เทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสี่ ตอนราชันเก้าพิภพ (จบแล้ว)

    ตอนที่ 32 เผชิญหน้ากับห้าสำนักใหญ่

    “ ไอ้หนู ตัวแค่เนี้ย บังอาจท้าทายพวกข้าทั้งสิบคนเชียวรึ  เจ้าสิบเจ้าจัดการมันเลย”  รุ่นพี่ใส่เสื้อหมายเลขสิบคนหนึ่ง ปล่อยฝ่ามือพยัคฆ์ ออกไปตรงๆ หมายเข้าไปขย้ำคอ ของเสี่ยวเทียน  แต่ก็ช้ากว่าเสี่ยวเทียนกระโดดใส่บาทาเหินฟ้า ถีบรัวๆ เข้าใส่ทั้งหน้า โดนไปนับไม่ถ้วน กระเด็นถอยออกไปสลบไปเป็นคนแรก อีกคนกระโดดเข้ากอดเสี่ยวเทียนหมายมั่นจะกอดรัดให้แน่นจนต้องร้องยอมแพ้

    แต่ไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็ถูกเสี่ยวเทียนหมุนตัวไซด์คิกเข้ากลางซี่โครง กระเด็นไปกองกับพื้น ล้มไม่ลุกไปอีกคน  คราวนี้พุ่งเข้ามาสองคน เสี่ยวเทียนไม่อยากเสียเวลา ต่อยหมัดมฤตยูท่าแรกออกไป หมัดเงาพุ่งออกไปถูกร่าง ของทั้งสองคนไปคนละหลายสิบหมัดกระเด็นออกไป หลับไปอีกสองคน ที่เหลือ 6 คนขยับตัวจะเข้ามา แต่ช้าไปแล้ว เสี่ยวเทียนปล่อยหมัดมฤตยูท่าที่สองเป็นหมัดยักษ์ เหวี่ยงเข้ามา อัดเข้าใส่จากขวาสะบัดไปซ้าย ร่างของคนทั้ง หกกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ไม่มีใครลุกได้เลยสักคน  เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปเลย เสี่ยวเทียนไปหยิบป้ายหยกด่านที่สาม แล้วก็เดินออกไป ศิษย์พี่รองนั่งรอไม่นานเท่าไรเห็นเสี่ยวเทียนเดินออกมาแล้ว ก็ลุกพรวดขึ้นอย่างตกใจ

    “เสี่ยวเทียนเกิดอะไรขึ้น พวกศิษย์พี่พวกเขาไม่อยู่กันหรือไง เจ้าถึงได้หยิบแผ่นหยกออกมาเร็วขนาดนี้”

    “ พวกเขาถูกข้าอัดสลบไปหมดแล้ว ข้าได้หยกมาแล้วทำไงต่อล่ะ”

    ศิษย์พี่รองหลิน ยืนอึ้งไปพักหนึ่ง

    “ เสร็จแล้วเจ้าไปรายงานตัวที่ สำนักงาน แล้วก็รอให้ท่านเจ้าสำนักเรียกเข้าไปพบแค่นั้น ”  ศิษย์พี่รองหลินพาเสี่ยวเทียนไปรายงานตัว พอรู้ว่าเป็นเสี่ยวเทียน คนที่รับเรื่องก็ตกใจ รีบแจ้งหัวหน้าของเขาทันที

    “ มีอะไรกันหรือเปล่า ดูพวกท่านตื่นตกใจมากเลยนะที่รู้ว่าศิษย์น้องข้ามาที่นี่”

    “ ไม่..ไม่มีอะไร ข้าจะรีบแจ้งเจ้าสำนัก หากท่านว่างเมื่อไรข้าจะไปเรียกก็แล้วกัน”

    คนในสำนักงานทำเสียงผิดปกติ แต่ศิษย์พี่หลินกับเสี่ยวเทียนก็ไม่ใส่ใจ พาเสี่ยวเทียนมาอยู่ที่พักของนางก่อน เสี่ยวเทียนมองไปรอบๆ ก็เป็นบ้านเดี่ยวที่สงบไม่ต้องไปนอนร่วมกับใคร

    “ ที่นี่คือที่พักของศิษย์สายใน ส่วนเจ้าเข้ามาใหม่ ส่วนใหญ่ต้องไปรวมกับศิษย์สายนอกเสียก่อน จากนั้นค่อยผ่านการทดสอบ แล้วหากผ่าน ก็มีโอกาสเป็นศิษย์สายใน จะได้ที่พักที่เป็นส่วนตัวแบบนี้”

    “ศิษย์พี่รอง ข้าขออยู่กับท่านที่นี่ได้ไหม ขอรับ”

    “ ข้าไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ว่า พวกเรามาฝึกที่นี่ เพื่อการฝึกฝน หากไม่มีการแข่งขัน หรือ ผ่านความยากลำบากเจ้าจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร  อืม ! แต่ช่วงนี้เจ้าเพิ่งจะมาอยู่ใหม่ ก็มาอยู่กับศิษย์พี่ที่นี่ไปก่อน เอาไว้เจ้าชินสถานที่นี้ค่อยย้ายออกไป”

    “ ขอบคุณศิษย์พี่”  เสี่ยวเทียนดีใจไม่ต้องนอนคนเดียวให้เหงาอีก

    คืนนั้นเสี่ยวเทียนก็ได้นอนบ้านเดียวกับศิษย์พี่รองหลิน แล้วในคืนนั้นเอง อาจารย์ลู่ก็บอกกับเสี่ยวเทียนว่า ให้ปล่อยพลังเทพรัตติกาลออกมา จากจุดเก็บพลัง เพื่อเพิ่มพลังปราณ เพราะพิภพชั้นที่สามนี้ มีปราณหนาแน่นกว่า แล้วไม่จำกัดพลังปราณอีก

    เสี่ยวเทียนปล่อยพลังเทพของเทพรัตติกาลออกมา แล้วก็ทำการดึงพลังธาตุทั้งห้าเข้ามาหลอมรวมกับพลังเทพรัตติกาลในร่าง พลังปราณที่อยู่ในสำนักสะท้านฟ้าแห่งนี้ ถูกเสี่ยวเทียนดูดเข้ามาทีละนิด ๆ จน หลอมรวมกันระหว่างพลังลมปราณทั้ง ห้าธาตุกับ พลังเทพของเทพแห่งรัตติกาลกลายเป็นพลังขุมหนึ่ง ม้วนเข้าสู่ร่างของเสี่ยวเทียน เกิดสภาวะจิตกับกายรวมเป็นหนึ่งเดียว อาณาจักรพลังเกิดขยายใหญ่ขึ้นเป็นขั้น อัครพรหมเทพ  โดยเพิ่มระดับพลังเป็น 41 42 43 44 45 เสี่ยวเทียนหยุดเพิ่งพลังเพียงเท่านี้ปล่อยให้พลังเทพแห่งรัตติกาลกลับไปที่จุดเก็บพลังต่อ เสี่ยวเทียนลืมตาขึ้นมา บัดนี้เขามีพลังขั้น อัครพรหมเทพ ระดับที่45 แล้ว

    “ อาจารย์ทำไมไม่ปล่อยพลังออกมาอีกล่ะ ข้าว่าพลังเทพรัตติกาลนี้ยังมีอยู่อีกมากมายเลยนะ” เสี่ยวเทียนสงสัย

    “ ไม่ต้องรีบร้อน ข้าอยากให้เจ้าปรับฐานพลังขั้นอัครพรหมเทพก่อน แล้วลองดึงพลังธาตุทั้งห้า มาใช้จนชำนาญ แล้วดึงพลังจิตอสูรของเจ้า มาประสานหลอมรวมกับพลังขั้นนี้ อีก 1 เดือนเจ้าค่อยปล่อยพลังออกมาเพิ่มจะดีกว่า”

    “ ขอรับอาจารย์”

    ในห้องฝึกตนของเจ้าสำนัก สะท้านฟ้า ซึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ ก็เกิดมีแต่พลังจิตสมาธิเข้ามาในร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่พลังลมปราณกลับหายไปสิ้น ก็รู้สึกแปลกใจ

    “ ใครกันสามารถฝึกวิชาดูดพลังปราณจากธรรมชาติได้  มากเช่นนี้”

    เจ้าสำนักเอ่ยอยู่คนเดียว  แล้วก็มองเห็นป้ายชื่อศิษย์ใหม่วางไว้ด้านหน้า

    “ เฉินเสี่ยวเทียน นี่เจ้าเองหรอกหรือนี่  เด็กๆ เข้ามา”

    “ ท่านเจ้าสำนัก” ศิษย์รับใช้ก้าวเข้ามาในห้องทันที

    “ ส่งพิราบสื่อสาร เชิญ 5 เจ้าสำนักใหญ่มา  บอกพวกเขาว่า เฉินเสี่ยวเทียนมาแล้ว”

    เจ้าสำนักสะท้านฟ้าสั่งการออกไป นี่เจ้าสำนักสะท้านฟ้าต้องการเรียกพวกเขามาเพื่ออะไรกันแน่ !!

    รุ่งเช้าเสี่ยวเทียนตื่นขึ้นมา ศิษย์พี่ก็ทำอาหารให้เสี่ยวเทียนกิน ทำให้เสี่ยวเทียนคิดถึงท่านแม่ทันที 

    “ รีบกินเข้าเถอะ เช้านี้ข้าจะพาเจ้าไปหาอาจารย์ของข้า ในสำนักนี้อาจารย์หานลี่ดีกับข้าที่สุด ข้าหวังว่าท่านจะเมตตารับเจ้าเป็นศิษย์อีกคน เจ้าจะได้อยู่ที่นี่ได้อย่างสบาย ดีไหม”

    “ แล้วแต่ศิษย์พี่เลยขอรับ” เสี่ยวเทียนไม่ใส่ใจกับ อาจารย์คนใหม่ แต่ถ้าอยู่กับศิษย์พี่รองหลิน ได้กินอาหารเช้าแบบนี้ทุกวันก็ดีที่สุดแล้ว

    เสี่ยวเทียนถูก ศิษย์พี่มาที่หลังเขาของสำนัก ศิษย์พี่บอกว่า อาจารย์หานลี่นั้นพักอยู่ที่หลังเขา ท่านไม่อยากสุงสิงกับใคร แต่เมตตารับ ศิษย์พี่เป็นศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น

    “ อาจารย์ ข้าพาศิษย์น้องเล็กของข้า มาคำนับท่าน” ศิษย์พี่รองหลิน ส่งเสียงบอกกับอาจารย์หานลี่ที่อยู่ในถ้ำที่กว้างขวาง บรรยากาศก็ร่มรื่น ดีจริงๆ

    “ เข้ามาเถอะ”  เสียงอาจารย์หานลี่เอ่ยออกมา คล้ายคนชราอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีแล้ว พอเสี่ยวเทียนเข้าไปก็พบกับชายชราผมขาว ดูแล้วอายุกว่าร้อยปีแล้ว แต่ยังดูแข็งแรงไม่ธรรมดานั่งหลับตาอยู่ตลอด

    “ ข้าเฉินเสี่ยวเทียน คำนับท่านผู้อาวุโส”

    “ เอ้อ เจ้าอายุแค่นี้ ก็ฝึกฝนถึงขั้นอัครพรหมเทพแล้วหรือนี่ โอ้ อัจฉริยะจริงๆ ไม่น่าเชื่อ ว่าในชีวิตของข้า จะพบกับ เพชรแท้ที่สำนักสะท้านฟ้าในครั้งนี้”  อาจารย์หานลี่เรียกเสี่ยวเทียนมาจับหน้า จับตา จับหัว จับจมูก เสี่ยวเทียนสงสัย แต่พอมองไปที่ดวงตาของท่าน กลับพบว่า ดวงตาของท่านกลับตาบอด 

    “ โอ้ไม่เลวจริงๆ ข้านึกว่าเจ้าจะตัวโตกว่านี้เสียอีก ไม่ธรรมดา นี่เจ้าสำนักได้พบเจ้าแล้วหรือยัง”

    “ ยังขอรับ”

    “อาจารย์ ถ้าท่านว่าเขาเป็นเพชร ก็รับเขาเป็นศิษย์ด้วยซิ” ศิษย์พี่รองหลินรีบเอ่ยทันที

    “ไม่ได้หรอก เจ้าเด็กนี่มันธรรมดาที่ไหน อายุเท่านี้ก็สามารถฝึกปรือขั้นพลังได้ระดับนี้ ข้าไม่กล้าสั่งสอนเขาหรอก คงต้องให้ท่านเจ้าสำนักเป็นคนจัดการจะดีกว่า”

    ศิษย์พี่รองหลินหันมามองเสี่ยวเทียนด้วยความสงสัย เมื่อวานเพิ่งจะมีพลังขั้นปราณพรหมเทพแค่วันเดียวขึ้นมาเป็นปราณอัครพรหมเทพซะแล้ว ไม่ธรรมดาจริงๆ

    ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกเข้ามาในหยกของเสี่ยวเทียน ว่าเจ้าสำนักเรียกให้ไปพบได้

    ศิษย์พี่รองจึงรีบพาเสี่ยวเทียนไปพบเจ้าสำนักทันที พอไปถึงอาคารกลางของสำนักก็พบว่า มีคนของสำนักใหญ่ทั้งห้าสำนักมากันเต็มไปหมด

    ตั้งแต่สำนักจงหนันซาน  สำนักสถาบันสงฆ์หลิงซาน สำนักเทพธรรมยุทธ์

    สำนักอารามเมฆคราม และ สำนักสัตบงกช

    เสี่ยวเทียนถูกศิษย์พี่รองจูงเข้าไปในอารามอย่างมึนงง ไม่รู้ว่าคนพวกนี้จ้องมองเขาทำไมกัน  ศิษย์พี่รองได้แต่ส่งตัวเสี่ยวเทียนเข้าไปด้านในห้องโถงแล้วตนได้แต่รอที่ด้านนอก  มีศิษย์รับใชพาเสี่ยวเทียนเข้าไป แล้วบอกให้เสี่ยวเทียน คำนับเจ้าสำนัก และตัวแทนอีกห้าสำนักทั้งหมด

    “ เฉินเสี่ยวเทียน คำนับท่านเจ้าสำนัก แล้วท่านผู้อาวุโสทุกๆ ท่าน”

    “ทุกท่านเห็นแล้วใช่ไหม เขาเพิ่งอายุได้แค่เจ็ดปี พวกท่านควรให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย” จู่ๆ เจ้าสำนักก็เอ่ยคำนี้ออกมา เสี่ยวเทียนสงสัยทันที ว่าพวกนี้ต้องมาเรื่องจิตอสูรที่อยู่ในร่างของเสี่ยวเทียนแน่ๆ

    “ ท่านเจ้าสำนักเซี่ยอี้ พวกเราเพียงต้องการให้เขาไปฝึกจิตใจ เพียงสามปีไม่ได้ฆ่าเขาเสียหน่อย เพื่อเห็นแก่ความปลอดภัยของคนหมู่มาก ขอให้ท่านได้โปรดอนุญาตด้วย”

    รองเจ้าอาวาสวัดหลิงซานเอ่ยออกมาเป็นคนแรก

    “ ใช่แล้ว คุรุเทพของสำนักข้า ถูกมันฆ่าตายทั้งหมด แสดงว่าจิตมารร้ายของมันต้องไม่ธรรมดา พวกเราต้องกำจัดมันเสียแต่ตอนนี้เลย” รองเจ้าสำนักจงหนันซานรีบเอ่ยออกมา

    “ ข้าไม่เห็นกับท่านรอง จงหนันซาน ข้าคิดว่า ส่งตัวเขาไปอยู่กับสำนักหลิงซานดีกว่า” รองเจ้าสำนักอารามเมฆครามเอ่ยนำออกมา

    “ ข้าก็เห็นด้วย” อีกสองสำนักต่างก็เห็นด้วยคำแนวคิดนี้ ห้าสำนักที่ส่งมามีแต่รองเจ้าสำนักมา ทั้งหมด

    “ ที่ข้าเชิญพวกท่านมา ข้าบอกจะบอกพวกท่านว่า นับแต่นี้ไป เฉินเสี่ยวเทียนเป็นศิษย์หลักของข้า  ใครก็ห้ามแตะต้องเขา ไม่ว่าพวกท่านมีความแค้น หรือ คิดจะทำอะไรเขา ให้เลิกคิดซะ หากว่าเขาเป็นอะไร ข้าจะถือว่าเป็นศัตรูกับ ข้าเซี่ยอี้”

    “ ท่านเจ้าสำนัก นี่ท่านกล้าเป็นศัตรู กับห้าสำนักใหญ่เพราะเด็กคนนี้เพียงคนเดียวอย่างนั้นรึ?”  รองเจ้าสำนักจงหนันซานเอ่ยสวนกลับทันที

    “ ถ้าพวกท่านยังไร้เหตุผลกันเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีอะไรจพูด เชิญพวกท่านกลับไปเถอะ” เจ้าสำนักสะท้านฟ้าถึงกับออกปากไล่ ทุกสำนัก

    “ อามิตตาพุทธ เจ้าสำนักเซี่ยอี เรื่องนี้อาตมา ได้แต่ห่วงความปลอดภัยของคนในอนาคตเท่านั้น ไม่ได้อยากมีเรื่องขัดแย้งใดใด กับสำนักของท่านแม้แต่น้อย แต่ไอมารในตัวของ เด็กคนนี้ช่างรุนแรงเหลือเกิน ถ้าไม่รีบขจัดออก อาตมาเกรงว่า ภัยร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับ สำนักของท่าน” รองเจ้าสำนักวันหลิงซาน ฉางคง ฉายาว่าพระคุณเจ้าปราบมาร ชื่อเสียงโด่งดัง กล่าววาจาตักเตือน เจ้าสำนักเซี่ยอี

    “ หลวงจีนฉางคง นี่ท่านขู่ข้าใช่ไหม?”

    “ มิได้ อาตมากล่าวเตือนเท่านั้น” หลวงจีนฉางคง 

    “ ท่านเจ้าสำนักเซี่ย ข้าเองก็ไม่อยากเห็นพวกเรามีปัญหากันเพราะเรื่องเด็กคนเดียว ถ้าอย่างไรท่านคิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน  ข้าก็ไม่อยากทำร้ายเขาอยู่แล้ว ถึงยังไง พ่อของเขา และตระกูลเฉินหลายคน ก็เคยเป็นศิษย์ของสำนักเทพธรรมยุทธ์ ของเรามาก่อน”  รองเจ้าสำนักเทพธรรมยุทธ์ เอ่ยขึ้นมาแบบนี้เสี่ยวเทียนเลยหันไปมอง นี่หรือสำนักที่ท่านปู่จะให้เขามาเรียน แต่ท่านแม่ให้มาเรียนที่สำนักสะท้านฟ้าแทน

    “ สำนักสัตบงกช ของเราไม่อยากมีเรื่องราวกับใคร  แต่ว่าหากว่าเด็กคนนี้เติบโตขึ้นเป็นจอมมารขึ้นมาจริงๆ ท่านเจ้าสำนักเซี่ย ท่านมิกลายเป็นคนผู้สนับสนุนจอมมารหรอกรึ?”   รองเจ้าสำนักสัตบงกชเอ่ยขึ้น

    “  ข้ารู้พวกท่านคงจะกลัวว่า เสี่ยวเทียนจะเป็นเหมือนกับมารร้ายผู้นั้น  ข้ารับรองพวกท่านข้าจะสั่งสอนเขาเอง ภายใน สามปีนี้จะให้เขาอยู่แต่ในสำนักสะท้านฟ้า กักตนฝึกจิตใจล้างจิตมารในตัว ไม่ให้เขาออกไปไหน  ถ้าหากว่าพวกท่านพบเห็นเขาออกไปจากสำนักของข้า พวกท่านอยากจะทำอะไรกับเขาก็ได้ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขา”  เจ้าสำนักสะท้านฟ้า ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อนหน่าย

    “ ถ้าเช่นนั้น อาตมาคงต้องส่งคนมาตรวจสอบเด็กคนนี้บ้าง หวังว่าท่านเจ้าสำนักคงให้ความสะดวก”

    “ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ข้าไม่ว่าอะไร แต่ สำนักจงหนันซาน ก็ควรจะถอนคำประกาศล่าค่าหัวของศิษย์ข้าด้วย”  เจ้าสำนักเซี่ยอี้ หันไปมองหน้า รองเจ้าสำนักจงหนันซาน

    “ เรื่องนี้ข้าจะกลับไปแจ้งเจ้าสำนักให้ท่านพิจารณา”  รองเจ้าสำนักจงหนันซาน

    เอ่ยออกมาแบบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

    “ ข้ายอมถอยให้พวกท่านแล้ว หากยังมีใครคิดร้ายกับศิษย์ของข้าอีก ข้าก็จะไม่ละเว้นมันเช่นกัน” เจ้าสำนักสะท้านฟ้าเอ่ยเสียงกร้าวออกมา พร้อมปลดปล่อยพลังขั้นที่เหนือกว่าปราณจักรพรรดิออกมา ทำให้ตัวแทนสำนักใหญ่ทั้งห้า ถึงกับตกใจ

    นี่เจ้าสำนักฝึกตนแบบใดกัน ทำไมพลังยุทธ์ถึงได้แตะ ระดับเซียนไปแล้ว ทำไมกฏธรรมชาติไม่สามารถระงับพลังเขาได้ด้วยหรือนี่ !! ทุกคนเห็นเช่นนี้เลยรีบขอตัวกลับไปเพื่อแจ้งเจ้าสำนักของตนทันที

    “ อาจารย์ ท่านเจ้าสำนักทำไมถึงปล่อยพลังขั้นเซียนออกมาได้ล่ะ”

    “ ก็แค่สร้างเขตแดนของตนขึ้นมา ทำให้พลังเลยไม่ถูกโลกภายนอกจำกัด ฉลาดไม่เบาเหมือนกัน”  เสี่ยวเทียนได้แต่พยักหน้า  แล้วก้าวไปข้างหน้ารีบคุกเข่าต่อหน้า เจ้าสำนักเซี่ยอีทันที

    “ ศิษย์เฉินเสี่ยวเทียน คำนับท่านอาจารย์”

    “ ลุกขึ้นเถอะ เข้ามาใกล้ๆ ข้าซิ”  เจ้าสำนักเซี่ยอี้ เรียกเสี่ยวเทียนเข้ามาจะได้เห็นหน้าชัดๆ ขึ้น เสี่ยวเทียนก็เห็นใบหน้าชัดๆ ของ เจ้าสำนักเซี่ยอี้ชัดขึ้น ดูจากหน้าตาของท่านเหมือนเป็นเพียงคนหนุ่มวัย 40 เศษแต่อาจารย์ลู่เอินบอกว่าเขามีอายุเกิน 150 ปีแล้ว แต่ว่าร่างกายยังดูหนุ่มแน่น ไว้หนวดเคราสีดำ ผมดำขลับ  แต่งกายคล้ายนักพรตเต๋า

    “ รู้ไหมทำไม ข้าถึงได้กล้ามีปัญหากับ คนทั้งห้าสำนัก”

    เสี่ยวเทียนได้แต่ส่ายหัวช้าๆ ไม่รู้จะเอ่ยอะไร

    “ เพราะว่า น้องชายข้าเซี่ยฟง เอ่ยวาจาฝากฝังเจ้าไว้กับข้า ซึ่งตลอดร้อยปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยเอ่ยคำพูดนี้กับข้ามาก่อน หนำซ้ำ จักรพรรดิหยางไค ก็ยังฝากข้าให้ดูแลเจ้าอีก และพอข้าเห็นเจ้าที่ฝ่าด่านทดสอบได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ทำให้ข้าเข้าใจแล้ว ทำไมพวกเขาอยากปกป้องเจ้า เวลานี้เจ้าเพิ่งจะเจ็ดขวบเท่านั้น

    ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ข้าไม่อยากให้พวกมันมาสร้างปัญหาให้กับเจ้า เอาไว้เจ้าฝึกฝนจนถึงขั้นปราณจักรพรรดิสูงสุด  พวกมันคิดจะทำอะไรเจ้า  ก็คงต้องคิดหนักหน่อย ข้าไม่เชื่อว่าจิตมารจะสามารถควบคุมเจ้า ข้าเชื่อว่า เจ้าสามารถควบคุมมันได้ ดังนั้น ภายในสามปีนี้ เจ้าต้องหมั่นฝึกฝน อย่าให้ข้าและทุกคนต้องผิดหวัง”

    อาจารย์เซี่ยอี้ที่แท้เป็นพี่ชายของท่านเจ้าสำนักเซี่ยฟงนี่เอง แต่ทำไมจักรพรรดิหยางไคถึงได้เอ่ยปากฝากฝังตัวเราด้วยอีกคนนะ เสี่ยวเทียนฟังแล้วสงสัยยิ่ง

    “ ต่อไปเจ้าคือศิษย์หลักของข้า  ดังนั้นข้าจะให้เจ้าพักที่บนยอดเขาสะท้านฟ้า

    บนยอดเขาสะท้านฟ้า มีสระน้ำศักดิสิทธิ์ เจ้าสามารถฝึกตนในสระน้ำศักดิสิทธิ์ได้ตลอดเวลา เจ้ามีศิษย์พี่อยู่สี่คน เวลานี้มีอยู่เพียงคนเดียว เซี่ยเป่ย เข้ามา”

    ชายหนุ่มวัน 24 ปีเดินเข้ามา

    “ ท่านอาจารย์”

    “ เซี่ยเป่ย พาเสี่ยวเทียนไปอยู่บนยอดเขาสะท้านฟ้า และพาเขาไปที่สระน้ำศักดิ์สิทธิ์แนะนำวิธีฝึกตนให้เขาด้วย”  เจ้าสำนักสั่งการเสร็จ เสี่ยวเทียนก็ถูกศิษย์พี่เซี่ยเป่ยพาออกมาจากห้องโถงพบกับ ศิษย์พี่รองหลินยังยืนรออยู่

    “ ศิษย์พี่เซี่ยเป่ย”

    “ ต่อไปข้าจะดูแล เสี่ยวเทียนเอง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”

    “ ศิษย์พี่เซี่ยเป่ย ให้ข้าอยู่กับศิษย์พี่รองหลินได้ไหม” เสี่ยวเทียนหันมองหน้าที่นิ่งเหมือนน้ำแข็งของเซี่ยเป่ยด้วยสายตาอ้อนวอน

    “ ไม่ได้ เจ้าคือศิษย์หลัก ศิษย์น้องหลินต้องเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่ด้วยซ้ำ แล้วอีกอย่างบนยอดเขาสะท้านฟ้า เป็นที่อยู่ของศิษย์หลักเท่านั้น สถานที่แห่งนั้น จะทำให้เจ้าสำเร็จยุทธ์ได้เร็วกว่า ศิษย์คนอื่นๆ ทั่วไป เจ้าจะมาอยู่บ้านศิษย์น้องหลินได้ยังไง”

    “ ศิษย์พี่เซี่ยเป่ยพูดถูก ต่อไปเจ้าไม่ต้องเรียกข้าศิษย์พี่รองแล้วนะ แล้วยอดเขาสะท้านฟ้า มีสระศักดิ์สิทธ์ด้วย เจ้าฝึกตนที่นั่น จะเป็นการดีกับเจ้าอย่างที่สุด”

    ศิษย์พี่รองใช้มือลูบหัว เสี่ยวเทียนด้วยความเอ็นดู

    “ แล้วข้าจงลงมาหาท่านอีกได้ไหม”

    “ มาซิ บ้านพักข้ายินดีต้อนรับเจ้าเสมอ”   เซี่ยเป่ยใช้หางตามอง ศิษย์น้องหลินแปบหนึ่ง แล้วรีบหลบสายตาทันที เมื่อเห็นศิษย์น้องหลินหันมามองหน้าเขา

    “ศิษย์พี่เซี่ยเป่ย ข้าฝากเสี่ยวเทียนด้วยนะ”

    “อืม” เซี่ยเป่ยเอ่ยจบก็จูงมือเสี่ยวเทียนเดินขึ้นยอดเขาไป

    บรรยากาศบนยอดเขาสะท้าฟ้า เป็นลานโล่ง อยู่ไม่มากนัก แต่ก็มีการก่อสร้างบ้านพักที่กลมกลืนกับธรรมชาติต้นไม้บนยอดเขา มองดูแล้วร่มรื่นยิ่งนัก

    “ บนยอดเขานี้มีที่พักของ อาจารย์เจ้าสำนัก อยู่ทางชั้นบนสุด พวกเราศิษย์หลักทั้งสี่คนมีบ้านพักคนละหลัง ด้านนี้ เวลานี้ศิษย์พี่ทั้งสามคน ต่างก็ขึ้นไปอยู่บนพิภพชั้นที่สี่กันหมดแล้ว ดังนั้นห้องทั้งสามจึงว่างลง เจ้าเลือกอยู่ห้องใดก็ได้ ส่วนสระน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ในถ้ำด้านนี้”  ศิษย์พี่เซี่ยเป่ยเดินจูงมือเสี่ยวเทียนเข้ามาในถ้ำที่กว้างขวางแห่งหนึ่ง พอเดินเข้าไปด้านใน กลับมีแสงสว่างจากด้านบนที่แท้ ถ้ำนี้มีรอยเปิดจากด้านบนนี่เอง ทำให้แสงส่องเข้ามาในถ้ำ ที่มีสระน้ำใสคล้ายกระจกเงา ขนาดก็กว้างพอประมาณ แต่มองแล้วก็รู้สึกแปลกๆ เพราะมันไม่ได้มีลักษณะกลมหรือเหลี่ยมเหมือนสระน้ำทั่วไป เหมือนรอยเท้าที่ใหญ่มากกว่า เสี่ยวเทียนแหงนมอง รอยโหว่ด้านบนก็พบว่า มีลักษณะคล้ายกัน เหมือนมีคนย้ำเท้าเอาไว้ แล้วก็ทะลุมาถึงสระน้ำ

    “ เจ้าไม่ต้องสงสัย นี่คือรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า”

    “ ฮ้า ..รอยพระบาทของพระพุทธเจ้า จริงๆ หรือนี่?”.....