เยี่ยนอ๋องแสร้งทำเป็งัวเงียตื่นขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงปลุกของเสิ่นเชียนเกอ บุรุษเ้าแผนการยกศีรษะขึ้นอย่างงุนงงก่อนหันไปมองสตรีที่ยืนอยู่ข้างกาย
เมื่อเห็นหน้า ‘เหยื่อ’ อย่างชัดเจน เ้าของร่างสูงใหญ่ก็แสดงท่าทีใราวกับคาดไม่ถึงว่านางจะมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ คิ้วกระบี่เข้มคมขมวดติดกันช้า ๆ ดวงตาสองข้างหรี่ลง “เหตุใดถึงยังเป็เ้าอีก!”
ถึงแม้กิตติศัพท์ความโหดร้ายของเยี่ยนอ๋องจะฟังดูน่ากลัว แต่จากที่เมื่อวานได้ลองใกล้ชิดเขาแล้ว ความกล้าหาญในใจของเสิ่นเชียนเกอก็เพิ่มพูนขึ้นมาไม่น้อย แม้จะไม่มีร่องรอยแห่งความยินดีปรากฏให้เห็นบนใบหน้าหล่อเหลาในยามที่พบเจอกันเลยสักเสี้ยว แต่นางก็ยังคงกล่าวออกไปอย่างอาจหาญ “เมื่อวานที่กลุ่มของพวกเราสามารถคว้าชัยชนะมาได้ก็เป็เพราะท่านอ๋องผู้เดียว ต้องลำบากท่านแล้ว ถ้าหากไม่มีท่านอ๋องก็ไม่มีทางที่คนไร้ฝีมืออย่างหม่อมฉันจะเอาชนะได้ วันนี้หม่อมฉันจึงตั้งใจมาขอบคุณท่านอ๋องเพคะ….อีกอย่างได้ยินมาว่า ท่านอ๋องถูกอาจารย์ผู้คุมลงโทษ คงลำบากไม่น้อย หม่อนฉันจึงได้กลับไปเตรียมสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ มามอบให้ ได้โปรดรับไว้ด้วยนะเพคะ”
สิ้นเสียง เสิ่นเชียนเกอก็หันไปรับถุงผ้ามาจากเหลียงเฉินก่อนจะล้วงเอาม้วนกระดาษหนาม้วนหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะเบื้องหน้าอีกฝ่าย
ด้านเยี่ยนอ๋องนั้น ขณะนี้ดวงตาคมกำลังจับจ้องไปยังกล่องอาหารที่อยู่ในมือเหลียงเฉินไม่ลดละ ทว่าเมื่อมีม้วนกระดาษถูกวางลงตรงหน้า บุรุษสูงศักดิ์จึงต้องละสายตาจากกล่องอาหารปริศนาไปโดยปริยาย สายตาคมเปลี่ยนเป็มองดูกระดาษม้วนนั้นแทนอย่างจำยอม
มันคือม้วนกระดาษเซวียนจื่อที่ใช้คัดลอกตำราหรือจดบันทึกทั่ว ๆ ไป ด้านใต้ของแผ่นกระดาษซึ่งถูกม้วนไว้นั้น มีรอยน้ำหมึกซึมออกมาให้เห็นเล็กน้อย สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างฉับไว ทันใดนั้น คำสามคำที่แทนชื่อของของหนึ่งสิ่งก็ปรากฏขึ้นทันที ‘จดหมายรัก’
‘นี่นางถึงขั้นกล้าส่งจดหมายรักให้เขาเชียวหรือ?! เสิ่นเอ้อร์ผู้นี้ ไม่ใช่สตรีใจกล้าธรรมดา ๆ เสียแล้ว…เมื่อวานกอด วันนี้จดหมายรัก วันหน้าจะมากมายมหาศาลแค่ไหน?’
เมื่อความคิดเตลิดไปไกล ใบหูของเยี่ยนอ๋องก็เปลี่ยนเป็แดงก่ำและร้อนผ่าวจนไม่อาจควบคุมได้
นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ ยื่นออกไปจับกระดาษม้วนนั้นด้วยท่าทางอึดอัด เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะบังคับไม่ให้มันสั่น จากนั้นจึงบรรจงแกะเชือกที่พันธนาการม้วนกระดาษออกช้า ๆ จมูกโด่งได้รูปสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว เยี่ยนอ๋องคลี่สิ่งที่เขาเรียกว่า ‘จดหมายรัก’ ออกด้วยหัวใจเต้นรัว
ยามที่ตัวอักษรเป็ระเบียบงดงามสะท้อนเข้าม่านตา อ๋องหนุ่มก็แทบจะกลายร่างเป็ก้อนศิลาหินในทันที
‘ตะ…ตัวอักษรพวกนี้…คัดลอกมาจากตำราหลักทางสายกลางทั้งหมดเลยนี่…’
ในเวลาชั่วอึดใจ เยี่ยนอ๋องก็เข้าใจแล้วว่า เสิ่นเชียนเกอเพียงช่วยเขาคัดตำรา เพื่อไม่ให้เขาถูกลงโทษซ้ำเป็ครั้งที่สองเท่านั้น
บุรุษสูงศักดิ์ถอนหายใจ
ทว่าเมื่อได้มองดูสตรีร่างเล็กที่มีผ้าบางคาดปิดใบหน้าไปกว่าครึ่ง ความผิดหวังที่ก่อตัวขึ้นภายในใจก็จางหายไปในบัดดล
‘ฮึ เป็สาวเป็นาง แค่ชอบพอคนคนหนึ่งแล้วแสดงออกชัดเพียงนี้ก็ถือว่าเกินงามมากไปแล้ว นี่ถึงขั้นใจกว้างมานั่งคัดตำรารับบทลงโทษแทนเขาอีก ไม่รู้จักอายบ้างเลยอย่างนั้นหรือ?’
ถึงแม้ใจจะคิดเช่นนี้ แต่เยี่ยนอ๋องกลับไม่ได้ยื่นปึกกระดาษที่ถืออยู่ในมือคืนกลับไปให้ ‘สตรีผู้ไม่รู้จักอาย’ ของตน แต่อย่างใด
ท่านอ๋องผู้นึกโมโหรีบม้วนเก็บกระดาษเซวียนจื่อที่อัดแน่นด้วยอักษรงดงามเ่าั้แล้วถือในไว้ในมือแน่น ก่อนจะหันมากล่าวกับเ้าของกระดาษเสียงแข็ง “ข้าจะรับของสิ่งนี้ไว้ก็แล้วกัน เ้ายังมีธุระอื่นอีกหรือไม่?”
เสิ่นเชียนเกอที่ได้ยินเช่นนั้น จึงรีบส่งสัญญาณให้เหลียงเฉินนำเกี๊ยวสามเซียนในกล่องเก็บความร้อน และขนมอีกสองชนิดมาจัดวางไว้ให้ท่านอ๋องบนโต๊ะโดยเร็ว
“หม่อมฉันทำอาหารมาถวายให้ท่านอ๋องด้วยเพคะ ท่านอ๋องอยู่ที่นี่ั้แ่เช้าตรู่คงจะยังไม่ได้เสวยสิ่งใดเป็แน่ หากท่านอ๋องไม่รังเกียจลองเสวยดูสักหน่อยนะเพคะ นี่คือเกี๊ยวสามเซียน ส่วนจานนี้เรียกว่าขนมผักกาด และจานนั้นเป็ขนมหรูอี้ซูเพคะ”
สิ้นเสียง เยี่ยนอ๋องก็พบว่าเบื้องหน้าของตนมีจานใบน้อยสามใบใส่อาหารน่ารับประทานวางอยู่ โดยเฉพาะเกี๊ยวนึ่งหอมกรุ่นนั่นยังมีไอความร้อนโชยขึ้นมาเป็สาย กลิ่นของมันหอมตลบอบอวลชวนน้ำลายสอ อ๋องสูงศักดิ์เอาแต่จ้องมองมันพลางลอบกลืนน้ำลายไม่หยุด
เสิ่นเอ้อร์ผู้นี้ตั้งใจมาเอาอกเอาใจเขาจริง ๆ ด้วย! เมื่อวานก็นำขนมมาให้ครั้งหนึ่ง วันนี้ไม่เพียงแต่นำขนมมาเท่านั้น ยังมีอาหารคาวอย่างเกี๊ยวนึ่งอีก
หากเป็สตรีนางอื่น อย่าว่าแต่เอาเข้าปากเลย เขาคงจะสะบัดอาหารเ่าั้ทิ้งลงพื้นั้แ่แรกเห็นเป็แน่ …เอาให้คนที่นำอาหารไร้สาระมาให้ต้องหน้าหงาย ทำอะไรไม่ถูกไปสามวันเจ็ดวัน
ทว่าความมันวาวของเกี๊ยวนึ่งยามจับกับแสงตะวันยามเช้า ช่างวับวาวเย้ายวนเสียเหลือเกิน กลิ่นหอมที่ลอยออกมาก็ช่างเย้าใจคนยิ่งนัก เยี่ยนอ๋องหักห้ามใจไม่ให้ยื่นมือไปหยิบชิ้นเกี๊ยวอวบชุ่มแทบไม่ไหว ยิ่งกว่านั้นยังอยากกัดลงไปใจแทบขาด อยากรู้เสียเหลือเกินว่ารสชาติของมันจะเป็อย่างไร
เมื่อวานที่ไปภัตตาคารจุ้ยเจียงหนาน เขาก็กินไปได้ไม่กี่คำเท่านั้น เมื่อกลับถึงตำหนักในวังหลวงก็ได้กินเพียงโจ๊กจิงหมี่*ถ้วยเล็ก ๆ ถ้วยเดียว
* โจ๊กจิงหมี่:โจ๊กข้าวญี่ปุ่น
เมื่อต้องผ่านค่ำคืนอันแสนยาวนานมาด้วยอาหารซึ่งตกถึงท้องเพียงน้อยนิดใน่วัยที่ร่างกาย้าใช้พละกำลังมหาศาล อีกทั้งในวันนี้ที่ต้องตื่นนอนเร็วกว่าทุกวัน ท้องของเขาจึงร้องโครกคราก บ่งบอกความอยากอาหารจนน่าอับอาย
“เอาล่ะ ข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน เ้ารีบออกไปได้แล้ว อย่ามารบกวนเวลานอนของข้า” สิ้นเสียง เยี่ยนอ๋องก็ฟุบหน้าลงบนโต๊ะหินอ่อนอีกครั้ง ไม่คิดแยแสผู้เป็เ้าของอาหารอีก
เสิ่นเชียนเกอเองก็ไม่ได้ทู่ซี้อยู่ต่อ นางเพียงแค่้าพบ ‘ตัวนำโชค’ เพื่อดูดเอาโชคลาภจากเขาเท่านั้น ตอนนี้ ในเมื่อเป้าหมายที่นางต้องรีบมาให้ถึงหอศึกษาแต่เช้าตรู่ก็สำเร็จลุล่วงเป็ที่เรียบร้อย สาวน้อยก็ไม่้าสิ่งใดจากเขาอีก เพียงแค่รัศมีแสงสีขาวเล็ก ๆ สามวง นางก็รู้สึกอิ่มใจไปทั้งวันแล้ว เสิ่นเชียนเกอจึงยอบกายให้ตัวนำโชคสูงศักดิ์อย่างงดงามก่อนจะพาเหลียงเฉินออกจากชายป่าไผ่ไปอย่างรวดเร็ว
และทันทีที่ร่างของเสิ่นเชียนเกอหายลับตา เยี่ยนอ๋องก็รีบคว้าตะเกียบที่สาวใช้ผู้นั้นวางไว้ให้ขึ้นมาคีบอาหารใส่ปาก ถึงแม้จะยังรักษากิริยาท่าทางที่สง่างามไว้ได้ แต่ทุกการกระทำกลับรวดเร็วดุจดั่งสายฟ้าแลบก็มิปาน
บุรุษสูงศักดิ์คีบเกี๊ยวสามเซียนชิ้นอวบขึ้นมาชิมก่อน ในตอนที่ฟันกัดลงไป น้ำแกงที่ถูกโอบอุ้มไว้ในตัวแป้งก็ค่อย ๆ ไหลซึมออกมา ยามที่น้ำแกงหอม ๆ เคล้ารวมกับไส้เกี๊ยวชุ่มฉ่ำ ช่างเป็ความงดงามแห่งโลกหล้าที่น่าชมเชยยิ่งนัก แป้งเกี๊ยวเองก็มีรสััเหนียวนุ่มแต่กลับไม่จืดชืด ไส้เกี๊ยวที่มีส่วนผสมทั้งผักสดและวัตถุดิบตากแห้งผสมผสานกันได้อย่างลงตัวชวนพิศวง รสชาติอันล้ำเลิศนี้ทำให้ผู้ที่ได้ลิ้มลองแทบอยากจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปพร้อมกันเสียให้ได้
เกี๊ยวหนึ่งชิ้นถูกเยี่ยนอ๋องกลืนลงท้องหมดในสองคำ ทว่ามันก็ยังไม่อาจตอบสนองต่อความอยากอาหารของเขาได้อย่างเพียงพอ และเมื่อเกี๊ยวทั้งหกชิ้นหายลงกระเพาะอันหิวโซไปแล้ว เยี่ยนอ๋องจึงรู้สึกพึงพอใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย จากนั้นมือเรียวก็เอื้อมไปคีบขนมผักกาดขึ้นมาลิ้มลองเป็อย่างต่อไป
เยี่ยนอ๋องเคยกินหัวผักกาดมานักต่อนักแล้ว แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้รู้จักและชิมรสของมันในรูปแบบของ ‘ขนม’ ขนมผักกาดนี้ไม่ได้มีรสััของผักกาดหลงเหลืออยู่เลยสักนิด แต่กลับมีความเหนียวนุ่มเป็เอกลักษณ์ที่ผสานรวมรสหวานอ่อน ๆ ของผักกาดแทน ในที่สุดเขาก็ได้ลิ้มลอง ‘ขนมรสเค็มแสนอร่อย’ ซึ่งหาทานได้ยากมากเสียที
กระทั่งกินถึงชิ้นสุดท้าย เยี่ยนอ๋องจึงจะเริ่มสงสัยว่า เ้าขนมนุ่มหนึบในปากเขานี่ที่สุดแล้วมันทำมาจากหัวผักกาดจริงหรือไม่
ถัดมาเป็ขนมหรูอี้ซูซึ่งเป็จานสุดท้าย รสชาติของมันยังคงเลิศล้ำจนยากจะสรรหาถ้อยคำที่คู่ควรมาพรรณนาได้ หลังจากกินไปเพียงชิ้นเดียว บุรุษผู้หลงรักการลิ้มลองรสอาหารก็เริ่มเกิดความรู้สึกในใจว่า อาหารที่ตนเคยกินมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด แทบไม่ได้แตกต่างจากอาหารสุกรเลยแม้แต่น้อย…มีเพียงรสชาติเช่นอาหารที่อยู่บนโต๊ะหินอ่อนนี้เท่านั้นที่ควรค่าแก่การััปลายลิ้น!
ในขณะที่เยี่ยนอ๋องกำลังดื่มด่ำอยู่กับความอร่อยตรงหน้า โจวจื่ออวี้ที่ไม่รู้โผล่มาจากที่ใดก็ปรากฏร่างขึ้นข้างกายสหาย และในทันทีที่บุรุษท้องหิวเห็นว่าจานอาหารสามใบที่วางอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนอ๋องแทบจะว่างเปล่าไปทั้งหมด ความโกรธก็เปลี่ยนให้เขากลายร่างเป็มารตะกละในพริบตา และแล้วมารหิวโซก็มองเห็นขนมหรูอี้ซูชิ้นอวบชิ้นสุดท้ายในจานจนได้ ก่อนที่เยี่ยนอ๋องจะทันตวัดตะเกียบลงมา มารจื่ออวี้ก็รีบพุ่งทะยานเข้าไปงับเอาหรูอี้ซูเข้าปากทั้งคำอย่างไม่คิดชีวิต
การกระทำของสหายผู้ติดตามทำให้เยี่ยนอ๋องใจนสะดุ้งโหยง เขาก้มลงมองแก้มตุ่ย ๆ ที่กำลังเคี้ยวตุ้ย ๆ นั่นแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวเหน็บแนม “ ~ท่านโหว~ หากไม่รู้มาก่อนว่าเ้าเป็บุตรหลานขุนนางชั้นสูง ข้าก็นึกว่าเ้าเป็ขอทานที่อดข้าวอดน้ำมาจากไหนไม่รู้เสียอีก!”
โจวจื่ออวี้ที่กำลังเคี้ยวขนมแก้มตุ่ยบ่นงึมงัมทั้ง ๆ ที่ของกินยังเต็มปากทันที แม้จะต้องพูดไปกินไปจนฟังไม่ได้ศัพท์ แต่เขาไม่มีทางยอมให้ขนมล้ำค่าที่อยู่ในปากหลุดกระเด็นออกมาแม้แต่เศษเสี้ยว ที่สำคัญ ขนมเลิศรสเช่นนี้เขาจะไม่มีวันยอมรีบเคี้ยวรีบกลืนจนทำลาย่เวลารับรสอันหาได้ยากยิ่งนี้อย่างแน่นอน “อ๋ออานอ้ออ๋ออาน อากไอ้อินอะอ๋มอะอ่อย ๆ เอ้นอี๊ฮุกฮัน อะใอ้เอ็นอ๋ออานอะอ่อมอ้ออินอี! (ขอทานก็ขอทาน หากได้กินขนมอร่อย ๆ เช่นนี้ทุกวัน จะให้เป็ขอทานกระหม่อมก็ยินดี!)”
“ดูคนไร้อนาคตอย่างเ้าเข้าสิ!” เยี่ยนอ๋องที่กำลังเช็ดไม้เช็ดมือ สาดสายตาเหยียดหยามให้กับการกระทำของสหาย
โจวจื่ออวี้เกือบสำลักเพราะขนมติดคอ สายตาหมั่นไส้จ้องเขม็งไปยังจานสามใบอันว่างเปล่า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังนึกคิดสิ่งใดอยู่ ‘หึ! หากเขาไร้อนาคต เช่นนั้นตัวตะกละอย่างท่านอ๋องก็คงไม่ได้ดีไปกว่าเขาเท่าไหร่นักหรอก!’
อาหารถึงสามจาน แต่ท่านอ๋องสามารถกินหมดคนเดียวได้อย่างสบาย ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาแอบหนีออกมาจากห้องเรียนแล้วเข้ามาชิงขนมชิ้นสุดท้ายได้ทันล่ะก็ เศษขนมแม้แต่นิดเดียวก็คงไม่มีทางได้ตกถึงท้องเขาแน่!
ในที่สุดขนมหรูอี้ซูแสนอร่อยก็ถูกโจวจื่ออวี้กลืนลงท้องจนหมด ผู้ติดตามแซ่โจวอดไม่ได้ที่จะดูดซับเอารสชาติที่ยังหลงเหลือในโพรงปากจนเกิดเสียงจ๊อบ ๆ แจ๊บ ๆ ไม่น่าฟัง เขาอยากกินอีกชิ้นหรือหลาย ๆ ชิ้นจนใจแทบขาด ในใจก็อดนึกสงสัยไม่ได้ว่าอาหารอีกสองจานที่ท่านอ๋องกินไปก่อนหน้านี้เป็อาหารแบบใดกันแน่
อันที่จริง ั้แ่เป็สหายกันมา ท่านอ๋องของเขาก็ดีไปหมดทุกด้าน เสียอย่างเดียวคือตัวตะกละผู้นี้มีนิสัยชอบอาหารรสเลิศมากเกินไป มากเสียจนเก็บเอาไว้กินผู้เดียวไม่คิดเผื่อแผ่ผู้อื่น!
ยามที่อาหารถูกนำมาจัดวางไว้บนโต๊ะ เขาจะกินเฉพาะสิ่งที่ตนชื่นชอบมากที่สุดเป็อันดับแรก และอาหารรสชาติธรรมดาจะถูกเลือกกินเป็ลำดับสุดท้ายเสมอ ส่วนอาหารที่เขาไม่ชอบนั้นก็อย่าหวังจะได้เข้าไปััฟันขาว ๆ นั่นเลย หากรู้ว่ารสชาติแย่แม้แต่หางตาเขาก็ไม่แล
นี่แสดงให้เห็นว่า อีกสองจานที่หมดไปก่อนหน้านี้ ต้องมีรสชาติล้ำเลิศที่สุด
โจวจื่ออวี้ค่อย ๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้สหายผู้เป็อ๋อง ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักให้พร้อมรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม “ท่านอ๋อง ในที่สุดกระหม่อมก็รู้แล้วว่า เหตุใดท่านถึงไม่ชอบอาหารของร้านจุ้ยเจียงหนาน ถ้าลองเทียบกับขนมจานนี้แล้ว อาหารของจุ้ยเจียงหนานรสชาติย่ำแย่แบบเลวร้ายสุด ๆ ไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”
มุมปากของเยี่ยนอ๋องกระตุกขึ้นเป็รอยยิ้มเดียดฉันท์ เขาไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดว่าที่โหวหนุ่มตรงหน้าผู้เป็ถึงบุตรหลานขุนนางชั้นสูงที่ผู้คนมากมายยังต้องก้มหัวให้จึงกลับกลายเป็ตัวสอพลอเช่นนี้ได้
เมื่อคร้านจะสนใจโจรชิงขนมจอมสอพลอแล้ว เยี่ยนอ๋องจึงสั่งให้ขันทีเก็บกวาดโต๊ะให้เรียบร้อย ก่อนจะคว้าเอากระดาษม้วนหนาที่เสิ่นเชียนเกอมอบให้ขึ้นมาถือไว้แล้วเดินจากไป
โจวจื่ออวี้ที่เห็นเช่นนั้น ก็รีบวิ่งเข้ามาขวางหน้าเยี่ยนอ๋องไว้อย่างรวดเร็ว “ท่านอ๋อง ท่านยังไม่ได้บอกกระหม่อมเลยว่าผู้ใดเป็คนนำขนมเหล่านี้มามอบให้ท่าน!”
ฝีเท้าของเยี่ยนอ๋องหยุดลงทันที “ข้าให้เ้าคัดตำราไม่ใช่หรือ? ทำเสร็จแล้วหรือยัง?”
สีหน้าที่แจ่มใสของโจวจื่ออวี้เปลี่ยนเป็รวดร้าวฉับพลัน “ท่านอ๋อง ถึงจะให้กระหม่อมใช้ทั้งสองมือสองเท้าคัดไปพร้อม ๆ กัน มันก็ไม่เร็วพอจะทำให้ครบทั้งสิบจบหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ …ตอนนี้ยังขาดอีกห้าจบพ่ะย่ะค่ะ”
ประโยคสุดท้ายแ่เบาเสียจนดังอยู่เพียงในลำคอ โจวจื่ออวี้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกท่านอ๋องของตนลงโทษเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ทว่า เขากลับเห็นท่านอ๋องยื่นมือออกมาพลางเอ่ยปาก “เอาห้าแผ่นของเ้ามา!”
“หืม?” โจวจื้ออวี้มองเขาด้วยความประหลาดใจ หรือว่าครั้งนี้ ท่านอ๋องจะเมตตายอมให้เขาคัดเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ‘นายทาสผู้ภักดี’ รีบล้วงเอากระดาษเซวียนจื่อที่คัดลอกตำราหลักทางสายกลางไว้ห้าจบยื่นให้ ‘นายท่านผู้นาน ๆ ครั้งจะเมตตา’ ในทันที
ทว่ายังไม่ทันหายซึ้งใจ โจวจื่ออวี้ก็เห็นอีกฝ่ายนำกระดาษของเขาไปรวมกับม้วนกระดาษหนาที่อยู่ในมือ….สมองน้อย ๆ เริ่มครุ่นคิด
โจวจื่ออวี้มองตามเยี่ยนอ๋องที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไปอย่างงุนงง เมื่อร่างของผู้เป็นายลับไปแล้ว เขาก็รีบเข้าไปคว้าตัวขันทีที่กำลังเก็บกวาดสิ่งของอยู่แล้วเขย่าจนหัวโยก พลางซักไซ้ข้าหลวงโชคร้ายเสียงแข็ง “เมื่อครู่ผู้ใดนำสิ่งของเหล่านี้มาให้ท่านอ๋อง?”
ขันทีชั้นผู้น้อยกล่าวตอบไปด้วยท่าทีหวั่นเกรง “เอ่อ..คุณหนูรองเสิ่นขอรับ”
.
.
.