เฉินหน้าบึ้งตึง บูดบึ้งไม่น้อย “มัดตัวมันไว้ แล้วเฝ้าดูมันให้ดี”

 


“รับทราย ข้าจัดการเขาเอง” สตรีนางหนึ่งกล่าวขานรับ คำของนายกอง  ก่อนนางจะนำเอา เชือกสายฟ้าเส้นหนึ่ง ออกมารัดร่างอี้เฉิน

 


       ด้านอี้เฉินเองก็ตกใจเช่นกัน เมื่อเห็นผู้อาวุโสสาวคนนั้น มีปีกขนนกสีส้ม คล้ายๆ กับคนของ ดินแดนเซียน พร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกท่วม ก่อนที่นางจะเก็บพลังของนางกลับเข้าร่างไป

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน