ตอนที่ห้าสิบ อาหารของมูมักไพร์ม
เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนสัปปะรดหรือ?หรือว่านี่คือทางที่เราสามารถเพิ่มรายได้หรืออีกคำกล่าวหนึ่งคือลดรายจ่าย
ขอเพียงหาอาหารของพวกมูมักได้ด้วยตนเองไม่ต้องสั่งซื้อมาด้วยราคาตลาดก็จะเรียกว่าประหยัดงบประมาณได้จำนวนมากแล้ว
แถมสามารถผลิตได้มากอย่างไม่ต้องเกรงใจว่าจะทำลายราคาตลาดด้วยหากพวกเราเอามากินกันเองกับพวกมูมัก
มูมักต้องการแอปเปิ้ล สัปปะรดผลไม้ต่างๆที่ทำให้พวกมูมักอารมณ์ดีและพอใช้แรงงานต่างๆพวกนี้ก็จะหิวง่ายและต้องการอาหารมากขึ้นแบบเดียวกับที่พี่กล้ามที่กินมากขึ้นเช่นกัน
ผมปรบมือเรียกพวกเสมียนอีกครั้ง
“ไปหาคนมาสร้างเรือนเพาะชำมากขึ้นเราจะปลูกสัปปะรดในเรือนเพาะชำนั้นกัน” คนที่สามารถปลูกสัปปะรดได้ต้องสามารถซื้อเมล็ดพันธุ์ราคาแพงและต้องปลุกให้ตรงสภาพอากาศฤดูกาล
แต่หากต้องร่ำรวยขึ้นไปอีกจึงจะสามารถสร้างเรือนเพาะชำที่ป้องกันเรื่องงสภาพอากาศและสามารถปลูกพืชทุกชนิดในเรือนเพาะชำได้
ตามความหมายของทุนนิยมที่คนยิ่งมีเงินเท่านั้นถึงจะยิ่งสามารถหาเงินได้มากขึ้น
แน่นอน ผลไม้ที่แพงอย่างสัปปะรดนั้นการที่คนธรรมดาจะปลุกได้คงเรียกว่าจตต้องเฝ้าตลอดเวลาเลยทีเดียวเพราหากปลุกได้แปลงหนึ่งก็เรียกว่าได้เงินนับแสนสามารถซื้อไร่ใหม่ได้อีกหนึ่งไร่เลยทีเดียว
ดังนั้นการปลูกสัปปะรดในเรือนเพาะชำจึงเป็นเส้นทางที่ร่ำรวยมากที่สุด
ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมท่านดยุกไม่ทำก่อนหน้านี้
น่าจะเพรากลัวว่าตนเองทำอาจจะส่งผลกระทบต่อการค้าขายและราคาสัปปะรดที่มาจากแคว้นทางใต้และการค้าขายทะเลล่ะมั้ง?
แต่ต่อให้ไม่ปลูกสัปปะรด ปลูกของอย่างมันเทศหวานที่ให้ผลผลิตตลอดเวลาแม้รายได้จะน้อยกว่า แต่ก็สามารถให้ผลผลิตแม้ในช่วงหน้าหนาวได้
อืม วิธีนี้ดีแฮะสั่งการลงไปให้ปลูกสร้างเรือนเพาะชำมากขึ้นในปราสาทของเราและเมืองข้างเคียงก่อน
จากนั้นค่อยวางแผนว่าแต่ละที่ควรจะปลุกอะไร
หมู่บ้านที่ห่างไกลหน่อยอาจจะให้ปลูกพืชอาหาร อย่างมันหวาน หมู่บ้านที่มีการป้องกันที่ดีอาหารพอแล้วอาจจะให้ปลุกพืชเศรษฐกิจมากกว่า
ขีดจำกัดมีแค่ไม้กับช่างฝีมือในตอนเริ่มสร้างส่วนการดูแลก็ต้องการแรงงาน
คนที่จะได้กำไรมหาศาลคือคนที่มีทุนมหาศาลนี่คือสัจธรรมของทุนนิยม
มันตอบสนองความต้องการทุกอย่างของมนุษย์แม้ในบางเรื่องมนุษย์อาจจะไม่ต้องการก็ตาม
หากไม่ต้องเน้นเงินก็ไม่เน้นพืชเศรษฐกิจ ไปใช้เรือนเพาะชำที่โกงมากๆปลุกพืชที่ให้ผลผลิตตลอดอย่างมันเทศหวานน่าจะดีกว่า
อาหารการกินของแคว้นจะได้มากมายเหลือเฟือเอาไปค้าขายแลกเปลี่ยนได้อีก
ถ้าเหลือจริงๆก็แปรรูปทำอาหารแห้งเป็นเสบียงกองทัพได้
หรือต่อให้ค้าขายผิดพลาดอย่างไร
ดยุกหมูอ้วนเสียอย่างก็กระจายความเสี่ยงไปที่พืชผลชนิดอื่นๆได้
หรือหากของบางชนิดราคาตกเพราะผลิตได้มากไปก็เก็บมาแปรรูปสร้างเสบียงกองทัพ
ผมมอไปทางมูกมักไมเนอร์ที่กำลังทานสัปปะรดที่พี่กล้ามป้อนให้อยู่
มูมักไมเนอร์ไม่ยอมถือค้อนที่จะใช้ตีฝึกซ้อม
“แปร๋น”
ตราบใดที่พี่กล้ามยังไม่ป้อนสัปปะรดให้
“แปร๋น”
เอาอีก เอาอีก
เสียงแปร๋นและการเอางวงไปยกพี่กล้ามเขย่าไปมาจากพื้นแม้จะฟังภาษาสัตว์ไม่ออกอย่างพวกชาแมนก็พอจะเดาออกว่าพี่กล้ามคิดอะไร
ว่าไปแล้วนางเอกอย่างมาเรียก็มีความสามารถสื่อสารจิตใจกับสัตว์ด้วยสินะ
ความสามารถที่พี่กล้ามหรือผมต้องได้มาจากประสบการณ์ในการเลี้ยงสัตว์หรือฝึกจากชาแมนของเผ่า
มาเรียที่ทำท่าหัวเราะปิดปากที่พี่กล้ามโดนงวงจับโยนไปมา
ท่าทางจะฟังมูมักไมเนอร์ออกจริงๆนั่นล่ะ
เลยหัวเราะได้เพราะไม่คิดว่ามูมักไมเนอร์จะทำร้ายอะไรพี่กล้าม
แต่คนอื่นที่มองไม่ออกถึงกับตัวเกร็งจับดาบขึ้นมา
ผมโบกมือไปทางนักดาบหนุ่ม
“ไม่ต้องคิดมากมูมักไมเนอร์แค่หยอกเล่นกับพวกพี่กล้ามน่ะ “
เด็กหนุ่มนักดาบผมพยายามให้ครูฝึกดาบสอนทริกบางอย่างให้กับเขาเช่นการสงบสติขณะต่อสู้
ซึ่งก็แสดงผลจากที่เด็กหนุ่มนักดาบเริ่มคิดก่อนที่จะเข้าไปช่วยพี่กล้ามที่โดนมูมักไมเนอร์เหวี่ยงไปมา
หรืออาจจะเพราะว่าคนธรรมดาไม่มีใครกล้าวัดดวงกับพวกมูมักก็ได้แฮะ
ก็สังเกตอยู่ว่า หนุ่มน้อยนักดาบคงไม่กล้าวัดฝีมือดาบกับสัตว์ที่ตัวหนักกว่าตนเองหลายสิบเท่าแน่ๆ
พวกพี่กล้ามที่ยังหัวเราะอยู่ได้เพราะพวกเขาฝึกมาในสายความทนทานรับอาการบาดเจ็บของร่างกาย
ทำให้ไม่กลัวการโดนโยนขึ้นที่สูงแต่ประการใด
และไม่ต้องห่วงเรื่องการบาดเจ็บระหว่างการฝึก
ถึงคนที่มีสติดีดีจะคิดว่ามันไม่ควรจะเสี่ยงอันตรายตั้งแต่แรกในการฝึกอยู่แล้วก็ตาม