ผู้อาวุโสผู้มากความสามารถ
หลังจากฟางเฉินแสดงความสามารถออกมาเหล่าผู้อาวุโสต่างพากันยกสถานะความสำคัญของฟางเฉินเพิ่มขึ้นอีก เพราะบุคคนเช่นฟางเฉินนั้นเป็นประโยชน์ต่อนิกายอย่างมากล้ำ ชายชรายิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะมอบป้ายหยกซึ่งแสดงฐานะของนักหลอมสร้างและนักค่ายกลให้กับฟางเฉิน“จากที่ข้าตรวจสอบดู สหายฟางเฉินยังคงไม่รู้การหลอมสร้างและค่ายกลในขั้นราชาเซียนใช่หรือไม่” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเรียกหาฟางเฉินว่าสหายทันที“ใช่แล้วตอนนี้ข้ายังไม่มีเวลาศึกษามากนัก” ฟางเฉินกล่าว“ไม่เป็นอะไร จากนี้สหายฟางเฉินไม่ต้องปรุงยาเสริมกายาแล้ว สหายฟางเฉินจงใช้เวลาทั้งหมดในการยกระดับ การปรุงยา การหลอมและด้านค่ายกลให้มาถึงระดับราชาเซียนได้ก่อนเป็นอย่างไร แน่นอนทางนิกายจะออกด้านวัตถุดิบให้ฟรีๆ” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าวขึ้น“และถ้าเจ้าสามารถยกระดับความสามารถทั้งสามนี้ให้มาถึงระดับ ราชาเซียนได้ภายในสองปี ข้าจะมอบหนึ่งในทักษะที่สืบทอดมาจากโบราณของนิกายล่ามังกรของพวกเราให้กับเจ้าด้วย” ประมุขนิกายกล่าวด้วยสีหน้าสงบ“ข้าจะทำเต็มความสามารถ แต่ก่อนอื่นข้าขอส่งเม็ดยาเสริมกายาให้กับทางนิกายก่อนแล้วกัน” ฟางเฉินกล่าวพร้อมกับส่งขวดยาให้กัยชายชราชายชราจ้องมองฟางเฉินด้วยสายตาไม่อยากเชื่อและก้มมองดูเม็ดยาด้วยสีหน้าสั่นสะท้าน“เม็ดยาระดับดีเยี่ยมทั้งหมด นี่เจ้าทำได้ยังไงในเวลาเท่านี้” ชายชรากล่าว“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยอดเยี่ยม ตอนนี้เจ้าก็ได้แสดงความสามารถออกมาแล้วจากนี้ไปเจ้าจะมีแต้มความดีทั้งหมด 1 หมื่นแต้มตามสัญญา” ประมุขนิกายกล่าว“ขอบคุณท่านประมุขมากข้าขอตัวลาก่อน” ฟางเฉินกล่าวพร้อมกับเดินจากไป“ท่านประมุขนิกายของเราชั่งโชคดีที่ได้พบกับสหายฟาง” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว“ต้องยกความดีความชอบให้กับจางอิงลู่ที่นำตัวเขากลับมา” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าว“ไม่ใช่แค่นั้นเขายังมาจากสำนักจู่หลงซึ่งสำนักนี้ถือเป็นพี่น้องห่างๆของพวกเราเพราะผู้ก่อตั้งเป็นผู้อาวุโสจากนิกายของพวกเรา”“นั่นสินะ น่าเสียดายที่สำนักถูกทำลายไปแล้ว”“เจ้าพวกลัทธิเทพอสูรและพวกอสูรพวกนั้นมันน่าถูกสังหารให้หมด” เหล่าผู้อาวุโสพากันกล่าวขึ้น“เอาละจากนี้ศัตรูของพวกเราไม่ใช่เพียงแค่พวกอสุรเท่านั้นแต่ยังมีพวกมนุษย์จากแดนศักดิ์สิทธิ์อีก เฮ้อ ข้าไม่คิดเลยว่าประวัติศาสตร์จะกลับมาซ้ำลอยเดิมอีกครั้ง ข้าขอเพียงแค่ว่าพวกมันจะไม่ทำอะไรที่ก่อให้เกิดสงครามนองเลือดก็พอ” ประมุขนิกายกล่าว“เรื่องนั้นคงจะยาก หอคอยศักดิ์สิทธิ์นั้นปรารถนารวบรวมดินแดนทั้งหมดให้เป็นหนึ่งและพวกตัวเองจะได้กลายเป็นจ้าวปกครองแต่เพียงผู้เดียว” ชายชรากล่าวทุกคนพากันถอนหายใจออกมา แต่ว่าในดินแดนโบราณเองนอกจากนิกายล่ามังกรแล้วยังมีอีก 2 ขุมอำนาจได้แก่ นิกายธาราสวรรค์ นิกายหมื่นอสูร อีกสองนิกายนั้นต่างก็อยู่ระดับเดียวกับนิกายล่ามังกรและพวกเขาล้วนถูกคุกคามโดยหอคอยศักดิ์สิทธิ์ฟางเฉินได้ไปเยี่ยมลูกศิษย์ทั้งสองพร้อมกับรักษาอาการบาดเจ็บของทั้งสองทันที ฟางเฉินได้อยู่พูดคุยกับลูกศิษย์ทั้งสองสักพักก่อนจะรีบกลับไปที่พักของตัวเอง แต่เมื่อกลับมาถึงที่พักฟางเฉินก็พบว่าในห้องของตนเองมีหนังสือกองอยู่หลายเล่มแต่ละเล่มล้วนเกี่ยวข้องกับการปรุงยา หลอมสร้างและค่ายกลตอนแรกฟางเฉินต้องการที่จะเข้าไปศึกษาการปรุงยาภายในตำหนักวิญญาณแต่เมื่ออีกฝ่ายเตรียมทุกอย่างมาให้แล้วฟางเฉินก็ต้องอยู่ศึกษาด้านนอก ไม่นานก็มีผู้อาวุโสนำเตาหลอมขนาดใหญ่มาให้ฟางเฉินพร้อมกับสุมนไพรระดับราชาเซียนอีกจำนวนหลายชุด“นี่พวกเขาต้องการให้ข้าหลอมเม็ดยาเสริมกายาระดับราชาเซียนงั้นเหรอ” ฟางเฉินกล่าวแต่ฟางเฉินไม่คิดมาก ฟางเฉินนั่งอยู่ใต้ต้นไม้และเริ่มศึกษาตำราการปรุงยาเป็นอันดับแรก ด้วยความสามารถของฟางเฉินและจิตวิญญาณเนตรบรรพชนทำให้สามารถจดจำและวิเคราะห์ข้อมูลการปรุงยาได้อย่างรวดเร็วและในเวลา 1 เดือนฟางเฉินจะต้องไปบรรยายให้เหล่าศิษย์ฟัง 1 ครั้ง ซึ่งการบรรยายนี้ไม่ได้เจาะจงศิษย์ว่าจะมาจากชั้นชั้นใหน ทุกคนสามารถเข้าฟังได้ในเดือนแรกมีผู้ที่เข้ามาฟังฟางเฉินแค่ 10 คนซึ่งเป็นศิษย์สายนอกที่พอจะรู้จักกับฟางเฉินเท่านั้น แต่พอเข้าเดือนที่สองศิษย์จำนวนมากจากสายในกลับมานั่งรอฟางเฉินบรรยายอย่างตั้งใจ เพราะการบรรยายของฟางเฉินนั้นเจาะลึกทุกรายละเอียดของการปรุงยารวมถึงการใช้จุดเด่นของแต่ละคนให้เป็นกระโยชน์อีกด้วยตอนนี้มีศิษย์สายนอกคนหนึ่งที่มีเพียงจิตวิญญาณระดับพิภพแต่กลับสามารถปรุงยาสำเร็จหลังจากทดลองการปรุงยามา 2 เดือน ข่าวนี้ทำให้เหล่าศิษย์หลายคนที่สนใจด้านปรุงยาเริ่มชื่นชมในตัวผู้อาวุโสฟางและชื่อเสียงของฟางเฉินก็เริ่มกระจายออกไปแม้แต่ผู้อาวุโสระดับมหาเซียนบางคนยังมาหาฟางเฉินเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับวิถีการปรุงยา ในนิกายตอนนี้ต่างก็รู้ว่าฟางเฉินเป็นเพียงผู้อาวุโสที่พึ่งเข้ามาใหม่แต่กลับมีความสามารถรอบด้านไม่นานก็มีศิษย์คนหนึ่งพบเห็นฟางเฉินสร้างค่ายกลและหลอมสร้างกระบี่ระดับเซียนขั้นสูงออกมา พวกศิษย์ก็ยิ่งตื่นตระหนกและต้องการเข้าไปกราบฟางเฉินเป็นศิษย์ หลายๆคนอิจฉาต้าเถียนและจิงเสวี่ยนอย่างมากที่ได้ฟางเฉินเป็นอาจารย์ จิงเสวี่ยนหลังจากหายดีก็ได้ไปเรียนรู้การปรุงยาจากฟางเฉินตลอดกลับกันต้าเถียนและความโลภมักจะชอบเดินไปโอ้อวดและคุยโวเรื่องที่ตัวเองเป็นศิษย์ของฟางเฉินทางด้านตระกูลหยู ตอนนี้กองกำลังของตระกูลหยูที่อยู่ในดินแดนโบราณนั้นตั้งอยู่ในทวีปโบราณทางใต้ซึ่งอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆเพราะตระกูลหยูไม่กล้าส่งกำลังคนมาทางดินแดนโบราณมากเหมือนหอคอยศักดิ์สิทธิ์“ท่านพี่ท่านจะต้องจัดการเจ้านั่นให้กับข้านะ เป็นเพราะมันคนของข้าถึงแขนขาด” หยูถิงกล่าว“หยูถิงเจ้าต้องใจเย็นๆก่อนไม่งั้นงานใหญ่ที่ท่านพ่อมอบหมายให้กับข้าจะพังหมด” ผู้ที่กล่าวคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลหยู หยูเฟิงพลังของหยูเฟิงอยู่ระดับราชาเซียนขั้นสูงสุดแล้ว ออร่าและพลังของหยูเฟิงนั้นแข็งแกร่งอย่างมากแม้แต่จางอิงเย่ยังเทียบไม่ติด“ข้าได้ไปสืบเรื่องเจ้าคนที่เจ้าว่ามาแล้ว เจ้านั่นถูกจางอิงลู่พามาเมื่อสองปีก่อนและตอนนี้ก็กลายเป็นผู้อาวุโสที่สำคัญของทางนิกายไปแล้ว ถ้าพวกเราลงมือตอนนี้ทางนิกายล่ามังกรได้ยกกองกำลงมาโจมตีพวกเราแน่เพราะงั้นเจ้าต้องใจเย็นและรอโอกาสก็พอรอให้แผนของพวกเราดำเนินไปจนกว่าจะสำเร็จเสียก่อน และเมือ่ถึงตอนนั้นเจ้าอยากจะทำอะไรเจ้าก็สามารถทำได้” หยูเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา