กิ่งไม้และใบหญ้าฟาดหน้าฟาดตัวขณะทั้งสองพุ่งฝ่าพุ่มไม้หนาทึบเข้าไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เฟยหลงหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ร่างหนึ่งนอนคว่ำอยู่กลางพงหญ้า เสื้อผ้าสีเทาเก่าเปื้อนเืจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็สีอะไรมาก่อน แขนข้างหนึ่งเหยียดออกไปข้างหน้าราวกับพยายามคลานต่อไปให้ไกลที่สุดเท่าที่แรงจะเหลือ ผมสีขาวปนเทาเกาะติดกับใบไม้และโคลนจนเป็ก้อนแข็ง
“อาจารย์อา!” ชิงหยวนพุ่งตัวเข้าไปทันที ทิ้งกระบี่ลงกับพื้นโดยไม่สนใจ คุกเข่าลงข้างร่างนั้นด้วยมือที่สั่นเทาอย่างที่เฟยหลงไม่เคยเห็นมาก่อน
—
เขาพลิกร่างขึ้นมาอย่างระมัดระวังที่สุดเท่าที่ทำได้ ใบหน้าที่ปรากฏออกมาเปื้อนเืและรอยขีดข่วนเต็มไปหมด แต่ก็ยังพอจำได้ — คือคนเฝ้าก้นเหวจริงๆ ดวงตาปิดสนิท ริมฝีปากซีดขาว มีเพียงหน้าอกที่ยังพอเห็นสั่นขึ้นลงแ่ๆ บอกว่ายังมีลมหายใจเหลืออยู่
“ท่านยังไม่ตาย” เฟยหลงพูดเสียงสั่น หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุอก คุกเข่าลงข้างๆ ทันทีทั้งที่ร่างกายตัวเองยังอ่อนล้า มือััข้อมือของคนเฝ้าก้นเหวเบาๆ รู้สึกถึงชีพจรที่เต้นอ่อนแต่ยังคงมีอยู่
กลิ่นเืคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ปนกับกลิ่นดินชื้นและใบไม้เน่าจนแทบสำลัก เฟยหลงมองไปรอบตัวเห็นทางที่คนเฝ้าก้นเหวคลานผ่านมา หญ้าถูกทับจนราบเป็ทางยาวย้อนกลับไปสุดสายตา บ่งบอกว่าเขาคลานมาไกลกว่าที่คิดในสภาพเช่นนี้ นึกไม่ออกเลยว่าเขาต้องอดทนมากแค่ไหนถึงจะยังมีลมหายใจเหลือมาถึงจุดนี้ได้
ชิงหยวนตรวจดูาแอย่างรวดเร็ว มีรอยแผลลึกที่สีข้างซ้ายเย็บปะติดปะต่อด้วยเถาวัลย์และผ้าขาดๆ อย่างหยาบๆ ราวกับพยายามห้ามเืด้วยตัวเองกลางทาง อีกแผลหนึ่งที่ต้นขาบวมช้ำจนผิวเปลี่ยนสี บ่งบอกว่ากระดูกอาจร้าวหรือหักบางส่วน
“เสียเืมามาก” ชิงหยวนพูดเสียงเครียด มือวางลงบนอกคนเฝ้าก้นเหวทันที เริ่มส่งกระแสปราณเข้าไปประคองอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้โดยไม่เสี่ยงเกินไป “ข้าต้องช่วยพยุงชีพจรก่อน ไม่งั้นไม่ทันแน่”
—
เฟยหลงมองมือของตัวเองที่ไร้ปราณเหลือจะช่วยอะไรได้ ความรู้สึกไร้ประโยชน์ที่เคยเจอตอนเห็นชิงหยวนต่อสู้ในป่าครั้งก่อนกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นทำให้ตัวเองนิ่งเฉย
“ข้าจะไปหาน้ำ” เขาพูดเร็ว มองไปรอบตัวจนเห็นเสียงลำธารแ่ๆ ไม่ไกลนัก “ท่านอยู่ประคองปราณต่อไป ข้าจะกลับมาเร็วที่สุด”
เขาไม่รอคำตอบ วิ่งฝ่าพุ่มไม้ไปตามเสียงน้ำทันที ทั้งที่ความร้อนวูบวาบที่จุดปราณสำรองจุดที่ 4 เตือนขึ้นทุกก้าวที่กระแทกพื้นแรงเกินไป แต่เขากัดฟันฝืนไว้ บอกตัวเองว่าครั้งนี้ต่างจากตอนที่เคยดื้อรั้นเปิดจุดปราณเองในอดีต — นี่ไม่ใช่ความเร่งรีบเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่เป็การช่วยชีวิตคนที่เขารัก
—
ระหว่างวิ่งไปยังลำธาร เขาคิดถึงคำสอนของคนเฝ้าก้นเหวที่เคยพร่ำบอกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา — ว่าความรีบร้อนที่ไม่ฟังร่างกายตัวเองมีแต่จะพาไปสู่หายนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่วันนี้เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าความเร่งรีบของตัวเองไม่ได้มาจากอีโก้หรือความอยากพิสูจน์ตัวเองอีกต่อไป มันคือความรักและความห่วงใยล้วนๆ เขาจึงยอมรับความเสี่ยงเล็กน้อยนั้นโดยไม่ลังเล พลางกอบน้ำใส่ใบตองใหญ่ที่ห่อพับอย่างเร่งรีบแล้ววิ่งกลับมาทันที
เมื่อกลับมาพร้อมใบไม้ห่อน้ำที่พอจะกอบได้ เฟยหลงเห็นชิงหยวนยังคงจดจ่ออยู่กับการส่งปราณ เหงื่อไหลโซมหน้าราวกับใช้กำลังภายในมากเกินตัว
“ท่านโอเคไหม” เฟยหลงถามด้วยความกังวล
“ข้าไหว” ชิงหยวนตอบสั้นๆ ไม่ละสายตาจากใบหน้าคนเฝ้าก้นเหว “ชีพจรเริ่มนิ่งขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังไม่พ้นอันตราย”
เฟยหลงค่อยๆ ป้อนน้ำเข้าปากคนเฝ้าก้นเหวทีละน้อย ใช้ผ้าเปียกเช็ดคราบเืและโคลนออกจากใบหน้าอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่มือที่สั่นจะทำได้ ทุกครั้งที่เห็นใบหน้าซีดเผือดของอาจารย์คนใหม่ที่เคยดุด่าเขาด้วยความจริงล้วนๆ โดยไม่ปรานี เขากลับรู้สึกอยากร้องไห้มากกว่าจะกลัว
—
จนกระทั่งเปลือกตาของคนเฝ้าก้นเหวขยับเบาๆ ก่อนจะเปิดออกเป็เส้นบางๆ ดวงตาที่ขุ่นมัวด้วยความเ็ปกวาดมองไปมาอย่างสับสนก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าทั้งสอง
“เ้า…” เสียงแหบแห้งหลุดออกมาจากลำคอ แทบไม่เป็คำพูด “ทั้งสองคน…รอดมาได้จริงหรือ”
“ท่านอาจารย์!” เฟยหลงเกือบร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งใจ “ใช่ พวกเรารอดแล้ว ท่านก็ต้องรอดด้วยเช่นกัน”
คนเฝ้าก้นเหวพยายามยิ้มบางๆ แม้ริมฝีปากจะสั่นด้วยความเ็ป “ดี…อย่างน้อยก็ยังมีคนที่รอดออกมาได้” เขาพูดแ่เบาสายตาเหลือบไปหาชิงหยวน “เ้าพาเขามาถึงนี่ได้จริงๆ…ข้าไม่ผิดหวังที่ไว้ใจเ้า”
ชิงหยวนกัดฟันกลั้นน้ำตา “อย่าพูดมาก เก็บแรงไว้ก่อน อาจารย์อา”
—
“ไม่มีเวลา” คนเฝ้าก้นเหวพยายามยกมือขึ้นจับแขนชิงหยวนไว้แน่นเท่าที่แรงจะเหลือ น้ำเสียงเข้มขึ้นทั้งที่ร่างกายอ่อนแรง“หัวหน้าหน่วยที่ปะทะกับข้า…มันไม่ตาย ข้าเพียงทำมันาเ็พอจะหนีออกมาได้เท่านั้น มันตามรอยเืข้ามาตลอดทาง ข้าพยายามอ้อมหลบหลายรอบแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าหลุดจริงหรือไม่”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งเฟยหลงและชิงหยวนตัวแข็งค้างไปพร้อมกัน ความโล่งใจที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวในทันที
“หมายความว่าอย่างไร ท่านอาจารย์” เฟยหลงถามเสียงสั่น
“หมายความว่าทุกก้าวที่ข้าคลานมาถึงตรงนี้ อาจพารอยเืของข้ามาสู่พวกเ้าด้วย” คนเฝ้าก้นเหวตอบตรงๆ อย่างที่เขาเป็มาตลอด ไม่ปิดบังความจริงแม้แต่ในยามที่เ็ปที่สุด “หัวหน้าหน่วยคนนั้นปราณลึกล้ำผิดปกติ ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆแม้แต่ข้าในสภาพเต็มร้อยก็ยังต้องแลกด้วยาแสาหัสขนาดนี้”
—
“พาเฟยหลงไปซะ” เขาพูดต่อทันที เสียงอ่อนแรงแต่หนักแน่นราวกับใช้แรงทั้งหมดที่เหลือ “ทิ้งข้าไว้ตรงนี้ ข้าถ่วงเวลาให้ได้อีกนิดหน่อย อย่างน้อยก็มากพอให้เ้าสองคนหนีไปไกลจากตรงนี้”
“ไม่มีทาง” ชิงหยวนตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เสียงสั่นด้วยความโกรธปนความกลัว “ข้าเพิ่งได้ท่านคืนมา ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านเสียชีวิตต่อหน้าข้าอีกครั้งเด็ดขาด”
“นี่ไม่ใช่เื่อารมณ์” คนเฝ้าก้นเหวพยายามยกเสียงขึ้นแต่กลับไอออกมาเป็เืจางๆ “เ้าต้องคิดด้วยเหตุผล ข้าสภาพแบบนี้พาไปไหนก็ช้าเท่ากันหมด ยิ่งถ่วงเวลาไว้ที่นี่นานเท่าไร มันยิ่งตามทันเราทุกคนพร้อมกัน”
เฟยหลงกำมือแน่นจนเล็บจิกลงเนื้อ เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้อีกครั้ง — การเลือกระหว่างการทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลังเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง เขาจำได้ดีว่าครั้งก่อนที่คนเฝ้าก้นเหวเลือกอยู่สู้เพื่อถ่วงเวลาให้เขาหนีนั้นทิ้งาแในใจไว้ลึกแค่ไหน เขาไม่มีทางปล่อยให้เื่เดิมเกิดขึ้นซ้ำอีก
“เราจะไม่ทิ้งใครไว้ทั้งนั้น” เฟยหลงพูดหนักแน่น สายตามั่นคงผิดกับความอ่อนล้าของร่างกาย “ไม่ว่าจะต้องคิดหาทางแบบไหนก็ตาม เราจะรอดไปด้วยกันทั้งสามคน”
—
ชิงหยวนหันไปมองรอบตัวทันที กระบี่ที่วางอยู่ข้างกายถูกคว้ากลับมาถืออย่างระมัดระวัง สีหน้าที่เพิ่งผ่อนคลายด้วยความดีใจกลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้งในพริบตา เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง สมาธิจดจ่อกับลมหายใจรอบตัวตามวิชาที่ฝึกมาทั้งชีวิต พยายามััถึงกระแสปราณแปลกปลอมที่อาจซ่อนอยู่ในความเงียบของป่า
ไม่กี่วินาทีต่อมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็สีซีดทันที
“มา…มาจริงๆ” เขากระซิบ เสียงแทบไม่มีลมหายใจ “ข้าััได้ถึงน้ำหนักฝีเท้าที่กดพื้นหนักผิดปกติ ห่างออกไปไม่ถึงร้อยก้าวทางทิศตะวันตก กำลังเข้ามาเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน…เหมือนมั่นใจว่าหนีไปไหนไม่พ้น”
เฟยหลงรู้สึกเืในร่างกายเย็นเฉียบทันที มองไปที่คนเฝ้าก้นเหวที่นอนอยู่บนตักตัวเองในสภาพที่แทบขยับไม่ได้ มองไปที่ชิงหยวนที่เพิ่งใช้ปราณไปมากกับการประคองชีพจรจนเหนื่อยล้า แล้วมองไปที่ตัวเองที่ยังไม่มีปราณเหลือแม้แต่น้อย
ไม่มีทางที่พวกเขาทั้งสามจะหนีทันในสภาพเช่นนี้ และไม่มีทางที่จะสู้กับคนที่แม้แต่คนเฝ้าก้นเหวยังต้องแลกด้วยาแสาหัสได้เลยสักนิด
“โขดหินก้อนใหญ่ทางซ้าย” ชิงหยวนกระซิบเร็ว สายตากวาดหาที่กำบังท่ามกลางความตื่นตระหนก “มันมีซอกลึกพอจะซ่อนตัวได้ทั้งสามคน ไม่ใช่ทางออกถาวรแต่ดีกว่ายืนนิ่งอยู่ตรงนี้”
เขาไม่รอคำตอบ อุ้มร่างคนเฝ้าก้นเหวขึ้นอย่างระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาจำกัด กล้ามเนื้อสั่นเทาด้วยแรงที่เหลืออยู่ไม่มากนัก เฟยหลงรีบเข้าไปช่วยประคองอีกด้าน ทั้งสองเคลื่อนตัวไปทางซอกหินอย่างเงียบที่สุดเท่าที่ทำได้ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหวาดระแวงว่าเสียงใบไม้แตกใต้ฝ่าเท้าจะดังเกินไปหรือไม่
พอถึงซอกหิน ชิงหยวนวางร่างคนเฝ้าก้นเหวลงอย่างเบามือ ก่อนหันมากระซิบกับเฟยหลง “ถ้าเกิดเื่ไม่คาดฝัน เ้าต้องพาอาจารย์อาหนีไปให้ไกลที่สุด ไม่ว่าข้าจะเป็อย่างไรก็ตาม” เขาไม่รอให้เฟยหลงเถียง เพียงกำมือเฟยหลงไว้แน่นครู่หนึ่งก่อนหันไปเผชิญหน้ากับทิศทางที่เสียงฝีเท้านั้นดังมา
เฟยหลงรู้สึกหัวใจเต้นรัวจนแทบะเิ เขาไม่มีปราณเหลือจะช่วยสู้ ไม่มีแรงเหลือจะวิ่งไกล มีเพียงร่างของคนเฝ้าก้นเหวที่ยังหมดสติอยู่ในอ้อมแขนและคำสั่งที่หนักอึ้งเกินกว่าจะรับไหว
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังแ่เบาจากทิศตะวันตกอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิมอย่างชัดเจน