ช่วงเวลาได้ล่วงผ่านไปต่อ โรสเมเรียยังคงร่ำไห้ในแต่ละค่ำคืน ซึ่งเสียงทั้งหมด ล้วนก้องกังวาน ลอดผ่านช่องเล็ก ๆ ข้างใต้ประตูเพื่อให้วาลโก้ได้รับฟัง
จนกระทั่งในท้ายที่สุด ในช่วงเที่ยงคืนของวันวันหนึ่ง
“ตู้มมม !!”
เสียงระเบิดดังก้องกังวาน ส่งผลให้โรสเมเรียร่ำไห้จนฟุบหลับไปพลันตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน
“เกิดอะไรขึ้น !!” เด็กสาวรู้สึกกระวนกระวาย หรือข้าศึกจะบุกมาถึงตัวปราสาท หรือโลกใบนี้กำลังจะสูญสิ้น!
ทันใดนั้น บานประตูที่ถูกปิดกั้นได้ถูกเปิดขึ้น ปรากฏร่างของใครบางคนซึ่งมีฉากหลังเป็นจันทราเต็มดวงอยู่เหนือหัว ทว่ามิใช่แม่นมหรือครูสอนมารยาท หากแต่เป็นชายร่างใหญ่ซึ่งในมือถือดาบเล่มหนึ่ง
“คุณคือ..” เด็กสาวเอื้อนเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาจนเติบใหญ่ นี่คือชายคนที่สองที่เธอได้พบเจอนอกจากพระบิดา
ชายผู้นั้นได้เผยยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้น และแล้ว เด็กสาวจึงเผยยิ้มเมื่อได้ยินและตระหนักได้ในทันทีว่านั่นคือเสียงของใคร
“ไปกันเถอะครับ ท่านเป็นอิสระแล้ว”
ณ ทางเดินริมชั้นแรก วาลโก้ได้สร้างความโกลาหลเพื่อหลอกล่อและพาโรสเมเรียหลบหนี
“พวกเราจะไปไหนกันคะ ?” เด็กสาวเริ่มต้นเอ่ยถาม ท่าทีและสีหน้าแลดูประหม่า เธอนั้นไม่เคยมายังสถานที่อันกว้างขวางเช่นนี้มาก่อน
วาลโก้หันกลับมาพร้อมรอยยิ้ม “ไปยังที่ที่ท่านอยากไป ไม่ว่าท่านอยากจะไปที่ไหน ผมก็จะพาท่านไปยังที่ที่ท่านปรารถนาครับ”
และแล้ว ทั้งสองได้ข้ามผ่านประตูวังออกมาสู่ภายนอก ปรากฏลานอันกว้างใหญ่ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น ทันใดนั้น แววตาของสาวน้อยจึงเปล่งประกายเพราะความตื่นเต้น เธอแหงนมองขึ้นสู่เบื้องบน ปรากฏเป็นท้องนภาซึ่งทอดยาวออกไปร้อยเรียงด้วยหมื่นพันดวงดาราอันมีดวงจันทราเต็มดวงตั้งตระหง่านอยู่เป็นศูนย์กลาง
เด็กสาวเผยยิ้มออกมา หัวเราะประหนึ่งคนบ้า หมุนวนรอบตัวร้อยแปดสิบองศาและเปล่งเสียงหัวเราะอยู่หลายรอบ
“นี่ช่างเป็นทิวทัศน์ที่งดงามยิ่งนัก”
ทุกสิ่งช่างงดงามและน่าตราตรึงใจในยามนี้ จนวาลโก้ก็มิอาจจะหุบยิ้ม เพียงได้เห็นความฝันของเธอเป็นจริง เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ถึงกระนั้น มนุษย์ทุกคนมิอาจหลีกหนีจากสัจธรรมสองข้อของโลกใบนี้ ว่าแม้ตนจะอยากร้อยเรียงเรื่องราวให้สวยสดงดงามสักเพียงใด ทว่า พระเจ้าจะไม่ยอมให้ใครก็ตามได้รับฉากจบที่ตนต้องการ และที่สำคัญยิ่งกว่า สิ่งที่ไม่คาดฝัน ย่อมเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่มีใครคาดคิดเสมอ และจะไม่มีใครล่วงรู้จนกว่ามันจะเกิดขึ้น ว่าผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นไปตามที่เราปรารถนา หรือจะเป็นหายนะซึ่งจะนำพาตัวเราลงสู่ก้นบึ้งแห่งความมืดมิด
เพียงเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ทั้งโรสเมเรียและวาลโก้กลับถูกจับตัวได้ทั้งคู่
ในยามบ่ายของวันหนึ่งอันสุดแสนธรรมดา นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาจนเติบใหญ่ ท่ามกลางท้องนภาสีครามอันว่างเปล่า ไร้ซึ่งเมฆหมอกใด ๆ คอยปกคลุม เด็กสาวตัวน้อยได้มองเห็นผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ทอดยาวออกไปจนฝ่ามือน้อย ๆ มิอาจเอื้อมถึง เป็นทิวทัศน์ที่เธอนั้นใฝ่ฝันมาทั้งชีวิต มิใช่ภาพเล็ก ๆ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ผ่านบานหน้าต่าง
ถึงกระนั้น แววตาของเธอกลับเจือแววแฝงความเศร้าสร้อย เพราะในวันนี้ คือวันครบกำหนดการประหารของวาลโก้
ก่อนหน้าวันประหารเพียงหนึ่งวัน เด็กสาวโรสเมเรียได้ร้องขอเสด็จพ่อของตนอย่างสุดชีวิต เธอนั้นต้องการบอกลาชายผู้มีพระคุณเพียงคนเดียวด้วยตัวของเธอเอง ชายผู้เปรียบดังพ่อแท้ ๆ ของตน ชายผู้คอยรับฟังและอยู่เคียงข้างตัวเธอมาตั้งแต่เมื่อเนิ่นนาน
เบื้องหน้าลานประหาร ชายผู้นั้นถูกตรึงด้วยโซ่พลางนั่งคุกเข่า เบื้องหลังของเขามีเพชฌฆาตหนึ่งนายกำลังถือดาบเล่มใหญ่ในสองมือ
“เหตุใดเจ้าจึงต้องทำเช่นนี้” องค์จักรพรรดิอวาคินเริ่มกล่าว “เจ้าคือข้ารับใช้เพียงหนึ่งเดียวที่ข้าไว้ใจ ไฉนเจ้าจึงทำเช่นนี้กับข้ากัน ?”
พลันได้ยินคำถาม วาลโก้จึงเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความเงียบงันอันเป็นอนันต์ เสียงของเขาจึงถูกเปล่งขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำพร้อมกับรอยยิ้มซึ่งปราศจากความเสียใจ
“เธอผู้นี้.. ท่านโรสเมเรียไม่ใช่เครื่องมือของพวกท่าน..”
‘เธอเป็นอิสระ’
อวาคินได้แต่เพียงนิ่งเงียบเป็นเป่าสาก ทุกถ้อยคำเข้าทิ่มแทงจิตใจขององค์ราชาผู้โหมงานอย่างเถรตรง พลันเสียงของวาลโก้สิ้นสุดลง การลงทัณฑ์จึงเริ่มต้นขึ้นและพรากชีวิตของชายผู้ปราศจากความเศร้าเสียใจให้สิ้นไป
นับตั้งแต่นั้นมา อวาคินได้ย้อนคิดถึงถ้อยคำของวาลโก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านเสียงร่ำไห้ที่ก้องกังวานยิ่งกว่าครั้งอื่นใดของโรสเมเรีย จนกระทั่งในท้ายที่สุด อวาคินก็ได้ผ่อนปรน ยินยอมมอบอำนาจให้โรสเมเรียสามารถใช้ชีวิตในโลกอันกว้างใหญ่ ทว่ากลับพ่วงมาด้วยข้อแม้หนึ่งอย่าง ไม่ว่าเธอจะเดินทางไป ณ ที่แห่งใด จำต้องมีข้ารับใช้ระดับสูงคอยอยู่ข้างกายตลอดเวลา
คำสั่งของอวาคินยังรวมไปถึงการยกเลิกการหมั้นหมายเป็นการชั่วคราว หากเมื่อใดเมื่อถึงเวลาอันสมควร เมื่อนั้นจึงจะนำเรื่องนี้ขึ้นมานำเสนอในที่ประชุม
เป็นที่แน่นอน บรรดาชนชั้นสูงหลายส่วนย่อมไม่เห็นด้วย ในการหมั้นหมายของโรสเมเรียและชนชั้นสูงจากต่างแดน จะนำพามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและบ้านเมือง ในเชิงยุทธศาสตร์ การกระทำของอวาคินช่างโง่เขลาและเห็นแก่ตัว
ถึงกระนั้น ตัวพระองค์กลับยังคงยืนกรานอย่างสุดใจ
“นี่คือการตัดสินใจของข้า ได้โปรดเถิด จนกว่าจะถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม ได้โปรดให้นาง.. ให้ลูกสาวของข้าได้ใช้ชีวิตอย่างที่นางต้องการด้วยเถิด”
ช่วงเวลายังคงเลื่อนผ่านไป ในช่วงวัยเข้าสู่สิบสี่ปี โรสเมเรียได้เดินทางออกจากวังหลวงเป็นครั้งแรก พร้อมข้างกายมีข้าราชบริวารระดับสูงซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหญิงมากถึงสิบคน
เบื้องหน้าของเธอคือผืนทะเลที่กว้างใหญ่ เหนือศีรษะขึ้นไปคือท้องนภาที่ทอดยาวออกไปกว้างไกลจนสุดลูกหูลูกตา เมื่อลองเงี่ยหูฟังให้ดี เสียงคลื่นแว่วผ่านเข้ามาเป็นระลอกพร้อมสายลมเย็นสบาย
โรสเมเรียได้รับอิสระดั่งที่ต้องการมาตลอด แต่เพราะเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง แววตาของเธอกลับแฝงความโดดเดี่ยวและเศร้าโศกเฉกเช่นเมื่อก่อน
“คุณปลาวาฬ สักวันหนึ่งชั้นจะออกเดินทางอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้..”
‘ชั้นจะออกเดินทางด้วยลำแข้งของชั้นเอง’
ในวันครบรอบวันเกิดสิบหกปีบริบูรณ์ เด็กน้อยผู้ซึ่งยามนี้เติบโตขึ้นเป็นวัยสาวเต็มตัว ได้เร่งฝีเท้ามุ่งตรงเข้าสู่ห้องประชุม พร้อมข้ารับใช้ในช่วงวัยเดียวกันนามว่าเรเชล
ต่อหน้าบรรดาชนชั้นสูงจำนวนมากซึ่งคอยนั่งโต้แย้งถึงนโยบาย ณ บริเวณหัวโต๊ะมีองค์จักรพรรดิอวาคินกำลังนั่งรับฟังอย่างใจเย็น
ทุกเสียงต่างเงียบลงเมื่อองค์หญิงผู้เลอโฉมได้ปรากฏกายต่อหน้าฝูงชน สีหน้าของเธอจริงจังถมึงทึงประหนึ่งกำลังจะกลืนกินใครสักคน
“ท่านพ่อ เพราะท่านเอาแต่ทรงงานหนัก ทำให้ท่านพี่ต้องหนีออกจากบ้าน ท่านแม่ต้องสิ้นชีวิตในสงคราม ทั้งหมดก็เพื่อไอ้พวกชนชั้นสูงที่วัน ๆ ทำได้เพียงกระดิกเท้าสั่งคนอื่น” เด็กสาวเริ่มต้นว่ากล่าว ทำให้บรรยากาศรอบกายเริ่มต้นหมุนวนอีกครั้ง
“ท่านเอาแต่ผลักไสพวกเรา เห็นพวกเราเป็นเพียงเครื่องมือ แล้วคราวนี้ ท่านก็คิดจะมอบชีวิตและร่างกายของข้าให้แก่ชายที่ไม่เคยแม้จะรู้จักกันอีกรึ ?”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมในชั่วขณะเมื่อนางเริ่มกล่าว อวาคินทำได้เพียงรับฟังโดยมิอาจโต้แย้งสิ่งใดออกมา
“คนรักของข้า ข้าจะตัดสินใจเอง ชีวิตของข้า ข้าจะตัดสินใจเอง เพราะฉะนั้น ข้าจะพูดให้ชัด ๆ เป็นครั้งสุดท้าย”
โรสเมเรียสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด ราวกับกำลังจะเปล่งเสียงคำรามออกมา
“พวกข้าไม่ใช่เครื่องมือของพวกท่าน”
ปณิธานและความแน่วแน่เผยผ่านแววตาของหญิงสาว เสมือนดังได้ยลโฉมพระนางโรเซ่ผู้ซึ่งทุกคนต่างยำเกรง ไม่มีผู้ใดหาญกล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา และการประชุมก็จบลงแม้มิได้ข้อสรุปอันใดก็ตาม
ผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ อวาคินได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วยตนเอง บัญชาของเขาแม้จะเป็นปฏิปักษ์ กระนั้นอวาคินกลับไม่สนใจ
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โรสเมเรียจะเป็นอิสระจากราชวงศ์”
นั่นคือคำกล่าวของอวาคิน เมื่อคำตัดสินมีผล เด็กสาวจึงเริ่มต้นออกเดินทางโดยไม่รีรอ ทว่ามิใช่ในนามของโรสเมเรีย อาร์นุลฟ องค์หญิงน้อยผู้สง่างามแห่งราชวงศ์เกล็ดหิมะ หากแต่เป็นในนามของแมรี่ เบ็คเนอร์ ผู้ซึ่งสืบทอดจิตวิญญาณของคุณปลาวาฬมาอย่างเต็มเปี่ยม
เพราะเธอนั้น..
‘มีอิสระ’