ตอนที่ 154 ก้อนเนื้อประหลาด
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“มอบให้ผมทั้งหมดนี้อย่างนั้นหรอ?” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างตกใจ
เขาไม่คิดว่าออสตินจะมอบของพวกนี้ให้กับเขา เพราะพวกมันมีราคาแพงมาก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะซื้อได้ง่ายๆ
ประเมินด้วยสายตาทั้งหมดนี้น่าจะมีราคาเกือบสิบล้านวอยส์ได้
สมแล้วที่ออสตินเป็นมหาปราชญ์ที่มาจากตระกูลพริสตัน
“ใช่ มันเป็นของลูก ต่อไปก็ไม่ต้องให้มาร์เทลไปรับไปส่งแล้ว ให้เขาดูแลความเป็นอยู่ที่บ้านก็พอ” ออสตินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“แต่ …”
ยังไม่ทันที่เมอร์ลินจะเอ่ยจบชายชราก็เอ่ยแทรกขึ้นมา
“ถือว่านี่เป็นของขวัญสำหรับตำแหน่งนักวิชาการสามดาวล่วงหน้าก็แล้วกัน”
“ครับ ขอบคุณพ่อมาก”
เมอร์ลินไม่สามารถพูดคำใดได้อีก จึงต้องยอมรับของขวัญชิ้นนี้ไว้ แม้ตอนแรกเขาตั้งใจจะขอของขวัญอยู่แล้ว เมื่อออสตินซื้อบ้านให้ เขาก็เกิดความเกรงใจขึ้นมา ยิ่งนี่เป็นของที่มีมูลค่านับสิบล้าน ตอนแรกที่คิดจะปฏิเสธก็ต้องยอมรับไว้
ก่อนจากไปชายชราฝากฝังมาร์เทลให้ดูแลเด็กน้อยให้ดีแล้วบอกเรื่องพาหนะเวทที่มอบให้ ชายหนุ่มจะได้รับเงินเดือนเท่าเดิมตามที่ตกลงกันไว้ และจะจ้างงานต่อจนกว่าเด็กน้อยอายุครบยี่สิบปี
หลังจากนี้หากจะติดตามเมอร์ลินต่อก็ต้องถามจากเด็กน้อยแล้ว
มาร์เทลรับข้อเสนอนี้
หลังจากส่งศาสตราจารย์ออสตินจนกลับไปแล้ว เมอร์ลินก็ใช้ยานพาหนะเวทของตนเองพามาร์เทลกลับบ้าน
ในตอนแรกเขาขี่มันไม่คล่องนัก แต่เขาก็เรียนรู้มันจากการสังเกตออสตินก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามพาหนะเวทมนตร์นี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก เพียงแค่ครู่เดียวเด็กน้อยก็สามารถขับขี่ได้อย่างคล่องแคล่ว
มาร์เทลอดไม่ได้ที่จะอิจฉาเมอร์ลินที่ได้รับยานพาหนะนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมรับในวาสนาของตนเอง
หากเขาเป็นลูกของมหาปราชญ์บางทีเขาอาจจะได้รับยานพาหนะเวทแบบนี้เช่นกัน
พาหนะเวทนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของเมอร์ลิน ต่อไปเขาจะไปไหนมาไหนด้วยพาหนะเวทของเขา หน้าที่ของมาร์เทลจึงลดลง แต่เขาก็ได้รับเงินเดือนเท่าเดิม
เมื่อกลับถึงบ้าน เมอร์ลินที่สังเกตว่ามาร์เทลเข้าห้องนอนของตนเองแล้ว เขาก็ไปที่ห้องครัวแล้วลงไปยังทางเดินลับ
ห้องลับที่มีเสียงครวญโหยหวนอยู่แทบจะตลอดเวลา แต่ทันทีที่ประตูบานนั้นเปิดออกเสียงเหล่านั้นก็เงียบหายไป
เมอร์ลินเดินลงมาข้างล่างเหมือนทุกๆ ครั้ง แต่ครั้งนี้เขาได้เตรียมอุปกรณ์เวทให้แสงสว่างติดตัวมาด้วย
อุปกรณ์เวทให้แสงสว่างนี้คล้ายกับคบเพลิงที่ติดหินเวทเอาไว้ ทำงานด้วยค่ายกลให้กำเนิดแสง มีประโยชน์เพื่อให้แสงสว่างเท่านั้น
ราคาของมันเรียกว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ตกอันละห้าพันวอยส์ และต้องติดตั้งหินเวทอีกต่างหาก ซึ่งหินเวทนี้คือหินเวทไลท์ เป็นหินเวทขนาดเท่าหัวแม่มือที่ให้พลังเวทไม่มากนัก ต่างจากหินเวทเบนต้าที่ใช้ในพาหนะเวทซึ่งให้พลังเวทมากกว่า
หินเวทไลท์หนึ่งชิ้นมีราคาหนึ่งพันวอยส์ ดังนั้นราคาของอุปกรณ์เวทให้แสงสว่างนี้รวมแล้วตกอยู่อันละหกพันวอยส์ ซึ่งนำไปเทียบกับเงินเดือนของคนทั่วไปนั้นถือว่าแพงมาก
เมอร์ลินทุ่มกับห้องทดลองของเขาโดยชื้ออุปกรณ์เวทชนิดนี้มานับสิบชุด นั่นทำให้ทั้งทางเดินและห้องโถงด้านล่างแห่งนี้เกิดความสว่างขึ้น
เดิมทีห้องโถงแห่งนี้เมื่ออยู่ในความมืดก็น่ากลัวอยู่แล้ว เมื่อมีแสงสว่างส่องไปทั่วกลับทำให้ภาพนี้ดูน่ากลัวยิ่งกว่า
แต่สำหรับเด็กน้อยแล้ว เขากลับมองไปรอบๆ ด้วยหน้าตาที่เฉยเมย
ก่อนจะส่ายศีรษะไปมาและเอ่ย “ดูเหมือนว่างานเก็บกวาดของฉันจะมากกว่าที่คิด”
เมอร์ลินไม่ได้เกรงกลัวบรรยากาศรอบๆ กายเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเหนื่อยใจกับการต้องมาเก็บกวาดห้องโถงร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นนี้มากกว่า
น่าเสียดายที่เขาต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะใช้เงินแก้ปัญหานี้ได้อย่างง่ายดาย
แต่เมื่อเขามองไปเห็นโครงกระดูกที่วางอยู่บนเตียงดวงตาของเขาก็ปรากฏประกายแห่งความตื่นเต้นขึ้นมา
ก่อนหน้านี้เขาอ่านหนังสือภาษาศาสตร์มามาก ครั้งนี้คาดว่าน่าจะพอคลำหาความหมายของอักขระวิญญาณได้บ้าง
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นทางที่ลอดเข้าไปในห้องเล็กทั้งสามห้อง เขาก็เกิดความสนใจเช่นกัน
“ฉันควรไปสำรวจพวกมันให้จบๆ ก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาจดจ่ออยู่กับโครงกระดูกพวกนี้”
เมอร์ลินปัดมือแล้วเดินตรงไปยังทางเข้าห้องแรก
หากที่นี่เป็นห้องทดลองโฮมุนคูสเหมือนที่เขาคาดการณ์ไว้ ห้องพวกนี้อาจจะมีอะไรยืนยันความคิดของเขาได้
เขาถืออุปกรณ์เวทให้แสงสว่างติดมือไปด้วย แสงของมันสาดส่องขับไล่ความมืด
ทันทีที่เมอร์ลินเดินไปถึงด้านหน้าของกลิ่นเหม็นสาปที่รุนแรงก็โชยออกมา
ความจริงที่ห้องโถงใหญ่ก็มีกลิ่นไม่พึงประสงค์อยู่แล้ว เมื่อเข้าใกล้ห้องนี้กลิ่นของมันกลับรุนแรงยิ่งกว่า
“นี่มันห้องแบบไหนกัน?” เด็กน้อยกล่าวออกมาอย่างตกใจเมื่อได้เห็นสภาพห้อง
ห้องนี้ไม่ได้เล็กเลย มันเป็นห้องที่มีความยาวเกือบสิบเมตรได้ ทั้งนี้มีคานและโซ่มากมายห้อยลงมา แน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยฝุ่น แต่ภาพที่ทำให้ตกใจมากกว่านั้นคือสิ่งของที่ห้อยลงมาจากคานและคราบสีดำที่ส่งกลิ่นเหม็นจนน่าสะอิดสะเอียน
เมอร์ลินกวาดสายตาไปรอบๆ เขาสังเกตภาพที่อยู่ตรงหน้าแล้วประมวลออกมา
“มันเหมือนกับสถานที่ที่มีไว้ใช้ทรมานคน”
เขาไม่ได้เดินเข้าไปสำรวจอีก เพราะดูแล้วไม่มีสิ่งที่น่าสนใจข้างในนั้น
เมอร์ลินเดินออกมาจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปห้องถัดไปแล้วก็พบกับสิ่งที่น่าสยดสยองขึ้นไปอีก นั่นคือโหลมากมายที่เต็มไปด้วยคราบสีดำ ส่งกลิ่นเหม็นไม่ต่างไปจากห้องแรก
“พวกมันคงเป็นคราบเลือดสินะ” เมอร์ลินคาดเดาได้ไม่ยากว่าคราบสีดำเหล่านั้นเป็นอะไร
ดูเหมือนว่าโหลเหล่านี้จะบรรจุเลือดมากมาย ซึ่งเลือดเหล่านั้นอาจจะนำมาจากห้องแรก และโซ่ที่เขาเห็นคงจะมีไว้ใช้แขวนมนุษย์เพื่อเรียกเลือดออกมา
ครั้งนี้เมอร์ลินตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในเพื่อสำรวจ เพราะห้องนี้ดูเหมือนจะพิเศษมากกว่า
โถมากมายทั้งเล็กและใหญ่ถูกวางเรียงกันที่นี่ อีกทั้งยังมีหลอดแก้วทดลองมากมาย และที่โดดเด่นมากที่สุดก็คือด้านในสุดของห้องที่บนพื้นมีเศษกระจกและคราบเลือดสีดำมากมาย สายโซ่และสายบางอย่างพันกันระโยงระยาง
ซึ่งคราบเลือดสีดำที่อยู่ตรงนี้ดูหนาและส่งกลิ่นเหม็นเป็นพิเศษ
สิ่งนี้ตระตุ้นความสงสัยให้กับเมอร์ลินได้เป็นอย่างมาก
เด็กน้อยไม่ลังเลที่จะก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ ทันที
ซึ่งตอนนั้นเองก็ทำให้เขาได้พบกับบางสิ่งที่อยู่ตรงนั้น
มันมีลักษณะที่เหมือนกับก้อนเนื้อที่แห้งกรัง
เมอร์ลินก้มตัวลงไปดูแล้วยื่นมือเข้าไป คิดจะหยิบขึ้นมาดูอย่างไม่รังเกียจ
แต่แล้วมันก็ระเบิดพลังวิญญาณออกมาพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้อง
หวีดดดดดดดดดดดดด !!!