จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 24 แดนสุสานอสูร

            แม้ว่าแคว้นอู่จะเป็นแคว้นบริวารแต่ก็มีสำนักอื่นๆ อยู่ในอาณาเขตของตนแต่สำนักเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของแคว้นอู่ หากพูดตรงๆชื่อของแคว้นอู่นับว่าเป็นประเทศหนึ่ง แต่ความจริงแล้วก็เหมือนถูกแบ่งดินแดนออกเช่นกันโดยปกติแล้ว สำนักใหญ่เหล่านั้นจะไม่สนใจและไม่แทรกแซงกิจการของแคว้นอู่แต่หากมีแหล่งแร่ศิลาวิญญาณปรากฏขึ้นในแคว้นอู่ หรือมีอาวุธวิเศษกำเนิดขึ้นเช่นนั้นแล้ว สำนักใหญ่เหล่านี้จะลงมือทันที โดยไม่สนใจว่ามีสิทธิ์จะนำไปหรือไม่และมักจะกล่าวอย่างสวยหรู ว่านี่เป็นอาณาเขตของกลุ่มอำนาจในสำนักใหญ่และเป็นสมบัติวัตถุของสำนักใหญ่

            ห่างออกไปห้าร้อยลี้ทางตอนเหนือของเมืองหลักเทียนอู่มีแดนต้องห้ามเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่าสุสานอสูร ซึ่งมีสำนักอื่นๆได้ค้นพบซากศพของอสูรร้ายตัวหนึ่งในบริเวณนั้น และไม่รู้ว่าเรื่องนี้เกิดรั่วไหลไปได้อย่างไรจนสำนักใหญ่ต่างรับรู้ และต่างส่งผู้แข็งแกร่งของตนเองลงไป “ชิง”ซากศพของอสูรร้ายกลับไป

            ในขณะนี้ ฉินอวี่กำลังยืนอยู่บริเวณรอบนอกของพื้นที่สุสานอสูรมองดูเทือกเขาที่ไม่มีที่สิ้นสุดตรงเบื้องหน้าสีหน้าแสดงออกถึงความคาดหวังที่คลุมเครือ เหตุผลที่เขาเลือกสถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นเพราะเขาเคยได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับสุสานอสูรจากตำราเล่มหนึ่ง

            ตามบันทึกศพของอสูรร้ายในสุสานเดรัจฉานนี้เป็นอสูรร้ายระดับขั้นเขตแดนเต๋าตัวหนึ่งอย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นระดับเขตแดนเต๋าที่อยู่ในแดนเซียนอู่ในอดีตแต่ระดับเขตแดนเต๋าก็เท่ากับการดำรงอยู่ของผู้แข็งแกร่งที่ทรงพลังเป็นที่หนึ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึงแดนซิงเฉินในตอนนี้เลย

            ไม่ว่าจะเป็นแดนเซียนอู่ในอดีต หรือจะเป็นแดนซิงเฉินในปัจจุบันระดับการฝึกฝนจะถูกแบ่งออกเป็นสองระดับขั้นใหญ่ๆ ได้แก่ระดับขั้นเขตแดนวิญญาณและระดับขั้นเขตแดนเต๋า และเขตแดนวิญญาณจัดแบ่งออกได้เป็นขั้นยุทธ์เก้าระดับ ขั้นปราณเสถียร ขั้นเทียนชุ่ยสามชั้น ขั้นกุมารทิพย์ขั้นเทพสวรรค์ ขั้นกายจุติ ขั้นทลายวิถี!ส่วนระดับขั้นเขตแดนเต๋านั้นถูกยกให้อยู่เหนือกว่าระดับขั้นเขตแดนวิญญาณ!

            ฉินอวี่มาที่นี่ก็เพื่อดูว่าเลือดของอสูรร้ายระดับขั้นเขตแดนเต๋ายังคงอยู่ในสุสานอสูรหรือไม่แม้ว่าโอกาสจะน้อยนิด แต่ฉินอวี่ก็อยากจะลองเสี่ยงโชคดูสักครั้ง หากเขาได้รับมันมามันจะช่วยให้พลังปราณของเขาเพิ่มขึ้นหลายเท่า เมื่อถึงเวลานั้นพลังของวิชาปีศาจคลั่งปริวรรตที่หนึ่งที่เรียกออกมาก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!

            นอกจากนี้ ที่แห่งนี้ยังมีอสูรร้ายอยู่จำนวนไม่น้อยฉินอวี่ต้องการทะลุผ่านการเคี่ยวกรำของอสูรร้ายเพื่อสร้างความเสถียรให้กับระดับขั้นและเขตแดนพลังของตนเองเพื่อยกระดับการฝึกฝนของตนเอง

            “ไม่รู้ว่าอสูรร้ายที่ไม่รู้จักตายตัวไหนกันแน่ที่อยู่ที่นี่หากเป็นอสูรร้ายชนิดที่มีพละกำลังของปราณที่แข็งแกร่งก็ดีเลยสิ”ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง พลางก้าวไปข้างหน้า และเข้าไปในสถานที่ที่แดนสุสานอสูร

            เนื่องจากแดนสุสานอสูรแห่งนี้เป็นที่เลื่องชื่ออย่างยิ่งในแคว้นอู่มันจึงกลายเป็นสถานที่ฝึกฝนของเหล่าศิษย์สำนักจำนวนมากที่อยู่ในอาณาเขตแคว้นอู่และบริเวณโดยรอบของสุสานอสูรแห่งนี้ฉินอวี่ก็ได้พบกับผู้ฝึกตนในขั้นยุทธ์อยู่เป็นจำนวนมาก

            ในบริเวณโดยรอบนี้ อสูรร้ายต่างถูกกำจัดจนสิ้นซากไปเกือบหมดแล้ว แต่ฉินอวี่ก็ไม่ประมาท พื้นฐานระดับการฝึกฝนของเขายังไม่สูงนักหากผลีผลามเดินเข้าไปและเกิดการเผชิญหน้ากับอสูรร้ายระดับสอง คงจะยากมากที่จะล่าถอยออกมาก

            แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับฉินอวี่คือ เขาแทบไม่พบเจออสูรร้ายอยู่ในบริเวณรอบสุสานอสูรแห่งนี้เลย

            ในวันแรก เขาพบเจอเพียงผู้คน แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของอสูรร้าย

            ในวันที่สาม ฉินอวี่ก็ยังไม่เห็นแม้เส้นขนของอสูรร้ายแต่รู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนของพื้นที่บริเวณนั้นอย่างคลุมเครือต้นไม้ใหญ่บริเวณโดยรอบต่างสั่นไหวอย่างต่อเนื่องจนใบไม้ร่วงหล่นจากต้น

            เกิดอะไรขึ้น?

            หรืออสูรร้ายที่อยู่โดยรอบสุสานอสูรถูกกำจัดไปหมดสิ้นแล้ว? เมื่อประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้บรรดาผู้ฝึกตนคนอื่นๆต่างเกิดความสงสัยเช่นเดียวกับฉินอวี่พวกเขาต่างงุนงงกับเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดนี้จนทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน

            ไม่สิ!

            เมื่อมองไปรอบๆฉินอวี่ก็จ้องไปบนพื้นที่เต็มไปด้วยรอยเท้าที่ยุ่งเหยิงจากนั้นมองดูต้นไม้ใบหญ้าที่ถูกขีดข่วน ฉินอวี่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

            กระแสอสูรหรือ?

            และแล้ว เมื่อมองดูจากรอยเท้า ยังพบว่าเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน? หรือที่นี่จะเกิดกระแสอสูรขึ้น?

            ก็ไม่น่าจะถูกต้อง โดยทั่วไปแล้วกระแสอสูรจะต้องเกิดขึ้นจากส่วนลึกออกมาบริเวณรอบนอกและจากนั้นก็จะแผ่ออกไปทั่วสารทิศฉินอวี่ยังไม่เคยได้ยินว่ามีกระแสอสูรที่เกิดจากรอบนอกเข้าสู่ส่วนลึกภายในเป็นเพราะยิ่งลึกเข้าไปเท่าไร อสูรร้ายที่อาศัยในนั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้นหากมีอสูรร้ายระดับต่ำวิ่งจากภายนอกเข้าสู่ส่วนลึกด้านในเช่นนี้ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือ?

            ด้วยความสงสัย ฉินอวี่จึงก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบด้านอย่างต่อเนื่องเพื่อวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            ในวันที่ห้า ฉินอวี่ได้ยินเสียงร้องคำรามอันรุนแรงของอสูรร้ายจากส่วนลึกของแดนสุสานอสูรเสียงนี้สร้างคลื่นเสียงที่ทำให้เกิดเสียงสะเทือนไปทั้งฟ้าดิน

            “เสียงเพียงเสียงเดียวสามารถสั่นสะเทือนฟ้าดินได้เช่นนี้อย่างน้อยจะต้องเป็นอสูรร้ายระดับสอง!”ฉินอวี่กล่าวในใจ

            ไม่ว่าจะในดินแดนเซียนอู่หรือจะเป็นดินแดนซิงเฉินในปัจจุบันอสูรถูกแบ่งออกได้สองประเภทคือสามารถใช้พลังของฟ้าดินได้หรือมีพลังบางอย่างในตัวเองซึ่งจะถูกเรียกว่าอสูรวิญญาณตัวอย่างเช่น อสูรที่สามารถพ่นไฟได้ พ่นน้ำแข็งได้ หรือพ่นพิษได้โดยทั่วไปแล้วจะเรียกพวกมันว่าอสูรวิญญาณ

            ในทางกลับกัน อสูรที่ไม่มีพลังของฟ้าดินถูกเรียกว่าอสูรร้ายแต่ความเร็วและพลังของพวกมันทรงพลังเป็นพิเศษและมีความรุนแรงอย่างยิ่งเมื่อถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องอสูรจำพวกนี้จึงถูกเรียกว่าอสูรร้าย และยังมีอีกประเภทหนึ่งที่พบได้ไม่มากนัก ลักษณะทั่วไปของพวกมันมีขนาดใหญ่มหึมาพลังของพวกมันมีความน่ากลัวยิ่งนัก มีความเร็วที่ค่อนข้างช้ามีบางส่วนที่ค่อนข้างรวดเร็ว แต่อสูรชนิดนี้ขอเพียงไม่ได้รับการกระตุ้นพวกมันก็มักจะไม่โจมตี แต่หากถูกกระตุ้นพวกมันเรียกได้ว่าเป็นเหมือนฝันร้ายของผู้ฝึกตน อสูรร้ายชนิดนี้ถูกเรียกว่าอสูรอำมหิต

            ไม่ว่าจะเป็นอสูรวิญญาณ อสูรร้าย หรืออสูรอำมหิต ต่างแบ่งย่อยออกเป็นประเภทละเจ็ดระดับสอดคล้องกับผู้ฝึกตนทั้งเจ็ดอาณาเขต

            เมื่อแน่ใจว่าตรงเบื้องหน้าคืออสูรร้ายระดับสองฉินอวี่จึงยิ่งระวังตัวมากขึ้น และเดินหน้าต่อไป

            ในวันที่แปด อสูรร้ายอยู่ในป่าลึกห่างออกไปสองร้อยลี้

            ฉินอวี่ประหลาดใจมากที่เห็นกลุ่มของผู้ฝึกตนรวมตัวกันอยู่ในระยะไกลความตกใจและเสียงกรีดร้องก็ดังมาจากด้านหน้า ฉินอวี่จึงก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆด้วยความสงสัย

            ประมาณหนึ่งชั่วยามต่อมา เมื่อฉินอวี่อยู่ห่างจากกลุ่มผู้ฝึกตนไม่ถึงร้อยจ้างก็เกิดเสียงดังก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้า “ไปให้พ้น ออกไป มองอะไรกัน? ใครยังมัวแต่มุงอยู่ ข้าจะฆ่าให้หมด”

            ทันใดนั้นผู้ฝึกตนที่อยู่ตรงหน้าก็แตกกระจายเหมือนผึ้งแตกรังวิ่งออกไปทุกทิศทุกทาง ดูเหมือนว่าจะเกรงกลัวคนที่ส่งเสียงตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวคนนั้นอย่างยิ่ง

            ฝีเท้าของฉินอวี่หยุดชะงักเล็กน้อย เขาจ้องไปทางด้านหน้าพยายามจะมองว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้นไม้ใหญ่บดบังไว้ ฉินอวี่จึงมองได้ไม่ชัด เขาไม่ได้เดินต่อไปไม่จำเป็นต้องรบกวนใครเพราะความอยากรู้

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังหันกลับ เขากลับได้ยินเสียงที่ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง“เฮ้ หลี่เทียนจีเจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่ามีคนจะมาร่วมเป็นสหายกับพวกเรา? ทำไมยังไม่มาอีกล่ะ? สรุปว่าคำทำนายของเจ้าแม่นจริงหรือไม่?”

            “ฮ่าๆ!” ฉินอวี่หัวเราะเบาๆ คนผู้นี้น่าสนใจยิ่งนักแม่นหรือไม่แม่น? ทั้งสองคนรอคอยอยู่ตรงนี้เป็นเวลานานแล้วอีกทั้งกำลังรอคอยคนที่ไม่เคยรู้จัก... อีกทั้งยังเป็นเรื่องจากการพยากรณ์อีกเรื่องนี้จึงเป็นที่ขำขันของผู้คนในทันที

            แม้ว่าฉินอวี่ในอดีตจะไม่ได้มีประสบการณ์มากมาย แต่เขาก็อ่านตำราโบราณมากพอๆกับขนวัว แม้ว่าจะมีคนแปลกพิสดารมากมายในโลกใบนี้แต่ก็มีจำนวนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ฉินอวี่ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆว่าในสถานที่ต้องห้ามเล็กๆ แห่งนี้ในแคว้นอู่จะมีคนที่มีความสามารถเช่นนี้อยู่ด้วยหากคนมีความสามารถเช่นนี้จะมุ่งหน้ามาฝึกตนถึงในนี้? ก็คิดว่าคงจะถูกผู้มีอำนาจต่างๆ จับตัวไปนานแล้ว

            “ใครกัน? ใครหัวเราะอยู่ตรงนั้น!!” เสียงตะโกนดังรุนแรงขึ้น ฉินอวี่รู้สึกถึงพื้นดินที่สั่นสะเทือนเล็กน้อยและได้ยินเสียงคำรามดังสนั่นอย่างคลุมเครือ เขาหันศีรษะไปอย่างรวดเร็วแต่กลับเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ไม่สามารถบรรยายได้ รีบวิ่งออกจากต้นไม้ใหญ่

            “เจ้าหัวเราะอะไร!" ชายหนุ่มที่ตัวใหญ่โตดั่งเขาเล็กๆได้พุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าของฉินอวี่ ใบหน้าที่ดุร้ายนั้นเต็มไปด้วยความบึ้งตึงดวงตาคู่นั้นที่ใหญ่โตเหมือนระฆังจ้องตรงไปทางฉินอวี่

            ฉินอวี่สูดอากาศที่เย็นเยือกเข้าไปทันทีชายหนุ่มคนนี้มีความสูงมากกว่าเจ็ดฉื่อ ร่างกายกำยำล่ำสันร่างกายที่แข็งแกร่งถูกห่อหุ้มด้วยหนังสัตว์ แขนทั้งสองของเขาหนาเท่ากับลำต้นไม้มีเส้นลมปราณปรากฏอยู่บนแขนราวกับมังกรชิวหลง ไหล่สูงสง่าเหมือนภูเขาลูกใหญ่สองลูกที่ดูเหมือนมีพละกำลังที่มหาศาลใบหน้าหยาบกร้าน ใบหน้าดูมีมิติที่ซับซ้อนเมื่อมองแล้วเหมือนเป็นคนชั่วร้ายคนหนึ่ง

            เมื่อได้ยินเสียงของกล้ามเนื้อที่ขยับไปมาในร่างกายที่แข็งแรงของชายหนุ่มคนนี้ฉินอวี่ก็ตกใจทันที ด้วยระดับการฝึกฝนของเขาในปัจจุบัน เขาไม่แน่ใจจริงๆว่าจะเอาชนะคนที่แข็งแกร่งเหมือนหมีคนนี้ได้

            เมื่อรู้สึกถึงความเป็นปรปักษ์จากชายหนุ่มคนนี้จิตใจของฉินอวี่ก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว และเขาแอบเสียใจ เขาไม่ควรหัวเราะออกมาก่อนหน้านี้

            “ข้าถามว่าเจ้ากำลังหัวเราะอยู่หรือ? หัวเราะอะไร?” ชายหนุ่มร่างกำยำพูดอย่างบ้าคลั่งเหมือนภูเขาไฟกำลังปะทุ ด้วยอารมณ์ที่เร่าร้อนเต็มกำลัง!

            ฉินอวี่มองไปทางชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจและพูดว่า “ข้า...”เสียงพูดหยุดกะทันหัน เมื่อฉินอวี่จ้องไปที่จี้กระดูกซึ่งห้อยอยู่ที่คอของชายหนุ่มฉินอวี่จึงได้สำรวจดูชายหนุ่มคนนี้อีกครั้งและกล่าวอย่างแปลกใจ “เจ้า... มาจากตระกูลขวงสยงใช่หรือไม่”

            ใบหน้าที่หยาบกร้านของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความดุร้ายและไม่เป็นมิตรเริ่มงุนงงดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ฉินอวี่ และพูดด้วยความเหลือเชื่อ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

            ฉินอวี่ยิ่งตกใจมากขึ้น จู่ๆ ก็มีคนของตระกูลขวงสยงปรากฏตัวขึ้นในดินแดนต้องห้ามเล็กๆแห่งนี้?

            เหตุผลที่ทำให้รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนของตระกูลขวงสยงนั้นเป็นเพราะจี้ที่เขาสวมไว้บนคอบนจี้กระดูกแกะสลักเป็นรูปหมีศึกที่เหมือนจริงตัวหนึ่งบนร่างกายของหมีศึกนั้นเต็มไปด้วยบาดแผล ราวกับเคยผ่านศึกสงครามมานับร้อยครั้งและเครื่องหมายนี้ เป็นสิ่งที่ฉินอวี่เคยพบเห็นมาก่อนในอดีต!

            เมื่อนึกถึงบันทึกในตำราโบราณ ฉินอวี่รู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง

            ในสมัยโบราณ ตระกูลขวงสยงเริ่มมีชื่อเสียงมากในแดนเซียนอู่มีข่าวลือว่าคนของตระกูลขวงสยงที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะมีพละกำลังเทียบได้กับผู้แข็งแกร่งในระดับเขตแดนเต๋าอีกทั้งยังมีความกล้าหาญและเชี่ยวชาญการต่อสู้พวกเขาเกิดมาพร้อมความเป็นผู้แข็งแกร่ง และการเป็นเทพแห่งสงคราม

            แม้ว่าตระกูลขวงสยงจะไม่มีใครเทียบได้แต่น่าจะมีการกำเนิดลูกหลานจำนวนน้อยมาก ในช่วงเวลาที่รุ่งเรืองสูงสุดของตระกูลขวงสยงนั้นก็ยังมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคนยิ่งไปกว่านั้น อายุของตระกูลขวงสยงนั้นก็แตกต่างจากคนทั่วไปซึ่งเรื่องนี้ฉินอวี่เองก็ไม่แน่ใจมากนัก

            กล่าวคือ คนในตระกูลขวงสยงที่อยู่ตรงหน้ายังไม่บรรลุวัยเป็นผู้ใหญ่เมื่อนึกถึงคำพูดในตำราโบราณ กล้ามเนื้อบนใบหน้าของฉินอวี่ก็แข็งทื่อก่อนที่ตระกูลขวงสยงจะถือกำเนิดขึ้น สติปัญญาของเขาจะไม่มีอารยธรรมอย่างสมบูรณ์และจะมีความหงุดหงิดและฉุนเฉียว!

            “ฮ่าๆ หลี่เทียนจีเจ้ารีบมาดูนี่สิ เจ้าบอกว่านอกจากเจ้าแล้วไม่มีใครรู้จักตระกูลขวงสยงมิใช่หรือฮ่าๆ... ตอนนี้มีแล้วไงล่ะ ใช่แล้ว พี่ใหญ่ ท่านมีนามว่าอะไร? ข้าชื่อสยงท่าเทียน!”ชายหนุ่มพูดขึ้นเสียงดังด้วยความดีใจ ราวกับว่าได้พบกับผู้มีวิจารณญาณอันดีเยี่ยม

            พี่ใหญ่หรือ?

            สีหน้าของฉินอวี่ก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที