บทกวีผลาญฟ้า

    บทที่ 1 ตอนที่ 38 : ขั้นที่สิบสาม!

     

    มีเรื่องมาชี้แจงครับ เป็นความผิดพลาดของผมเอง ซึ่งก็มานึกออกว่า พ่อของพ่อก็คือปู่ พ่อของแม่คือตา ซึ่งผมได้เขียนผิดในฉากเทียนลี่อิน(ธิดาเทพ) ดังนั้นจึงขอแจ้งว่า จักรพรรดิ์เทียนหลง คือปู่ของเทียนลี่อินนะ(ไม่ใช่ตา) กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

    ตอนที่ 38 : ขั้นที่สิบสาม!

     

    กล่าวกันว่า เมื่อทำสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับอีกสิ่ง มันจะดลใจให้เราได้หวนนึกถึง ดังเช่นหยุนเสวี่ยเฟิงในตอนนี้ เมื่อสร้างคัมภีร์กวีเสร็จก็พลันนึกถึงช่วงหัววันที่ผ่านมา ในช่วงท้ายของการประชันกวีนั้น..


     

    ‘ในตอนนั้นข้าไม่ได้สลายออก แล้วจึงกล่าวบทกวีต่อ..’ ชายหนุ่มแบมือทั้งสองคล้ายจะพินิจเหตุการณ์ให้ถี่ถ้วน พร้อมกล่าวอัญเชิญห้วงกวีออกมาสามดวง


     

    “จากนั้น..” หยุนเสวี่ยเฟิงสูดหายใจลึก ปรับห้วงอารมณ์ให้เข้ากับสิ่งที่มันจะกล่าวต่อจากนี้


     

    “เคารพเหล่าชีวิต สูงต่ำล้วนแต่มีศักดิ์ศรี

    หากไร้ซึ่งมายาทแล้วไม่ต่างจากไร้อารยะ

    หากไร้ซึ่งความดีงาม ก็ไม่ต่างจากไร้จิตใจ

    อยากฆ่าฟัน ใช่ว่าปลิดชีวิตใดก็ได้งั้นหรือ?

    ทวยเทพทรนงตน มาดว่าเป็นเจ้าชีวิต

    ไม่พึงพอใจก็บันดาลโทสะดั่งใจนึก

    ทวยเทพเป็นอันใด ถึงได้ถือดียกตน...”


     

    พรึบ! พรึบ! พรึบ!


     

    ดวงแสงห้วงกวีค่อยๆปรากฏออกมาทีละดวง จากที่มีอยู่แล้วสามเริ่มกลับกลายเป็นหก จากนั้นวงแหวนแสงอีกสี่ชั้นก็เรียงรายออกมา


     

    ‘ขั้นที่สิบแล้ว แต่ข้ายังกล่าวไม่จบ..’ ชายหนุ่มขมวดคิ้ว แม้ว่าในครั้งก่อนมันจะมีโทสะ แต่มันย่อมจำความรู้สึกในขณะนั้นได้ และท้ายที่สุดแล้วก็มีแต่ต้องทดลองดูเท่านั้น


     

    “แม้นมนุษย์แตกแยก หาใช่กงการทวยเทพไม่...” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเพียงเท่านี้ ดวงแสงและวงแหวนห้วงกวีก็คล้ายจะมีปฏิกิริยาบางอย่าง วงแหวนห้วงกวีสองชั้นในกลับหลอมรวมเข้าหากัน!


     

    ‘ความรู้สึกนี้!’ หยุนเสวี่ยเฟิงม่านตาหดวูบ มันพบว่าขณะนี้ร่างกายของมันคล้ายจะมีกำลังเพิ่มมาอีกระดับหนึ่ง พลังวิญญาณที่โคจรอยู่ กลับพบว่ามีระดับเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเช่นกัน


     

    แต่ในขณะที่พลังได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ หยุนเสวี่ยเฟิงกลับรู้สึกเจ็บปวดเบาๆไปทั่วร่างกาย กระแสพลังวิญญาณคล้ายว่าจะแล่นไหลรวดเร็วขึ้น


     

    ‘ขั้นที่สิบเอ็ด... แล้วสิบสองเล่า?!’ หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รอช้า มันรีบกล่าวประโยคที่เหลือทีละขั้น


     

    “ทวยเทพเข้าสอดรู้จัดแจง แล้วถือทวงบุญคุณ

    ทวยเทพถามไถ่หรือไม่ ว่าชีวิตเหล่านั้นต้องการ”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเพียงสองขั้นเท่านั้น ความรู้สึกราวกับร่างกายจะปริแตกพลันโลดแล่นเข้ามา ระดับพลังวิญญาณที่เพิ่มพูนอีกสองขั้นนี้ เริ่มที่จะกลับกลายเป็นพยุหะอันเบาบาง


     

    ‘ไปต่อไม่ได้แล้ว..’ ครั้นจะกล่าวต่อ หยุนเสวี่ยเฟิงกลับมิกล้าที่จะเอ่ย คล้ายกับว่ามีกำแพงบางๆคอยกั้นไม่ให้มันเอ่ยกล่าวได้โดยง่าย


     

    เมื่อร่างกายและจิตใจได้พบเจอความเจ็บปวดอันใด มันจะจดจำว่าไม่ควรเข้าใกล้สิ่งที่เป็นตัวต้นเหตุ คำๆนี้อาจจะใช้ได้กับหยุนเสวี่ยเฟิงในตอนนี้ ภายในเบื้องลึกคล้ายจะก่อกำเนิดความหวาดกลัวบางอย่างขึ้นมา ‘หากทำต่อไป ข้าอาจจะตาย?!’


     

    แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะยังอดทนต่อความเจ็บปวดและควบคุมพลังวิญญาณที่ไหลเชี่ยวกรากได้ แต่ความคิดลังเลในยามสติชัดแจ้งเช่นนี้ ได้บดบังความกล้าที่จะก้าวผ่านของมันไปเสียแล้ว


     

    ‘ตอนนี้ข้าทำได้เพียงเท่านี้.. ขั้นที่สิบสาม’ หยุนเสวี่ยเฟิงสำรวจห้วงกวีที่วนเวียนรอบกาย มันยังคงมีหกดวงเช่นเดิมทว่าวงแหวนทั้งสี่กลับหลอมรวมเข้าหากันจนกลายเป็นวงหนาและใหญ่วงเดียว


     

    ‘จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด!’ ความคิดแรกวาบเข้ามาในหัวของมัน เพียงมันอัญเชิญห้วงกวีได้ถึงขั้นที่ห้าและหก มันก็จะได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแนวหน้าแล้ว หรือหากความลับขั้นที่สิบของมันถูกแพร่ออกไป แผ่นดินจะลุกเป็นไฟทันที แต่ในขณะนี้มันอัญเชิญขั้นที่สิบสามได้สำเร็จ หากมีผู้ใดล่วงรู้เล่า? หยุนเสวี่ยเฟิงไม่สามารถจินตนาการออกได้เลย


     

    “สลายห้วงกวี!” หลังกล่าวจบ กลุ่มห้วงกวีที่วนรอบกายก็จางหายไป ระดับพลังวิญญาณก็ลดมาอยู่ที่ระดับสามสิบเจ็ดความเจ็บปวดทั่วร่างก็หมดไปทันใด แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับยังคงมีสีหน้าคร่ำเคร่ง มันเหม่อมองจ้องไปในกองไฟไปอีกเนิ่นนาน


     


     

    ภายในห้วงมิติแห่งกาลอวกาศ ห้วงมิตินี้ยังคงอยู่ในภพภูมิเดียวกับโลกแห่งเทียนฉิน ทว่าตัวตนการมีอยู่ของมันนั้นคล้ายว่าจะอยู่ซ้อนทับกับโลกเทียนฉินนี้ และในเวลานี้ เวลาที่เหล่าผู้คนภายนอกมิติกำลังเข้าสู่นิทรา กลับปรากฏร่างเงาจำนวนสี่ร่างกำลังยืนรายล้อมวัตถุทรงกลมเกลี้ยงบางอย่างอยู่


     

    ร่างทั้งสี่จ้องมองวัตถุทรงกลมอยู่เนิ่นนาน รอบๆวัตถุนี้คล้ายว่าจะมีแสงเล็ดลอดออกมาจากรอยปริแตก


     

    “นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ในวันเดียวกัน” หนึ่งในร่างเงากล่าว ซุ่มเสียงของมันละม้ายคล้ายกับชายชราผู้กรำโลก


     

    “มันสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอมนั้นแล้ว?” ครั้งนี้เป็นซุ่มเสียงของหญิงชรา จากนั้นจึงมีเสียงของชายหนุ่มตอบกลับว่า“จากที่ข้าได้ยินฝ่ายอัสดงกล่าว ครั้งนี้คล้ายว่าจะรุนแรงน้อยกว่าเมื่อสิบชั่วยามที่แล้ว”


     

    และไม่ต้องคาดเดาให้มากความ ร่างเงาสุดท้ายที่ยังไม่ได้กล่าวนั้น ซุ่มเสียงของมันก็คือหญิงสาวแน่นอน นางกล่าวว่า“สิ่งแปลกปลอมหรือ? ดินแดนนี้จะมีสิ่งแปลกปลอมอันใดกัน?”


     

    “เจ้าเพิ่งจะเข้ามาเป็นหนึ่งในนี้ต่อจากคนผู้นั้น” เสียงชายชราตอบ มันยังกล่าวอีกว่า


     

    “ภพภูมินี้ถูกจัดระเบียบโดยกฏเกณฑ์แห่งภพภูมิ หากว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในภพภูมินี้ กฏเกณฑ์แห่งภพภูมิจะพยายามจัดระเบียบมัน ทว่าสิ่งแปลกปลอมก็ยังเป็นสิ่งแปลกปลอม กฏเกณฑ์ที่มีจึงไม่สามารถจัดระเบียบมันได้”


     

    “เช่นนั้นเราจะทำอย่างไร?” หญิงสาวถามง่ายดาย ทว่ากลับยากที่จะตอบยิ่ง วงสนทนาคล้ายจะเงียบงันไปชั่วขณะหนึ่ง


     

    “เพื่อให้ผู้คนในโลกรับมือสิ่งแปลกปลอมนี้ได้ เราอาจจะต้องพิจารณาข้อโต้เถียงนั้นใหม่” คำกล่าวของชายชรากลับทำให้อีกสามคนตกตะลึง


     

    “เพิ่มขีดจำกัดระดับพลังวิญญาณ.. ใช่ว่าเราต้องขัดแย้งพวกมันเพื่อถ่วงดุลหรอกหรือ?!” ชายหนุ่มทักท้วง ทว่าหญิงชรากลับเอ่ยขึ้นว่า “แม้ว่าสภาแห่งกฏเกณฑ์จะมีฝ่ายละสี่เพื่อคัดค้านและคานอำนาจ แต่ใช่ว่าจะต้องเป็นปฏิปักษ์กันทุกครั้งไป”


     

    “ไม่ได้! ข้าคัดค้าน!” ชายหนุ่มทักท้วง “การทำเช่นนั้นมีแต่จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำขึ้นไปอีก!”


     

    “ท่านทูตลำดับสาม.. ใช่ว่าก่อนที่ท่านจะเข้ามาเป็นผู้คุมกฏเกณฑ์ ท่านควรปล่อยวางอดีตหรอกหรือ?” ชายชรากล่าวเสียงเรียบก่อนจะค่อยๆเพิ่มระดับโทสะลงไป “ผู้คุมกฏเกณฑ์มีหน้าที่อันใด ฝ่ายอัสดงหรือฝ่ายจันทรามีหน้าที่อันใดท่านควรจะสำนึกให้ได้เสีย ฐานะในอดีตของท่านใช่ว่าจะทำให้ท่านมีสิทธิพิเศษอันใดในที่แห่งนี้!”


     

    “ข้าได้ตัดสินใจเมื่อครั้งก่อนจะตายแล้ว หากว่าท่านเห็นดีเห็นงามกับการเพิ่มขีดจำกัดนี้ ก็เชิญท่านออกเสียงข้างมากเถิด!” ชายหนุ่มตะคอกเสียง จากนั้นร่างเงาของมันก็พลันม้วนหายไปจากธาตุอากาศ


     

    “การเพิ่มขีดจำกัดระดับจะช่วยให้ผู้คนเหล่านั้นรับมือกับสิ่งแปลกปลอมนั้นได้จริงหรือ?..” หญิงชราถอนหายใจ “ท่านมั่นใจได้อย่างไร มิใช่ว่าจะเป็นการติดปีกให้พยัคฆ์หรอกหรือ?”


     

    แต่ชายชรากลับตอบว่า “ข้าได้คิดถี่ถ้วนแล้วก็เท่านั้น จะอย่างไรเสีย.. พวกเราก็ติดอยู่ในภพภูมินี้ รอวันที่จะกลับกลายไปแทนที่อีกฝ่ายก็เท่านั้น..”


     

    “ถ้าหากเพิ่มขีดจำกัดระดับนี้ พวกทวยเทพก็จะ..” หญิงสาวกล่าวท้วง ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน จริงอยู่ที่ทวยเทพและมนุษย์ต่างอยู่ร่วมคานอำนาจกัน ทว่าเบื้องหลังนั้นหาใช่อย่างนั้นไม่ ด้วยอำนาจและบารมีของทวยเทพ ขีดจำกัดของระดับพลังวิญญาณที่ขยายออก จะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำของสองเผ่าพันธุ์ให้มากขึ้นไปอีก


     

    “หวังเยว่ฉู่.. ใช่ว่าบุตรีของเจ้ามีสายเลือดทวยเทพ? การเพิ่มขีดจำกัดนี้ มิใช่แค่เพียงมนุษย์และเทพ แต่รวมไปถึงทุกชีวิตในโลกนี้ เจ้าคงรู้ดีว่าการเพิ่มขีดจำกัดจะส่งผลอันใดต่อเผ่าพันธุ์นางไม้ของเจ้า” ชายชรากล่าวหนักแน่น แต่หญิงชรากลับแย้งทันที


     

    “หากท่านออกเสียงข้างมาก ท่านจะกลับกลายเป็นฝ่ายมัน!”


     

    “ฝ่ายอัสดงก็คือฝ่ายจันทราในอดีต ข้าเชื่อว่าคนผู้นั้นยังคงมีความคิดดังเช่นก่อนหน้า การเสนอชักนำสิ่งแปลกปลอมเข้ามาและย้ายฝั่งไป อาจจะเป็นแผนการบางอย่าง” ชายชราถอดถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวถ้อยคำบทหนึ่ง


     

    “อุดมการณ์ตั้งมั่น ผันผ่านกาล

    ตัวตนตั้งจิตไว้ ไม่ลุล่วง

    นานวันไป คงผันแปร..

    จะหนักแน่นเพียงใด.. ก็สุดแล้วแต่ท่าน เทียนฉิน!”


     

    สิ้นคำกล่าวของชายชรา ภายในห้วงแห่งมิติก็เข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง..


     

    ช่วงเช้ามืดของวันได้เคลื่อนเข้ามาอีกครั้ง แม้ว่าเวรยามถัดไปจะเป็นของหวังซิ่วอิง แต่หยุนเสวี่ยเฟิงในตอนนี้มันมิได้ง่วงนอนเสียแล้ว ชายหนุ่มจึงไม่มีความคิดที่จะปลุกหญิงสาว แต่ถึงกระนั้น..


     

    “เหตุใดจึงไม่ปลุกข้า?” ซุ่มเสียงหญิงสาวดังขึ้นด้านหลัง หยุนเสวี่ยเฟิงที่เหม่อมองกองไฟจึงหันกายไปทักทาย “อรุณสวัสดิ์ ข้าเพียงนอนไม่หลับเท่านั้น และอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยาวก็เช้าแล้ว”


     

    “มีเรื่องไม่สบายใจอันใด?” หญิงสาวว่าแล้วก็นั่งลงด้านข้าง


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงนั้น มันไม่มีความคิดที่จะบอกกล่าวสิ่งที่มันค้นพบแน่นอน ต่อให้เป็นเหว่ยซานหรือเจี้ยนเหล่ยก็ตามที.. มันจึงคิดหาถ้อยคำเพื่อจะใช้ถามครู่หนึ่ง


     

    “หากว่าเจ้าสามารถกระทำสิ่งที่ผู้อื่นทำไม่ได้ เจ้าจะทำอย่างไร?” คำถามเรียบง่าย หวังซิ่วอิงรู้ดี การที่หยุนเสวี่ยเฟิงสามารถอัญเชิญห้วงกวีขั้นที่สิบได้นั้น สร้างความกดดันให้แก่ตัวมันเพียงใด นางจึงตอบกลับไปว่า


     

    “ใช่ห้วงกวีขั้นที่สิบหรือไม่? หากข้าสามารถกระทำได้เช่นเจ้า.. ข้าจะอยู่กับสิ่งที่ข้ามีให้ได้” หญิงสาวยิ้ม คำตอบของนางคล้ายจะไม่ตรงประเด็นเท่าใดนัก แต่หากมองให้ลึกลงไป ในคำกล่าวง่ายๆนี้กลับมีความนัยที่ง่ายแก่การเข้าใจ


     

    “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องอยู่กับมันอยู่แล้ว จะแตกตื่นอันใดให้มากความ มีแล้วไม่ได้ใช้ ยังดีกว่าต้องใช้แล้วไม่มี เจ้าหมายความว่าเช่นนั้น?”


     

    หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้า “ถูกต้อง ดังเช่นข้าที่มีผมสีขาว เอกลักษณ์นี้เป็นของผู้ที่สามารถเลื่อนระดับพลังวิญญาณได้รวดเร็ว ด้วยลักษณะนี้ ก็ต้องมีหลายสำนักที่จะทำทุกวิถีทางชักนำให้ข้าเข้าเป็นพวก”


     

    “เป็นเช่นนั้น.. จริงสิข้ามีบางอย่างจะมอบให้เจ้า!” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มก่อนจะหยิบม้วนคัมภีร์ลวดลายประณีตออกมา “ข้าตั้งชื่อมันว่า บทกวีวิญญาณเพลิง เป็นคัมภีร์อัญเชิญห้วงกวีระดับสิบ”


     

    หญิงสาวแม้จะรู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ นางยืนมือเรียวสั่นเทาเข้ารับม้วนคัมภีร์เข้ามกอดไว้ “ขอบคุณ..”


     

    ไม่มีสิ่งใดหรือปรากฏการใดเกิดขึ้น หนุ่มสาวทั้งสองคล้ายจะเอียงอายอยู่บ้าง ต่างคนจึงต่างหันไปจ้องมองกองไฟอีกครั้ง และอีกครู่ใหญ่ต่อมา เมื่อไม่สามารถทนความเงียบได้ หวังซิ่วอิงจึงกล่าวว่า


     

    “เจ้ารู้หรือไม่ คัมภีร์ห้วงกวีนี้สามารถใช้ประมูลได้เช่นกัน”


     

    “ไม่ได้เด็ดขาด!” พลันนั้นได้มีเสียงทักท้วงดังขึ้น เป็นกังหยงที่นอนกลางดินคนเดิม หยุนเสวี่ยเฟิงตกใจอยู่ไม่น้อย อนึ่งยังมีเรื่องที่มันอัญเชิญห้วงกวีขั้นที่สิบสามอีก ชายเพนจรผู้นี้ได้พบเห็นมันหรือไม่?!


     

    “อาจารย์.. ท่านตื่นตั้งแต่เมื่อใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มกังวลหนักขึ้น เมื่อกังหยงยิ้มหรี่ตาจ้องมองมัน


     

    “ก็ตื่นตั้งแต่เจ้า..” กังหยงยิ้ม หยุนเสวี่ยเฟิงก็ยิ่งลุ้นระทึก “ตั้งแต่เจ้ามอบคัมภีร์ให้แม่นางน้อย”


     

    ได้ยินเช่นนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็เบาใจ ส่วนหวังซิ่วอิงกลับหน้าแดงระเรื่อ


     

    “เหตุใดจึงไม่ได้?” หยุนเสวี่ยเฟิงรีบกล่าวเปลี่ยนเรื่อง ชายพเนจรเดินมานั่งบนขอนไม้ฝั่งตรงแล้วจึงเริ่มอธิบาย “ศิษย์ข้า โลกของเจ้ายังเล็กและแคบให้เจ้าฟังเอาไว้.. ข้าขอถามแม่นางน้อย จริงอยู่ว่าคัมภีร์กวีสามารถนำไปขายหรือประมูลได้ แต่เหตุใดเจ้าจึงยังไม่มีใช้ แม้จะเป็นเพียงขั้นที่หนึ่งหรือสองก็ยังไม่มี?”


     

    หวังซิ่วอิงฉุกคิดขึ้นมาได้ จริงอยู่ที่นางเคยพบเจอการประมูลราคาคัมภีร์กวี ทว่านางกลับพบเจอเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และราคาของมัน แม้เพียงระดับสี่ ก็มีราคาที่สูงลิ่ว อาจจะเรียกได้ว่าสูงกว่ายุทธภัณฑ์ระดับสูงบางชิ้นเสียด้วยซ้ำ


     

    “ข้าเพิ่งจะได้คิดถี่ถ้วน คัมภีร์ห้วงกวีนั้น.. มิใช่สิ่งที่จะนำมาแลกเปลี่ยนได้ง่าย แต่เหตุใดกัน?” หวังซิ่วอิงกล่าว ทว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกลับยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ ก่อนหน้านี้วาบหนึ่ง มันได้แอบคิดว่าตัวมันมีหนทางที่จะหาเงินได้เสียแล้ว


     

    “คัมภีร์ห้วงกวีนั้น มีข้อจำกัดว่า หากผู้ใดตีความนัยของบทกวีไม่ได้ ผู้อัญเชิญจะไม่สามารถใช้ออกมาได้ นี่คือข้อจำกัดแรก” กังหยงกอดอกแล้วกล่าวต่อ “ข้อที่สองก็คือ.. เหล่าสำนักมากมายกำลังแย่งชิงทรัพยากรส่วนนี้เพื่อเพิ่มขุมกำลังของตน แม้จะเพียงระดับสอง ก็ถูกประมูลไปในราคาอันสุดจะแพง”


     

    “ข้อที่สาม.. มันคงไม่ดีนัก ถ้าผู้อัญเชิญกวีต้องตกตายเพราะห้วงกวีของตน มีหลายครั้งที่เหล่ากวีถูกฆ่าตายจากผู้ที่อัญเชิญกวีของตนเอง กล่าวถึงตรงนี้แล้ว หากเจ้านำห้วงกวีขั้นที่สี่หรือห้าไปขายแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่คนที่ประมูลไม่สำเร็จจะตามหาตัวเจ้า” ว่าแล้วกังหยงก็หรี่ตาอีกครั้ง


     

    “จงอย่าลืม..ตัวเจ้านั้น หากตกตายไป สิ่งที่หลงเหลือไว้ก็คือห้วงกวีขั้นที่สิบของเจ้า!”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงกลืนน้ำลายคราหนึ่ง ในตอนนี้มีเรื่องหนึ่งที่ตัวมันยังไม่สามารถล่วงรู้ได้ หากว่ามันตกตายไปแล้ว ระดับคัมภีร์บทกวีที่ได้จากตัวมัน จะมีระดับใดกัน?!


     

    แต่ความคิดก็ส่วนความคิด มันยังมีเรื่องให้สงสัยอีกอย่าง “ไม่ว่าจะทางใด ก็ล้วนแต่มีอันตราย แล้วเหตุใดท่านจึงป่าวประกาศชื่อข้าที่หมู่บ้าน?”


     

    “จำได้หรือไม่ เหตุใดข้าจึงให้เจ้าใช้เพียงสามขั้น?” กล่าวถึงตรงนี้ หยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มคาดคะเนได้แล้ว ‘เพราะเหล่าผู้อัญเชิญขั้นสาม มีมากดาษดื่น’


     

    “การสังหารกวีนั้น เป็นสิ่งที่ชาวยุทธยอมรับมิได้ ผู้ที่คิดจะสังหาร ย่อมต้องขบคิด ไม่ว่าผู้ใดหากตัดสินใจจะกระทำแล้วย่อมต้องเลือกปลาตัวใหญ่” กังหยงยัวกล่าวต่ออีกว่า


     

    “ด้วยฐานะและเบื้องหลังของเยว่เสวียนซา มันสามารถเปิดเผยความสามารถออกมาได้ มันจึงเป็นปลาตัวใหญ่ที่ไม่อาจจับมาได้ เทียบกับเจ้าแล้ว.. แม้ว่าเบื้องหลังจะมีราชครูเทพกิเลนสายฟ้า แต่ผู้นั้นหาได้อยู่กับเจ้าตอนนี้ไม่”


     

    หยุนเสวี่ยเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็กลืนน้ำลายอีกครา เป็นอย่างที่กังหยงกล่าวไว้ ไม่มีกวีผู้ใดจะโง่เขลาพอเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อแลกเงิน และเหนือสิ่งอื่นใด กวีทุกผู้คนย่อมเคารพในผลงานที่ไม่อาจนำมาตีค่าราคาได้ ด้วยหลักการเช่นนี้ ในโลกแห่งเทียนฉินนี้จึงไม่ปรากฏคัมภีร์บทกวีให้ได้เห็นนัก


     

    การสนทนาของทั้งสามยังคงเป็นไปจวบจนรุ่งเช้า เนื้อความหลักนั้นกลับกลายเป็นการเล่าเรื่องและวีรกรรมของเจี้ยนเหล่ย กังหยงและหวังซิ่วอิงยังบอกเล่าสถานะการณ์ของสี่เทพอสูรในตอนนี้ให้หยุนเสวี่ยเฟิงได้ฟัง


     

    เนื้อความข่าวสารนี้สรุปได้โดยง่ายดังนี้


     

    กลุ่มสี่เทพอสูรถูกแต่งตั้งขึ้นเพื่อกำราบเผ่ายักษ์ที่ก่อสงครามขึ้น ซึ่งในขณะนี้ยังคงสู้รบกันไม่รู้ผลแพ้ชนะ แต่ถึงกระนั้นดูเหมือนว่าฝ่ายเทพอสูรจะเริ่มเป็นฝ่ายรุกคืบเข้าหาชัยชนะด้วยการวางแผนของกุนซือนามว่า ‘เหว่ยซาน’ ส่วนสาเหตุของการที่เผ่ายักษ์ก่อสงครามนั้น ยังคงเป็นปริศนา


     

    เมื่อดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว กลุ่มจรจัดก็ได้เวลาที่จะเริ่มออกเดินทางต่อ โดยจุดมุ่งหมายต่อไปก็คือหุบเขานามว่ากวงหมิง ซึ่งเป็นเขตชายแดนระหว่างเมืองเหว่ยและเมืองกวงหมิง

     

    จบตอน.

    —> ตอนหน้าจะเริ่มลุยๆละ

    —> เปิดตัวGM คนคุมเซิร์ฟจ้า คร่าวๆก่อนนะ ตอนนี้มันจะดูเหมือนอะไรๆก็ไม่เม้คเซ้นส์เท่าไหร่ แต่เดี๋ยวทุกอย่างจะมาบรรจบกันนะ 

    คล้ายกับเรื่องบทกวีผลาญฟ้า ที่คุณอ่าน