“ไม่!”วาสตอบแบบไม่ต้องคิด เขาไม่อยากเสียเวลาทำเรื่องไร้สาระ
เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับงานประลองนี้มาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ
ชื่อเสียง? เกียรติยศ? มันก็แค่ของจอมปลอมเท่านั้น ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับเขา
คุณค่าของคนอยู่ที่ตัวคน ไม่ใช่ของพวกนี้
ไคเซอร์หน้าเจื่อน เขารู้อยู่แล้วว่าวาสต้องตอบแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็จะต้องพาวาสเข้าร่วมงานประลองให้ได้
ตั้งแต่สงครามครั้งล่าสุด มวลมนุษย์สูญเสียเมืองไปถึง 3 เมือง ทุกชีวิตกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว เหล่าผู้ทรงอำนาจทั้งหลายจึงต้องประชุมกันอย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางแก้ไข
และทางแก้นั้นคือ การจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์เผ่าพันธุ์
กองกำลังพิทักษ์เผ่าพันธุ์คือกองกำลังอิสระ ไม่ขึ้นกับใครทั้งนั้น ทุกคนในกองกำลังสามารถมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ แต่เมื่อถึงยามวิกฤตที่กระทบต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ทุกคนจะต้องออกมาปกป้องมวลมนุษย์ไว้
แต่ถึงจะหาทางออกได้แล้วก็ประสบปัญหาอีกอย่างหนึ่ง
ใครจะเป็นผู้นำ?
ถ้าเป็นเมื่อก่อนตำแหน่งนี้คงไม่พ้นเป็นของไคเซอร์ แต่ทุกวันนี้มนุษย์กว่า 70% ล้วนไม่รู้จักไคเซอร์ จะมีก็แต่คำร่ำลือจากบุคคลรุ่นเก่าเท่านั้น
ดังนั้นวิธีแก้ก็คือจัดงานประลองขึ้น เพื่อเฟ้นหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าพันธุ์
ในโลกที่อาศัยอยู่ใต้กฎแห่งป่า ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ มีเพียงคนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะรวมใจทุกคนได้
ยิ่งได้อันดับสูงเท่าไหร่ ตำแหน่งที่ได้รับในกองกำลังพิทักษ์เผ่าพันธุ์ก็ยิ่งสูง อำนาจสั่งการในยามสงครามก็ยิ่งมาก
และงานประลองนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อกองกำลังพิทักษ์เผ่าพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นการแสดงศักยภาพของมวลมนุษย์
มีมนุษย์ที่แข็งแกร่งหลายคนที่แอบแฝงอยู่ในเงามืด
หากมีคนแข็งแกร่งจำนวนมากเข้าร่วมการประลอง ก็จะทำให้มวลมนุษย์เกิดความเชื่อมั่นและสามัคคี ร่วมมือกันเอาตัวรอดในโลกที่โหดร้ายนี้
เพื่อดึงดูดเหล่าผู้แข็งแกร่งในมุมมืด เหล่ามหาอำนาจรวมถึงไคเซอร์พากันทุ่มทรัพยากรจำนวนมหาศาลออกมาเป็นรางวัลเพื่อดึงดูดทุกคน
“อย่าพึ่งรีบปฏิเสธนา เอารางวัลไปดูก่อน ไม่แน่อาจมีบางอย่างที่นายสนใจก็ได้”ไคเซอร์โยนสมุดเล่มบางให้วาส ในนั้นเขียนรายละเอียดสำหรับรางวัลของผู้ชนะอันดับต่างๆไว้
วาสขมวดคิ้วแต่ไม่อยากหักหน้าไคเซอร์จึงเปิดดูผ่านๆ
สายตากวาดอ่านรายละเอียดไปเรื่อยๆ สีหน้าเปลี่ยนเป็นแปลกใจหน่อยๆ
ในรายการรางวัลมีทั้งหมด 100 อันดับ ยิ่งอันดับสูงของรางวัลยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ และดูท่าเหล่ามหาอำนาจก็ทุ่มสุดตัวไม่ต่างกัน เขาเห็นอุปกรณ์หายากหลายชิ้นวางขาย ไม่ว่าจะเป็น อาวุธระดับ3-6 วัตถุโบราณที่ขุดมาได้จากโบราณสถาน คอร์จำนวนมหาศาล เม็ดยาคุณภาพสูงที่ช่วยรักษาชีวิต บ้าน ที่ดิน สมบัติ แม้กระทั่งตำแหน่งในกิลด์ระดับสูง
วาสอ่านผ่านๆไป ทว่าจู่ๆสายตาเขาก็ไปสะดุดอยู่ที่ของชิ้นหนึ่งในรายการ
มันคือวัตถุโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งคือหนังสือหนาทำจากหนังสัตว์สีน้ำตาล แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจไม่ใช่วัสดุที่ใช้ทำหนังสือ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนปก
สัญลักษณ์นั้นคือ ต้นไม้สีขาว สัญลักษณ์ของเผ่าพันธุ์วีด!
“ของชิ้นนี้ใครเป็นคนนำมาเป็นของรางวัล?”วาสชี้นิ้วไปที่รูปหนังสือ เอ่ยถามไคเซอร์
ชายชราเพ่งตามาเพียงไม่กี่วินาทีก็พูดด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า
“มันเป็นของฉันเอง”วาสถามต่อทันทีว่า
“ผมขอซื้อต่อได้หรือเปล่า”ไคเซอร์เบือนมองไปที่หน้าวาส จากนั้นจึงฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์พูดเสียงเฉียบว่า
“ไม่!”อันที่จริงของชิ้นนี้เขาสามารถยกให้วาสได้ เพราะมันไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรเป็นเพียงหนังสือที่เต็มไปด้วยอักขระบางอย่างที่ไม่ใช่ภาษากลางและไม่มีใครอ่านออก แต่ไม่ว่าอย่างไรไคเซอร์ก็อยากให้วาสมาเข้าร่วมงานประลองนี้ให้ได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับมวลมนุษย์
วาสคิ้วกระตุก เขารู้จุดประสงค์ของไคเซอร์ดี แต่ในใจของเขาสังหรณ์ว่าชายแก่ตรงหน้ากำลังมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงอยู่
“ถ้างั้นผมขอตัวสักครู่”
สกิลมิติเชื่อมต่อ!
วาสหายลับไปในวังวนมิติ โดยถือสมุดรางวัลไปด้วย
“สวัสดีขอรับท่านวาส”คนที่เอ่ยทักวาสคือชาววีดคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น ผิวกายเป็นเปลือกไม้สีน้ำตาลอ่อน เส้นผมคือใบไม้รกรุงรังเหมือนรังนก
“สวัสดีโตโต้”ที่แท้ชาววีดผู้นี้ก็คือ โตโต้!
ตั้งแต่ไปอาศัยอยู่กับราชาคนแคระได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็ทำให้โตโต้มีความเข้าใจในวิทยาการสร้างสรรค์มากขึ้นมากมาย
ในตอนที่ทราบข่าวการจากไปของไป๋ฟาง โตโต้ไม่ลังเลใจที่จะกลับมายังโลกมิติเพื่อมาหาวาส น่าเสียดายที่ระยะหลังๆวาสไม่ค่อยยอมกลับมาที่โลกมิติเสียเท่าไหร่ ใช้โลกมิติเป็นเพียงที่เก็บกองทัพซากทัพของเขาเท่านั้น ทั้งสองคนจึงไม่ค่อยได้พบเจอกัน แต่ถึงอย่างไรโตโต้ก็ยังให้ความเคารพและนับถือวาสตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เปลี่ยนแปลง
“ของที่ท่านวาสสั่งข้าทำเสร็จสิ้นแล้วนะขอรับ”โตโต้ชี้นิ้วไปที่ด้านหนึ่ง โซนนั้นคือโซนอุตสาหกรรมในโลกมิติ ตั้งแต่มีต้นสายแร่ทำให้ภายในโลกมิติมีแร่ชนิดต่างไว้สำหรับใช้งาน วาสจึงฉุกคิดไอเดียบางอย่างขึ้น
ในเมื่อเขามีกองทัพซากทัพ ทำไมเขาไม่ทำให้มันกลายเป็นกองทัพที่สมบูรณ์แบบเลยละ
ถึงกองทัพซากทัพจะมีจำนวนเยอะแต่ก็ขาดยุทโธปกรณ์หลายอย่าง ในเวลารบได้แต่เพียงใช้ร่างกายเข้าปะทะตรงๆ
แต่ถ้าหากซากทัพของเขามีอุปกรณ์ในการรบอยู่ในมือ กองทัพของเขาจะต้องยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นมหาศาลอย่างแน่นอน
เคราะห์ดีที่ก่อนไป๋ฟางจะจากไป เธอได้ปลูกต้นสายแร่ไว้จำนวนมากนับหมื่นต้น แต่ละต้นก็สามารถผลิตแร่ชนิดต่างๆได้หลายตันต่อวัน ถึงต้นสายแร่จะดูดซึมแร่ธาตุจำนวนมหาศาล วาสก็ชดเชยด้วยปุ๋ยชนิดพิเศษของชาววีดที่สามารถสร้างได้จากซากพืชซากมอนเตอร์ที่นำมาจากโลกภายนอก
ด้วยเหตุนี้โซนอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้น และมีโตโต้เป็นผู้นำ เขาได้ใช้ความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถลุงแร่ การแปรรูป กระบวนการผลิต ในการสร้างโซนอุตสาหกรรมขึ้นมา
มีชาววีดหลายคนที่สนใจในงานด้านนี้จึงได้มาช่วยโตโต้ทำงาน โดยมีลูกมือเป็นซากทัพที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
และอุปกรณ์แรกที่วาสให้โตโต้ผลิตก็คือ เครื่องยิงธนูกล มันคือกล่องสีเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีรูเล็กๆเรียงกันเป็นระเบียบและติดล้อเกวียนสำหรับการเคลื่อนที่ ที่ด้านข้างกล่องสีเหลี่ยมมีที่หมุนสำหรับไขลาน เมื่อหมุนด้วยความเร็วเครื่องจะส่งห่าฝนลูกธนูออกมาอย่างต่อเนื่อง
ตอนนี้ซากทัพของเขามีระดับสติปัญญาสูงพอที่จะใช้เครื่องยิงธนูกลแล้ว โตโต้จึงผลิตออกมาจำนวน 100 เครื่องไม่ขาดไม่เกิน
นอกจากเครื่องยิงธนูไม้กลแล้ว อีกด้านหนึ่งเป็นโกดังสำหรับเก็บเครื่องมือเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ
โซนอุตสาหกรรมไม่ได้ผลิตเพียงแต่อุปกรณ์สำหรับการรบเท่านั้น แต่ยังผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆอีกด้วย เนื่องจากในอนาคตวาสจะต้องออกไปท่องโลกกว้าง เขาจะต้องใช้คอร์จำนวนมหาศาลแน่นอน จึงมีความคิดที่จะทำธุรกิจบางอย่างเพื่อสร้างเงินทุนในการพัฒนาตนเองและกองทัพของเขา
วาสได้ร่วมหุ้นกับร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋ นอกจากเขาจะส่งยาคุณภาพสูงให้ร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋ขายแล้ว เขายังได้ฝากของพวกนี้ให้ร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋ขายด้วย
กำไรมหาศาลจาการขายยาและอุปกรณ์ดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นช้อน ส้อม เก้าอี้ โต๊ะ เหล็กเส้น มีดทำครัวฯลฯ ทำให้ร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋กลายเป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ มีสาขาอยู่ทุกเมืองของเผ่าพันธุ์มนุษย์และมีลูกน้องในองค์กรเกือบพันคน
โดยมีสมาชิกตระกูลไป๋และวาสเป็นผู้บริหารสูงสุด กำไรจำนวนมากไหลเข้ากระเป๋าวาสไม่หยุดทำให้เขาสามารถใช้จ่ายคอร์จำนวนมหาศาลได้สบายๆ
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้ผู้เฒ่าเวนก้าอยู่ไหน”
“ท่านผู้เฒ่ากำลังตกปลาอยู่ที่ทะเลสาบขอรับ”วาสพยักหน้าก่อนจะเดินตรงไปที่ทะเลสาบ
ที่ริมทะเลสาบผู้เฒ่าเวนก้ากำลังนั่งนิ่งเป็นตอไม้ มือถือคันเบ็ด สายตานิ่งสงบ เคล็ดลับในการตกปลาก็คือความอดทนและสงบนิ่ง
“กลับมาแล้วหรือท่านวาส”ผู้เฒ่าเวนก้าเอ่ยอย่างสงบ สายตายังไม่ละจากคันเบ็ด
“ครับ”
“โฮ่ๆ ท่านคงผ่านการกลายพันธุ์แล้วสินะ”
“ใช่ครับ”พอได้ยินเช่นนั้นผู้เฒ่าเวนก้าก็ได้แต่ถอนหายใจ
“แล้วท่านจะทำเช่นไรต่อไปละ จะไปล้างแค้นเลยไหม?”จากที่สัญญากันไว้ผู้เฒ่าเวนก้าจะต้องบอกที่ตั้งอาณาจักรก็อบลินให้กับวาสเมื่อเขาเลเวล 40
สายตาวาสเป็นประกายสะท้อนบางอย่าง เขาเงียบไม่พูดอะไร แต่นั่งลงนำคันเบ็ดออกมาตกปลาข้างๆผู้เฒ่าเวนก้า
ทั้งคู่ไม่ได้สนทนาอะไรกันอีก เพียงทอดมองไปบนผิวน้ำเงียบๆ
“ผม...ยังสู้พวกมันไม่ได้ใช่ไหม?”วาสพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ
“หึหึ...ท่านเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนะ”ผู้เฒ่าเวนก้าไม่ตอบแต่กลับเอ่ยชมวาสแทน แต่คำชมนั้นกลับทำให้วาสรู้สึกขมขื่น เขาดั้นด้นพยายามมาขนาดนี้แต่กลับยังทำอะไรไม่ได้
“พวกมัน..แข็งแกร่งแค่ไหน?”
“เผ่าพันธุ์ก็อบลินมี 1ราชา 2แม่ทัพใหญ่ 100แม่ทัพ 1,000ขุนพล ราชาของพวกมันกลายพันธุ์ระดับนักรบ แม่ทัพใหญ่ที่เหลืออีก1ตัวกลายพันธุ์ระดับชาวบ้าน”วาสกัดฟัน ในใจไม่ยินยอมอยากจะไปถล่มพวกก็อบลินเสียเดี๋ยวนี้
“แต่ว่า...นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวของพวกมัน”วาสหันขวับไปมอง แค่นี้ยังไม่น่ากลัวไม่มากพออีกหรอ?
“อันที่จริง...ก็อบลินเป็นเพียงข้ารับใช้ของเผ่าพันธุ์หนึ่งเท่านั้น!!”ผู้เฒ่าเวนก้าหันมาสบตากับวาส แววตาตาสั่นระลอกคลื่นบางอย่าง
“เผ่าพันธุ์ที่เป็นนายเหนือของเผ่าพันธุ์ก็อบลิน มีนักรบกลายพันธุ์นับพัน นักรบกลายพันธุ์ครั้งที่2อีกนับร้อย ถ้าหากท่านไปท้าทายพวกมันคงไม่ต้องบอกนะว่าพวกมันจะทำกับท่านอย่างไร?”ใบหน้าของวาสไร้เลือดฝาด สมองสับสนอื้ออึง มือเท้าสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
“เอาละ...ข้าบอกข้อมูลคร่าวๆให้ท่านฟังแล้ว...ตอนนี้...ท่านยังกล้าไปทำลายเผ่าพันธุ์ก็อบลินอยู่หรือเปล่า?”คันเบ็ดของผู้เฒ่าเวนก้ากระตุก มอนเตอร์ปลาตัวใหญ่ที่สุดในทะเลสาบได้ติดกับดัก ถูกอาหารชิ้นเล็กยั่วยวนจนต้องมาถูกตะขอเกี่ยวปาก ในทะเลสาบเล็กๆนี้มันเป็นราชา แต่ในโลกอันกว้างใหญ่มันเป็นแค่เหยื่อเท่านั้น!!