ข้ามเวลามาเป็นสามีภรรยาชาวนาผู้ร่ำรวย (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 35 เข้าเมืองหลวง

            “ตกลงว่านายมีเรื่องอะไรจะบอกพวกเราหรือเจ้าสาม นายคงไม่ได้ไปก่อเรื่องอะไรอีกแล้วใช่ไหม” จางหนานถามน้องชาย 

            “ผมแค่ชวนพวกพี่มากินข้าวด้วยแค่นั้นเอง ทำไมพี่รองชอบคิดว่าผมไปก่อเรื่องมาอยู่เรื่อย” จางเป่าจินถามอย่างไม่ค่อยจริงจังนัก เพราะเขารู้ดีว่าพี่ชายคนรองแค่เป็นห่วงเขาเท่านั้น

            “หรือว่าครอบครัวของผมมาสร้างความเดือดร้อนให้พี่อีกแล้ว ไม่เป็นไรนะครับ ครั้งนี้ผมจะไปจัดการพวกเขาเอง ผมจะไม่มัวขี้ขลาดแล้วเอาแต่หลบอยู่แบบนี้อีกแล้ว” ต่งเซ่อพูดขึ้น

            “นั่นสิคะพี่สาม ฉันคิดว่าเราไม่ต้องไปเกรงใจครอบครัวนั้นอีกแล้วล่ะค่ะ ฉันกับอาเซ่อคุยกันไว้แล้วว่าถ้าคราวนี้พวกเขากล้ามาสร้างปัญหาให้พี่อีก ฉันกับอาเซ่อจะไปจัดการกับพวกเขาเอง” จางซินพูดสนับสนุนสามี

            “พูดถึงเรื่องนี้ฉันก็เพิ่งนึกได้” จางเป่าจินหันไปมองต่งเซ่อ “ฉันได้ยินมาว่าพ่อกับแม่ของนายไม่ค่อยสบายนะ รู้สึกว่าร่างกายของพวกเขาจะไม่ค่อยแข็งแรงตั้งแต่ถูกส่งตัวกลับมาจากค่ายแรงงาน นายจะไม่ไปเยี่ยมพ่อกับแม่ของนายหน่อยหรือ”

            “ไม่ล่ะครับ ถ้าผมกลับไป ผมกลัวว่าพวกเขาจะหาข้ออ้างมาเอาเปรียบผมกับอาซินอีก” ต่งเซ่อก้มหน้าเพื่อซ่อนแววตาที่เจ็บปวดของตัวเองไว้

            “ตอนนี้ต่งหยางพี่ชายคนโตของนายเขากลับตัวเป็นคนดีได้แล้วล่ะ เขากับพี่สะใภ้และลูกชายของเขาทำงานในไร่ได้เก่งทีเดียว ส่วนพ่อกับแม่ของนายก็ไม่ใช่คนเจ้าอารมณ์เหมือนเดิมแล้ว ถ้านายไม่เชื่อนายจะกลับไปดูพวกเขาด้วยตาของตัวเองก็ได้”

            “อาซิน อาเซ่อ ฉันรู้ว่าที่ผ่านมาพวกเขาปฏิบัติกับพวกเธอไม่ค่อยดี แต่ยังไงพวกเธอก็ต้องกลับไปเยี่ยมพวกเขาในฐานะผู้อาวุโสบ้าง คนเราต้องรู้จักให้โอกาสคนอื่นบ้างสิ ดูอย่างพี่ตงสิ ตอนนี้ครอบครัวฝั่งพ่อของฉันก็กลับมาปรองดองกันเหมือนเดิมแล้ว พวกเธอไม่อยากเป็นอย่างพวกฉันบ้างหรือ” หลี่ปิงปิงพูดขึ้นอีกคน

            “ฉันไม่ได้บอกให้พวกนายกลับไปอยู่กับพวกเขาสักหน่อย แค่ให้พวกนายหาเวลากลับไปเยี่ยมพวกเขาบ้าง และดูแลพวกเขาตามสมควรเท่านั้นเอง” จางเป่าจินมองหน้าน้องสาวกับน้องเขย “พวกเธอต้องลองให้โอกาสพวกเขาดู ถ้าพวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้จริงๆ ถึงตอนนั้นก็แค่ปล่อยวาง แต่ถ้าพวกเขากลับตัวกันได้ พวกนายก็จะได้แสดงความกตัญญู และครอบครัวของพวกนายก็จะมีความสุข ตัวนายก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจอยู่อย่างทุกวันนี้”

            “ผม...” ต่งเซ่อหันไปมองหน้าภรรยา

            จางซินฟังคำพูดของพี่ชายก็คิดว่ามีเหตุผล และเธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจของสามีเหมือนกัน เธอจับมือเขาไว้แน่นก่อนจะหันไปพูดกับพี่ชาย “เอาไว้พวกฉันจะหาเวลาว่างไปเยี่ยมพวกเขาดูนะคะ”

            จางเป่าจินพยักหน้ารับ เขารู้ว่าคงต้องให้เวลาน้องสาวกับน้องเขยตัดสินใจ เพราะเรื่องที่ทั้งสองคนถูกครอบครัวต่งรังแกมานั้นก็หนักหนาอยู่เหมือนกัน

            “เป่าจินคะ นี่ก็ดึกมากแล้ว คุณบอกพี่ๆ เถอะค่ะว่าวันนี้เราชวนพวกเขามาทำไม” หลี่ปิงปิงเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากให้จางซินกับต่งเซ่อรู้สึกอึดอัด

            “นั่นสิ นี่ก็ดึกมากแล้ว นายมีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ วันนี้งานในไร่ของฉันมีมาก เล่นเอาฉันกับพี่ใหญ่แทบจะหมดแรงแล้ว พวกเราอยากกลับไปนอน” จางหนานพูดพร้อมกับหาวไปด้วย

            “สัปดาห์หน้า ผมกับปิงปิงจะไปเมืองหลวง ก็เลยอยากฝากให้พวกพี่ช่วยดูแลงานทางนี้ให้หน่อยน่ะครับ”

            “พวกนายจะเข้าเมืองหลวงไปทำไมกัน หรือว่าพวกนายจะกลับไปพบกับครอบครัวของคุณซ่งหมิง อืม...ก็ดีเหมือนกันนะ ปิงปิงกับคุณซ่งหมิงนับถือกันเป็นพี่น้องแล้ว อย่างน้อยปิงปิงก็ควรไปทำความรู้จักกับครอบครัวซ่งสักหน่อย” จางเกินพูดขึ้นอย่างเข้าใจและเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยพูดเรื่องนี้กับจางเป่าจินมาแล้ว

            “นั่นก็เรื่องหนึ่งครับ แต่ความจริงผมกับปิงปิงตั้งใจจะเข้าไปหาซื้อร้านค้าที่เมืองหลวงสักร้าน ตั้งใจว่าจะขยายสาขาของร้านขายผลิตผลทางการเกษตรของผมออกไป แล้วยังจะเตรียมไว้รองรับผลไม้แปรรูปที่กำลังจะทำออกมาขายด้วย” จางเป่าจินตอบ

            จางเป่าจินเล่าแผนการเปิดโรงงานแปรรูปผลไม้และร้านค้าที่เมืองหลวงให้ทุกคนฟังอีกครั้ง

     

            “คุณหิวไหมอาหง อยากกินน้ำหรืออะไรสักหน่อยไหมครับ” ซ่งหมิงถามคนรักด้วยความเป็นห่วง

            “คุณถามฉันทุกๆ ห้านาทีตั้งแต่เรานั่งรถไฟออกจากสถานีแล้วนะคะ” ซิ่วหงตอบพร้อมกับมองไปทางเพื่อนร่วมทางทั้งสามคนอย่างอายๆ

            “ผมว่านะพี่สะใภ้ พี่กินอะไรเข้าไปสักอย่างเถอะครับ ดูของที่อยู่ในมือพี่สามของผมสิ กลัวพวกเราจะแย่งกินหรือยังไงถึงไม่กล้าแม้แต่จะวางไว้” ซ่งเต๋อพูดพร้อมกับกินซาลาเปาที่ซิ่วหงทำมาจากบ้านไปอย่างโกรธๆ แต่เขาก็แค่แกล้งทำไปอย่างนั้นล่ะ เพราะในใจของเขาเวลานี้มันรู้สึกอายกับการกระทำของพี่ชายตัวเองมากกว่า เขาไม่คิดว่าพี่สามที่เคยเงียบขรึมและน่ากลัวคนเดิมจะเปลี่ยนมาเป็นคนอ่อนโยนและเอาใจคนรักได้มากขนาดนี้

            “นายอย่าพูดมากน่า ซาลาเปาที่อยู่ในมือก็เป็นของที่พี่สะใภ้ของนายทำมาทั้งนั้น ทำหน้าเหมือนกับถูกใครบังคับ ถ้าไม่อยากกินก็ไม่ต้องกินสิ” ซ่งหมิงดุและเตรียมแย่งซาลาเปาในมือของน้องชายคืน

            แต่ซ่งเต๋อก็มือไว เขาเบี่ยงหลบได้ในทันที “พี่สะใภ้เอาให้ผมกิน พี่จะมาเอาคืนได้ยังไง เอาเถอะ...ผมไม่สนใจพี่แล้ว อยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย”

            “ที่พี่ไม่ยอมกินอะไรเพราะพี่กำลังตื่นเต้นที่จะได้ไปพบคุณพ่อคุณแม่ของพี่หมิงหรือคะ” หลี่ปิงปิงถามยิ้ม

            “อืม” ซิ่วหงพยักหน้ารับ ถึงแม้เธอจะได้ฟังจากปากของซ่งหมิงมาแล้วมากมายว่าพ่อกับแม่ของเขาเป็นคนใจดีมาก แต่ถึงอย่างนั้นซิ่วหงก็อดที่จะกังวลใจไม่ได้อยู่ดี

            “พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้ทำให้คุณพ่อ พี่ใหญ่ แล้วก็พี่รองพอใจได้แน่นอน ส่วนคุณแม่กับซูมี่น่ะหรือ แค่เห็นผ้าเช็ดหน้ากับกระเป๋าที่พี่สะใภ้เย็บให้ เท่านี้ก็ซื้อใจพวกเขาได้แล้ว” ซ่งเต๋อตอบพร้อมกินซาลาเปาไปอีกหลายลูก

            “ฉันจะบอกคุณแม่ว่านายหาว่าคุณแม่เห็นแก่ของฝาก” ซ่งหมิงยิ้มให้น้องชายอย่างเป็นต่อและนึกภาพตอนที่น้องชายกำลังถูกมารดาบิดหูทำโทษ

            “ผมก็จะบอกคุณพ่อกับคุณแม่ว่าพี่สามทำให้พี่สะใภ้ร้องไห้ทุกวัน” ซ่งเต๋อตอบอย่างไม่ยอมแพ้

            ซ่งหมิงได้แต่นิ่งเงียบ เพราะถ้าซ่งเต๋อบอกกับพ่อแม่ว่าเขาทำให้ซิ่วหงร้องไห้ทุกวันจริงๆ มีหวังบุพการีทั้งสองต้องไล่ตีเขาไม่เหลือแน่ เพราะคุณพ่อเกลียดที่สุดกับผู้ชายที่รังแกผู้หญิง ส่วนคุณแม่ก็หลงรักลูกสะใภ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เจอหน้ากันด้วยซ้ำ ดูจากครั้งล่าสุดที่โทรมาหายังกำชับเขาว่าถ้าเขาทำให้ซิ่วหงน้ำตาไหลแม้แต่หยดเดียว คุณแม่จะส่งเขาให้ไปพักที่บ้านคุณปู่ แค่คิดถึงคุณปู่หน้าดุของเขาขึ้นมา ซ่งหมิงก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างกลัวๆ

     

            “คุณแน่ใจหรือคะว่าพี่สามกับพี่เต๋อจะมากับรถไฟขบวนนี้”

            “แน่ใจสิครับ วันก่อนเป่าจินเป็นคนโทรมาบอกผมเอง” โจวเหมาแอบจับมือซ่งซูมี่แล้วเอากระเป๋าบังไว้เพราะกลัวคนอื่นจะมองเห็น เขาไม่อยากทำให้คนรักเสียหาย แต่ก็มีแค่เวลานี้เท่านั้นที่เขาจะถือโอกาสจับมือเธอได้

            ซ่งซูมี่มองตามมือใหญ่ที่กุมไว้ “คุณใจกล้าขึ้นทุกวันนะคะ”

            “ใจกล้าอะไรกันครับ ผมเห็นว่าที่สถานีคนมันเยอะก็เลยกลัวว่าคุณจะพลัดหลงหรือไม่ก็กลัวว่าคุณจะถูกคนอื่นมาฉุดไป”

            “คนเยอะขนาดนี้แล้วยังจะมีใครกล้าทำเรื่องอันตรายแบบนั้นล่ะคะ อีกอย่างฉันก็โตแล้วไม่ใช่เด็กๆ เสียหน่อย พลัดหลงไปยังไงก็หาทางกลับได้”

            “เฮ้อ...งั้นผมขอพูดตรงๆ เลยก็แล้วกัน ผมแค่อยากจับมือคนรักของผมบ้างแค่นั้นเอง เหตุผลเท่านี้พอได้ไหมครับ”

            ซ่งซูมี่ยิ้มกว้างให้คนรักอย่างพอใจ “ถ้าคุณจับมือฉันแล้วคุณห้ามปล่อยมือฉันเด็ดขาด และถึงแม้คุณอยากจะปล่อย ฉันก็ไม่ยอมหรอกค่ะ”

            จากนั้นทั้งโจวเหมาและซ่งซูมี่ก็ยืนจับมือกันอยู่เงียบๆ ไม่นานรถไฟขบวนที่พวกเขารอคอยก็เข้ามาจอดเทียบชานชาลา

     

            “พี่สาม! พี่เต๋อ! ทางนี้ค่ะทางนี้” ซ่งซูมี่ใช้มือขวาโบกมือให้พี่ชาย เพราะตอนนี้มือซ้ายของเธอไม่ว่าง และชายหนุ่มก็ยังไม่คิดที่จะปล่อยมือเธอไปเหมือนกัน

            “แล้วไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นล่ะ ฉันหิ้วของมาฝากเธอตั้งเยอะ ไม่มีน้ำใจมาช่วยกันบ้างเลย” ซ่งเต๋อบ่นและตาของเขาก็ไวมาก ทันได้มองไปเห็นมืออีกข้างของน้องสาว “เดี๋ยวพี่สามก็เดินมาถึงแล้วยังไม่รีบปล่อยมืออีก อย่าหาว่าพี่ชายไม่เตือนเลยนะอาเหมา พี่สามไม่เหมือนกับพี่ใหญ่พี่รองนะ ถ้าเขามาเห็นนายยืนจับมือซูมี่อยู่อย่างนี้ มีหวังวันนี้นายไม่ได้เข้าบ้านไปพร้อมพวกเราแน่”

            โจวเหมาปล่อยมือคนรักออกอย่างน่าเสียดาย “ผมขอโทษครับ ผมแค่กลัวว่าซูมี่จะหลงน่ะครับ”

            “เนี่ยนะเหตุผลของนาย เอาไว้ไปหลอกเด็กเถอะ” 

            “พวกนายกระซิบกระซาบอะไรกัน ยังไม่รีบมาถือของช่วยพี่สะใภ้อีก” ซ่งหมิงจูงมือซิ่วหง “นี่คือน้องเล็ก เป็นน้องสาวตัวแสบของครอบครัวเราครับ”

            “สวัสดีค่ะน้องเล็ก” ซิ่วหงยิ้มทัก

            “สวัสดีค่ะพี่สะใภ้ พี่สะใภ้สวยจังเลยนะคะ” ซ่งซูมี่ยิ้มทักเช่นกัน

            “สวัสดีครับพี่หมิง สวัสดีครับพี่หง ผมมาเรียนที่เมืองหลวงแค่ปีเดียว พี่สองคนเป็นแฟนกันแล้วหรือ อีกไม่นานผมคงจะได้ร่วมงานเลี้ยงฉลองของพวกพี่แล้วใช่ไหมครับ” โจวเหมาแซว

            “ถ้างั้นคงต้องถามอาหงแล้วล่ะว่าเธอจะยอมหรือเปล่า” ซ่งหมิงหันไปยักคิ้วกับซิ่วหงและหญิงสาวก็หน้าแดงขึ้นทันที

            “อย่ามัวแต่ยืนเขินกันอยู่สิครับ ป่านนี้คุณพ่อกับคุณแม่คงรอจนร้อนใจเพราะอยากเห็นหน้าลูกสะใภ้กันแล้ว” ซ่งเต๋อเตือน

    คล้ายกับเรื่องข้ามเวลามาเป็นสามีภรรยาชาวนาผู้ร่ำรวย (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน