คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 82 แกะที่อยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า

            

            เสียงของซูฉางอันดังก้องอยู่ภายในตำหนักที่เงียบสงัด

            องค์จักรพรรดิไม่ได้ตรัสอะไรเพียงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบื้องหน้าเป็นจังหวะเบาๆ พลางมองมายังซูฉางอันด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความกลั่นแกล้ง

            ซูฉางอันมีเหงื่อออกมากยิ่งกว่าเดิมเขาพยายามเลี่ยงสายตาขององค์จักรพรรดิโดยสัญชาตญาณแต่เพียงไม่นานก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าการกระทำของตนไม่ถูกต้อง เหตุนี้จึงกลั้นใจหันกลับมาสบตากับองค์มหาจักรพรรดิในที่สุด

            บรรยากาศภายในตำหนักไท่เหอน่าอึดอัดจนเขาแทบจะทนไม่ไหวแล้ว

            “ดี!” เป็นเวลานานกว่าองค์จักรพรรดิจะตะโกนออกมาแล้วยกแก้วสุราในมือขึ้นอีกครั้ง

            “แด่ยอดนักดาบมั่วทิงอวี่!” เขากล่าวเช่นนั้นแล้วยกแก้วในมือขึ้นมากระดกจนหมด

            “แด่มั่วทิงอวี่!” ขุนนางทั้งหลายตะโกนตามหลัง

            “อืม มั่วทิงอวี่เลือกทายาทให้สำนักเทียนหลานได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ!” องค์จักรพรรดิพูดเป็นนัยจากนั้นก็ปรายตามองมาที่ซูฉางอันอีกครั้ง จากนั้นจึงเบี่ยงสายตาไปยังตู้หงฉางที่คุกเข่าตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ

            “เจ้าเป็นบุตรของตู้เหว่ย เทพนักรบแห่งแผ่นดินงั้นรึ? ” องค์จักรพรรดิถามออกมา

            อาจเป็นเพราะความหวาดกลัวที่มีต่อองค์จักรพรรดิซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่อาจควบคุมทำให้ตู้หงฉางสะดุ้งเฮือกขึ้นมาอย่างฉับพลัน จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นรอบดวงตาของเขาแดงและบวมไปหมด ดูราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มา

            “ข้าน้อยเองพ่ะย่ะค่ะ” เขาพูดเช่นนั้น น้ำเสียงฟังดูเศร้าซึมดูท่าคงยังทำใจกับการจากไปของบิดาไม่ได้เช่นนั้นเอง

            “ตู้เหว่ย...” น้ำเสียงขององค์จักรพรรดิเศร้าซึมลงเช่นกัน“เขาติดตามข้ามาสามสิบกว่าปี ข้าเห็นว่าเขาทำสงครามที่ดินแดนตะวันตกมานานสร้างผลงานไว้มาก และเหน็ดเหนื่อยมามากเช่นกันเดิมทีที่ข้าเรียกตัวเขากลับเมืองหลวงเพราะต้องการให้เขาได้อยู่อย่างสุขสบายแต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะไปเจอโจรโฉด และสิ้นชีพลงที่เมืองหลานหลิงเช่นนี้นี่เป็นความผิดของข้าแท้ๆ ” องค์จักรพรรดิพูดไปพลางยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดบังใบหน้าด้วยท่าทางเศร้าโศกราวจะหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไรอย่างนั้น

            “ฝ่าบาท โปรดอย่าได้ทุกข์โศกไปเลยพ่ะย่ะค่ะการได้ตายในสงครามเพื่อแผ่นดินต้าเว่ย เป็นความตั้งใจสูงสุดของท่านพ่อ หากลองคิดดูแล้วบัดนี้ ท่านคงได้สมปรารถนา ตายตาหลับแล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ” ตู้หงฉางรีบก้มกราบลงบนพื้นดินน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยฟังดูจริงจัง ไม่เหมือนกำลังพูดโกหก ทว่าดวงตาบนใบหน้าที่ก้มต่ำกลับทอประกายรังสีอำมหิตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            หากเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตู้หงฉางเป็นคุณชายจอมเสเพลเอาแต่เถลไถลไปวันๆและพึ่งอำนาจจากทางบ้าน รวมไปถึงพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดรังแกดูถูกคนอื่นไปวันๆเช่นนั้นตอนนี้ ตู้หงฉางตรงหน้าก็เป็นคนใหม่ที่สลัดนิสัยเหล่านั้นทิ้งไปจนหมดแล้ว

            เขาเริ่มเก็บความคิดและความรู้สึกเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจไม่แสดงออกมาทางสีหน้าเหมือนแต่ก่อน เริ่มรู้จักการพูดตามกาลเทศะพูดในสิ่งที่สมควรกับผู้ที่สมควร และเรียนรู้ที่จะก้มหัวที่เคยเชิดสูงลงเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังตู้เหว่ยจากไปทำให้เขาได้เข้าใจว่า หากบุตรแห่งเทพนักรบที่สูญเสียบิดาไปเช่นเขาอยากใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฉางอันที่เต็มไปด้วยเสือร้ายและจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ต่อไปเขาก็จำต้องพยายามทำให้ตัวเองแข็งแกร่งมากขึ้นแข็งแกร่งจนกลายเป็นหนึ่งในเสือร้ายภายในเมืองให้ได้ ทว่าก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้นเขาต้องเรียนรู้ที่จะอ่อนโยนราวกับแกะตัวน้อยต้องเป็นแกะที่ไม่มีพิษมีภัยกับใครให้ได้เสียก่อน เขาเข้าใจกฎข้อนี้ดีแต่ซูฉางอันกลับไม่...

            องค์จักรพรรดิพอใจกับการกระทำของเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นอย่างมากแม้สิ่งที่เขาทำจะยังดีไม่พอ แม้ดวงตาคู่นั้นยังมีรังสีอำมหิตที่ไม่ควรจะมีแฝงอยู่แต่อย่างน้อยเขาก็มีคุณสมบัติที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฉางอันต่อไปได้แล้ว

            “พวกเจ้าทั้งสองคน คนหนึ่งเป็นศิษย์ของมั่วทิงอวี่อีกคนเป็นบุตรของเทพนักรบแห่งแผ่นดินถือเป็นทายาทของบุคคลที่จงรักภักดีต่อชาติด้วยกันทั้งคู่ นอกจากนี้พวกเจ้ายังหนุ่มยังแน่น มีพลังแข็งแกร่งไม่ธรรมดาทั้งยังสร้างผลงานใหญ่ที่เมืองหลานหลิง ข้ารู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก”

            “พวกเจ้าสองคนจะได้รับการแต่งตั้งจากข้า!” องค์จักรพรรดิตรัสเช่นนั้น

            “ตู้หงฉาง นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นปั๋วเจว๋[1]มีฉายาว่าหลิงเลี่ยป๋อ และให้ทายาทสืบตำแหน่งนี้ต่อไปได้อีกสามรุ่นให้ที่ดินสามร้อยหมู่[2] และทองคำอีกพันตำลึง!”

            “ซูฉางอัน นับแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นปั๋วเจว๋ มีฉายาว่าพลดาบโลหิต และให้ทายาทสืบทอดตำแหน่งนี้ต่อไปได้อีกสามรุ่นให้ที่ดินสามร้อยหมู่ และทองคำอีกพันตำลึง!”

            ทันทีที่สิ้นเสียง นอกจากรู้สึกเกินคาดเล็กน้อยซูฉางอันก็ไม่รู้สึกใดๆ อีก เขาไม่สนใจเรื่องตำแหน่งและชนชั้นมาแต่ไหนแต่ไร เพราะเขามองว่าของเช่นนี้เป็นเพียงสิ่งที่จับต้องไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ไร้ความหมายเท่านั้น ซึ่งนอกจากเอามาข่มจี้เต้าตอนทะเลาะกันตำแหน่งเหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์อื่นอีก

            ทว่าตู้หงฉางเห็นต่างออกไป บิดาของเขาเป็นเทพนักรบ แต่เขาไม่ใช่เมื่อบิดาจากไป หากจะพูดให้น่าฟังขึ้นมาหน่อยเขาคือทายาทของขุนนางผู้ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน แต่หากพูดแบบไม่น่าฟังเขาในตอนนี้ก็ไม่ต่างไปจากสามัญชนธรรมดา ทั้งยิ่งไปกว่านั้นสามัญชนธรรมดาเช่นเขายังมีคนจ้องจะเล่นงาน กล่าวคือมีขุนนางที่เคยผิดใจกับบิดาตามซ้ำอยู่ด้วยแค่คิดก็รู้แล้วว่าอนาคตเขาจะเป็นเช่นไร และแม้ตำแหน่งปั๋วเจว๋จะไม่ใช่ตำแหน่งที่สูงส่งหรือมีอำนาจใหญ่โตอะไรแต่อย่างน้อยก็ถือเป็นการแสดงเจตจำนงขององค์จักรพรรดิ เจตจำนงที่อยากจะปกป้องเขา

            และตำแหน่งที่ได้รับในตอนนี้ แม้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของเขาให้ดีขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบแต่มันก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการใช้ชีวิตต่อไปในเมืองฉางอันของเขาตู้ฉางหงประกายความดีอกดีใจขึ้นทางสีหน้าแต่เพียงไม่นานเขาก็ข่มความรู้สึกเหล่านั้นลงไปอีกครั้ง หลังจากนั้นเขากับซูฉางอันก็ก้มกราบลงบนพื้น “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”

            “อืม ออกไปเถอะ ต่อไปก็พยายามฝึกฝนเข้าละจะได้มาช่วยพัฒนาแผ่นดินต้าเว่ยได้ในเร็ววัน!” องค์จักรพรรดิพยักหน้าพลางกล่าวเช่นนั้น

            ทั้งสองพยักหน้ารับ จากนั้นก็ถอยกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง

            เพียงไม่นาน ขันทีคนหนึ่งเดินเร็วๆมาจากตำหนักชั้นนอกขณะก้มหน้าลงต่ำ จากนั้นก็คุกเข่าลงในจุดที่อยู่ห่างจากองค์จักรพรรดิราวสิบฟุตแล้วกล่าวขึ้น “ทูลฝ่าบาท แม่ทัพเป่ยทงเสวียนแห่งซีเหลียงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!”

            ตำหนักชั้นในเริ่มมีเสียงซุบซิบดังขึ้นคนบางพวกเริ่มพากันกระซิบกระซาบ วิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว

            เป่ยทงเสวียน

            เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน คนมากมายในที่แห่งนี้ต่างไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเพราะแม้ว่าเขามีผลงานทางสงครามที่ซีเหลียงอยู่มาก แต่อย่างไรเสีย เขายังเป็นเพียงคนด้อยอำนาจที่คำพูดไร้น้ำหนักผู้หนึ่งเท่านั้นทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กลับทำให้ขุนนางทั้งหลายตระหนักได้ว่าบางที ในอนาคตอันใกล้ที่กำลังจะมาถึงชายผู้นี้อาจกลายเป็นมหาอำนาจที่ควบคุมดินแดนในซีเหลียงเอาไว้ก็ได้

            วินาทีที่ได้ยินชื่อนั้น ร่างของหรูเยี่ยนก็สั่นสะท้านขึ้นเช่นกัน นางเงยหน้าขึ้นทอดมองออกไปนอกตำหนักด้วยหัวใจที่กระสับกระส่าย

            นางรู้ดีว่าในที่สุด เกมพนันที่มีทั้งชีวิตของนางเป็นเดิมพัน ใกล้พบกับบทสรุปแล้ว

            องค์จักรพรรดิประกายรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย แล้วจึงตรัสขึ้นดังนี้ “รีบเชิญเขาเข้ามาเร็ว!”

            “พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่คุกเข่าอยู่บนพื้นดินขานรับจากนั้นจึงลุกขึ้นยืน แล้วตะโกนออกไปด้านนอก“เชิญแม่ทัพเป่ยทงเสวียนจากซีเหลียงเข้าเฝ้าฝ่าบาท!”

            ตึกตักๆ!

            เสียงบูตหนังกระทบกับพื้นดังขึ้นในเวลาต่อมา ดึงดูดความสนใจของผู้คนภายในตำหนักหันไปมองตามเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง

            ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่งในชุดเกราะสีดำก้าวเข้ามาภายในตำหนักอย่างเชื่องช้า

            เส้นผมสลวยถูกมัดรวบสูงเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งถูกปักด้วยปิ่นหยกแท่งหนึ่งเขามีรูปโฉมสง่างาม แลดูหล่อเหลาเหลือเกิน ดวงตาแฝงไปด้วยแววความอ่อนโยนและอบอุ่นริมฝีปากเป็นสีแดงระเรื่อราวเจ้าของเพิ่งดื่มเลือดสดมาก็ไม่ปาน เมื่อร่างนั้นเดินผ่านไปที่ใดกลิ่นคาวเลือดพลันลอยกระจายไปด้วยเสมอ

            เขาเดินตรงเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าองค์จักรพรรดิโดยไม่เหลียวมองไปทางอื่นเลยแม้แต่ครู่เดียว จากนั้น บุรุษร่างสูงคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นก้มหน้าลงต่ำ พลางกล่าวขึ้น “กระหม่อมมาสาย ขอฝ่าบาทได้โปรดลงโทษด้วย!”

            “ฮ่าๆ!” ใบหน้าขององค์จักรพรรดิหาได้มีประกายแววขุ่นเคืองออกมาเลยแม้แต่น้อยเขาระเบิดเสียงหัวเราะขึ้น ก่อนจะตอบกลับมา “ระหว่างเดินทางกลับ ท่านแม่ทัพยังไม่วายช่วยกำจัดกลุ่มโจรของแผ่นดินนับเป็นการสร้างผลงานครั้งใหญ่ แล้วท่านจะมีโทษได้อย่างไรกัน รีบลุกขึ้นเถิด”

            “น้อมรับบัญชา” เป่ยทงเสวียนบอกเช่นนั้นแล้วลุกยืนอีกครั้งเขายืนตรงตระหง่าน ยืนนิ่งไม่ไหวติง ราวเป็นรูปปั้นก็ไม่ปาน

            “ท่านแม่ทัพ เมื่อหลายวันก่อนข้าได้รับรายงานมาว่าท่านนำขบวนทหารม้าห้าร้อยนายเข้าลอบโจมตีทัพหลังของแม่ทัพฮูเหยียนโจ่ซึ่งเป็นยอดแม่ทัพแห่งเผ่าหมาน จนแก้วิกฤตในเมืองหลายหยุนลงได้ เป็นจริงหรือไม่?” องค์จักรพรรดิรินเหล้าจนเต็มแก้ว แล้วมองไปยังเป่ยทงเสวียน

            “เป็นจริงเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เป่ยทงเสวียนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะกำลังกล่าว เขาเพียงยืนตัวตรงแล้วมองตรงไปข้างหน้าด้วยท่าทางนิ่งเรียบไม่ได้มีท่าทีผยองหรือโอ้อวดผลงานเลยสักนิด

            “ดีมาก!” ทว่าองค์จักรพรรดิกลับแลดูชอบใจเหลือเกินเขาตบโต๊ะตรงหน้าอย่างแรง พลางกล่าวขึ้น “เป็นวีรบุรุษตั้งแต่อายุยังน้อย! แม่ทัพเป่ยน่าจะยังมีอายุไม่เกินสามสิบปีเท่านั้นแต่กลับกล้าหาญชาญชัย สมควรได้รับรางวัล”

            ที่ผ่านมา มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่องค์จักรพรรดิกล่าวชื่นชมเช่นนี้หรือจะพูดอีกทีก็คือ มหาจักรพรรดิแทบจะไม่เคยกล่าวชมใครขนาดนี้มาก่อนเลย ตามจริงนี่ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ทว่าไม่อาจทำให้สีหน้าของเป่ยทงเสวียนเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อยเขาเพียงพยักหน้าน้อยๆ ด้วยท่าทางราบเรียบเท่านั้น “ฝ่าบาทกล่าวชมกันเกินไปกระหม่อมมิบังอาจ”

            “ท่านแม่ทัพ อย่าถ่อมตัวไปเลยขอข้าคิดก่อนว่าควรจะประทานรางวัลใดแก่เจ้าดี?” พูดไปพลาง องค์จักรพรรดิทิ้งตัวลงไปนั่งบนบัลลังก์อีกครั้งแล้วลูบเคราพลางทำท่าครุ่นคิดไปด้วย แลดูเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก

            “ฝ่าบาท” ทันใดนั้น ซือหม่าสวี่ลุกยืนขึ้น แล้วเดินออกมาจากที่นั่งพลางประสานมือคารวะ ก้มหน้าลงต่ำ “ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ จิตแห่งนักรบแม่ทัพตู้เหว่ย หนึ่งในเทพนักรบของแผ่นดินเพิ่งสละชีพเพื่อแผ่นดินไปทำให้ตำแหน่งเทพนักรบทั้งยี่สิบสี่ของแผ่นดิน เหลือว่างอีกหนึ่งตำแหน่ง”

            เมื่อสิ้นเสียง คนทั้งตำหนักต่างสะดุ้งตกใจไปตามๆ กัน

            ตำแหน่งเทพนักรบแห่งแผ่นดินเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติมาก เทพนักรบทุกท่านล้วนแต่เป็นแม่ทัพที่ผ่านความเป็นความตายในสนามรบมานานนับสิบๆปีด้วยกันทั้งสิ้น ทว่าเป่ยทงเสวียนคนนี้ แม้จะมีชื่อเสียงและผลงานอยู่บ้างแต่นั่นก็เทียบกับแม่ทัพท่านอื่นๆ ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสนามรบมานานนับสิบปีไม่ได้แม้เพียงน้อย

            เมื่อตู้เหว่ยตาย มีคนตั้งไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่จ้องตำแหน่งนี้อยู่แล้วเช่นนี้ มีหรือจะปล่อยให้เด็กหนุ่มที่โผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้แย่งโอกาสไปง่ายๆทว่าผู้ที่พูดเสนอในครั้งนี้เป็นซือหม่าสวี่เสียนี่แม้ผู้คนมากมายในตำหนักจะรู้สึกไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ได้แต่ลังเลไม่กล้าพูดคัดค้านอะไร

            “หืม?” องค์จักรพรรดิเลิกคิ้วเขายืดตัวขึ้นนั่งตัวตรง แล้วจ้องไปยังชายชราด้วยดวงตาที่เปล่งประกายไปด้วยรังสีที่น่าสยดสยองทว่าชายชรากลับทำราวกับมองไม่เห็น ยังคงก้มหน้าลงต่ำในท่าคารวะต่อไป

            “ทุกท่านคิดเห็นเช่นไรบ้าง?”

            เสียงทรงพลังราวกับเสียงคำรามจากสายฟ้าขององค์จักรพรรดิดังขึ้น ทำให้ตำหนักไท่เหอที่เคยเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบเพราะคำเสนอของซือหม่าสวี่เงียบลงในพริบตา

            เหล่าขุนนางภายในตำหนักพากันก้มหน้าลงต่ำแน่นอนว่าพวกเขาไม่พอใจในสิ่งที่ซือหม่าสวี่เสนอออกมา เพียงแต่ไม่กล้าพูดคัดค้านซือหม่าสวี่จึงพากันเงียบเสียงลงโดยไม่ได้นัดหมายเช่นนี้นั่นเอง

            ความเงียบสงัดที่น่าพิศวงนี้เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงยี่สิบอึดใจเท่านั้น

            เพราะเพียงไม่นานเสียงหนึ่งก็ดังทำลายความเงียบงันภายในตำหนักไท่เหอ

            เป็นเสียงของชายหนุ่มในชุดขาวคนหนึ่ง

            ขอบตาของเขายังมีสีแดง และดวงตาก็ยังมีอาการบวมอยู่ ที่แขนมีผ้าสีดำพันรอบไว้

            ในแผ่นดินต้าเว่ย การพันผ้าเช่นนี้เป็นเครื่องหมายว่าบุพการีหรือผู้ใหญ่ในบ้านเพิ่งล่วงลับไปนั่นเอง

            ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปหยุดอยู่กลางตำหนักที่เบื้องหน้าองค์จักรพรรดิจากนั้นประสานมือเข้าด้วยกันเป็นการคารวะ แล้วก้มหน้าพลางกล่าวขึ้น “ฝ่าบาทกระหม่อมมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ทราบว่าควรจะพูดดีหรือไม่”

            องค์จักรพรรดิหรี่ตาลง ขณะที่มุมปากกลับถูกยกสูงขึ้นเล็กน้อย

            “ไม่เป็นไร พูดมาเถอะ” เขาบอกแบบนั้น

            ทางด้านชายหนุ่มที่ก้มหน้าลงต่ำ เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาที่หรี่เล็กของเขาพลันปรากฏประกายแสงอันแสนคมเฉียบออกมา

            “แม่ทัพเป่ยสร้างผลงานใหญ่ได้หลายครั้งจึงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว แม้จะเป็นแม่ทัพที่เก่งเรื่องบุ๋นมากกว่าแต่แม่ทัพเป่ยก็มีความกล้าหาญชาญชัยเหนือใคร แม้จะมีประสบการณ์น้อยไปเสียหน่อยแต่เมื่อครั้งที่ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เคยบอกกับกระหม่อมอยู่บ่อยครั้งว่าแม่ทัพเป่ยเก่งเรื่องการวางแผนทำศึกได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่ท่านพ่อก็รู้สึกยกย่องในตัวเขา”

            “แม้ยามนี้ แผ่นดินต้าเว่ยจะสงบสุขทั้งยังเจริญรุ่งเรืองแต่ที่ทิศเหนือมีเผ่าปีศาจ ทิศใต้ยังมีเผ่าหมานอีก เรียกได้ว่ามีศัตรูอยู่รอบด้านเลยทีเดียวเรื่องการป้องกันในแถบชายแดนจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจชะล่าใจได้ และในตอนนี้แม้ท่านพ่อจะจากโลกไปแล้วแต่จะปล่อยให้ตำแหน่งเทพนักรบของแผ่นดินว่างเช่นนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด และในตอนนี้คนที่มีคุณสมบัติมากพอจะรับตำแหน่งอันแสนสำคัญนี้ ก็คงจะมีเพียงแม่ทัพเป่ยแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น!”

            .................................

            [1] ลำดับขั้นของตำแหน่งที่เป็นบรมวงศานุวงศ์เรียงจากระดับสูงไปต่ำได้แก่ กง (กงเจว๋) โหว(โหวเจว๋) ปั๋ว(ปั๋วเจว๋)จื่อ(จื่อเจว๋) หนาน(หนานเจว๋)

            [2] 1 หมู่ = 666.6 ตารางเมตร

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน