ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า

    บทที่ 39 : คำชี้เเนะจากศิษย์พี่

    กลุ่มซ่งหยวนกับฉางกวงเดินมาได้สักพัก ก็มาถึงยังที่หมาย น้ำตกในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยเหล่าศิษย์สายนอกมากมายกำลังยืนล้อมบริเวณหนึ่งเป็นครึ่งวงกลม พอทั้งหมดเดินเข้ามาใกล้กับกลุ่มคนครึ่งวงกลมนั้นเอง


    “ข้าคือศิษย์พี่ของพวกเจ้า วันนี้ข้าจะมาเล่าประสบการณ์เรื่องต่าง ๆ ของตัวข้าเอง พวกเจ้ามีข้อสงสัยอันใดถามมาได้เลย”   ชายหนุ่มรูปร่างสูงบาง สีหน้าดูหล่อเหลา เอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉยพลางโยนเม็ดหมากล้อมในมือเล่นไปมาอย่างเบื่อหน่าย

    ได้ยินเช่นนั้น เหล่าศิษย์สายนอกที่ล้อมอยู่นั่น ก็โห่ร้องอย่างยินดี เสียงดังจอเเจคล้ายจะปรึกษาว่าจะถามอันใดกันดี


    “ศิษย์พี่คนนี้ เเปลกคนจริง”  ฉางกวงเห็นศิษย์พี่โยนหมากไปมา จึงครุ่นคิดอยู่ในใจเงียบ ๆ 

    เสียงดังจอเเจของเหล่าศิษย์สายนอกก็ยังคงดังไม่หยุด พลันมีคนใจกล้าคนหนึ่งถามออกมา พอศิษย์พี่คนนี้ได้ยินจึงพยักหน้าให้


    “พวกเจ้าเงียบ ๆ กันหน่อย”  เนื่องด้วยเสียงนี้มีปราณผสานอยู่ด้วย จึงทำให้เสียงดังมากเป็นพิเศษ

    เหล่าศิษย์สายนอกที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเงียบลงในฉับพลัน บางส่วนมีท่าทีสั่นสะท้านเล็กน้อย


    “นี่มันปราณขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 5 เเถมเผลอ ๆ ยังเเข็งเเกร่งกว่าผู้อาวุโสบางส่วนเสียด้วยซ้ำ”  ฉางกวงจ้องมองไปยังศิษย์พี่ผู้นี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จ้องมองไปยังกลุ่มของซ่งหยวน ก็เห็นสีหน้าซ่งหยวนเเสดงความหวั่นเกรงออกมาบางส่วน เฉินเฟยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าเคร่งเครียด ร่างกายเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว ด้านเจียงหวงนั้นดูจะสบาย ๆ มากกว่าคนอื่น ๆ สีหน้ายังคงนิ่งสงบ เเต่ก็อดมีความหวั่นเกรงขึ้นมาในใจไม่ได้ ส่วนคนอื่น ๆ ในกลุ่มซ่งหยวนดูสั่นสะท้านไม่ต่างจากศิษย์สายนอกคนอื่น ๆ


    “เอาล่ะ เจ้าตรงนั้นน่ะ ถามมาใช่รึไม่ว่าคุณสมบัติของศิษย์สายในมีอันใดบ้าง เป็นคำถามที่ดี งั้นข้าจะเริ่มจาก

    เจ้าต้องมี 3 สิ่งนี้ก่อน ถ้าเจ้ามี 3 สิ่งนี้ครบรับรองว่าเจ้าสอบผ่านก็ได้เป็นศิษย์สายในโดยไม่มีปัญหาใด ๆ 

    อย่างเเน่นอน

    นั่นก็คือ พลัง ความสัมพันธ์ และ คุณธรรม”  น้ำเสียงของศิษย์พี่สายในเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด


    “ศิษย์พี่ขอรับ เเล้ว 3สิ่งนี้มีรายละเอียดเยี่ยงไรบ้างรึขอรับ”  น้ำเสียงสงสัยมาจากในกลุ่มคน


    “ข้าก็กำลังจะอธิบายอยู่พอดี ข้าจะสรุปให้สั้น ๆ ว่า พลังก็คือ ปราณของเจ้าอย่างน้อยต้องมากกว่าขั้น 3 เป็นอย่างเเรก

    อย่างที่สอง เจ้าจะต้องมีความสัมพันธ์กับผู้คน นั่นคือการที่สำนักต้องให้ผู้อาวุโสที่เป็นอาจารย์ของพวกเจ้ามารับรองก็คือแย่างที่สองนั่นเอง

    ส่วนอย่างสุดท้าย เจ้าเเละครอบครัวเจ้าต้องมีคุณธรรม หมายความว่าครอบครัวพวกเจ้าจะถูกตรวจสอบโดยสำนัก ครอบครัวพวกเจ้าต้องมีคุณธรรม ประกอบอาชีพสุจริต 3 สิ่งจบลงเพียงเท่านี้”  ศิษย์พี่สายในโบกมือประกอบการอธิบายอย่างตั้งใจ

    ฝูงชนพลันเงียบกริบ เเววตาเเต่ละคนดูครุ่นคิดตามโดยยังไม่รู้ตัวว่าศิษย์พี่เอ่ยจบเเล้ว


    “ข้อเเรกข้อสองข้าผ่านฉลุยเลย เเต่ข้อสามนี่น่ะสิ”  ฉางกวงกลัดกลุ้มอยู่ในใจอย่างเงียบ ๆ 


    “ศิษย์พี่ ข้าได้ข่าวว่าท่านเจ้าสำนักเร็ว ๆ นี้จะไม่อยู่ใช่รึไม่”  น้ำเสียงดังมาจากข้าง ๆ ของเขาซ่งหยวนยิ้มมองไปยังในครึ่งวงกลมอย่างสงสัย

    ศิษย์พี่สายในพอได้ยินซ่งหยวนเอ่ยออกมาเช่นนี้ 


    “เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วย  เรื่องนี้พอเจ้าเป็นศิษย์สายในก็จะรู้เอง”  เเววตาที่จ้องมองซ่งหยวนเต็มไปด้วยความลึกล้ำ  พอเห็นสายตาที่จ้องมายังตน ซ่งหยวนอดที่จะรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่ได้  เเต่ภายนอกเขาก็ยังยิ้มอบอุ่นเช่นเคย


    “พวกเจ้ายังมีคำถามอันอื่นอีกรึไม่”  ศิษย์พี่สายในพลันโยนหมากขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเบื่อหน่าย


    “ศิษย์พี่ขอรับ มีวิธีเตรียมตัวก่อนถึงวันทดสอบเยี่ยงไรบ้างรึขอรับ”  ฉางกวงเอ่ยถามด้วยเเววตาสงสัย


    “เป็นคำถามที่ดี เเต่ข้าขอบอกเอาก่อนเลยว่า วิธีเตรียมตัวของเเต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน เเต่ทุกคนล้วนย่อมต้องการผลลัพธ์เดียวกันทั้งสิ้น

    เอาล่ะ กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า เจ้าถามข้าว่าข้าเตรียมตัวเช่นไร สำหรับข้านั้นก่อนวันสอบ 1 วันตัวข้าจะงดฝึกในทันที”  ศิษย์พี่สายในเอ่ยไปพลางครุ่นคิดไปด้วย 


    “โห”  เหล่าศิษย์สายนอกพลันอุทานออกมาด้วยความคาดไม่ถึง บางคนคิดว่าตนเองจะต้องใช้วิธีนี้อย่างเเน่นอน


    “พวกเจ้าเข้าใจในสิ่งที่ข้ากล่าวไหม วิธีของข้าบางทีอาจไม่เหมาะกับพวกเจ้าก็ได้ ฉะนั้นเจ้าต้องค้นหามันด้วยตนเอง”

    ศิษย์สายในผู้นี้เอ่ยออกมาคล้ายกับคาดเดาความคิดของเหล่าศิษย์สายนอกเอาไว้เเล้ว

    “พวกข้าเข้าใจเเล้วขอรับ”  เสียงหนึ่งดังขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มคน ศิษย์สายนอกคนอื่น ๆ เมื่อได้ยินก็พลันเอ่ยตามอย่างรวดเร็ว

    ไม่เว้นเเม้เเต่กลุ่มของฉางกวง พอเห็นดังนั้นศิษย์พี่สายในก็พลันยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ 

    หลังจากนี้ศิษย์พี่ก็เอ่ยเเนะนำอยู่สักหลายประโยค รวมทั้งการทดสอบศิษย์สายใน 2 ด้านที่ฉางกวงกับเจียงหวงเคยได้ยินมาจากอาจารย์ของพวกเขาก่อนหน้านี้เเล้ว หลังจาก 2 ชั่วยามผ่านไป ศิษย์พี่ก็เอ่ยขอตัวอย่างสุภาพ เหล่าศิษย์สายนอกจึงไม่กล้าขัดขวาง

    ศิษย์พี่สายในรีบจากไปอย่างรวดเร็ว เงาเขาพลันเลือนรางจางหายไปตามมาด้วยเสียงอุทานของศิษย์สายใน


    “วันนี้ได้ประโยชน์ไม่น้อยเลยจริง ๆ”  ฉางกวงพึมพำกับตนเองอย่างเเผ่วเบา

    พอศิษย์พี่สายในกลับไปเเล้วเเต่ละคนก็พลันเเยกย้ายกัน ไม่เว้นเเม้เเต่กลุ่มของฉางกวง

    ฉางกวงเดินกลับมาพร้อมกับ เจียงหวง เฉินเฟย เเละก็ซ่งหยวน 

    พอใกล้ถึงเรือนของตน เเต่ละคนก็เอ่ยร่ำลากันด้วยความเหนื่อยล้า 


    “เอาล่ะ ในที่สุดข้าก็ได้พักเสียที”  ฉางกวงที่พึ่งเดินมาถึงยังเรือนของตนก็พลันฟุบลงกับเตียงอย่างหมดเเรง

    วันเวลาก็ผ่านไปจนกระทั่งถึงก่อนจะเริ่มทดสอบ 1 วัน

    ซึ่งตามเเผนการเเล้ววันนี้ฉางกวงกับเจียงหวงต้องฝึกตามปกติ เเต่ตอนนี้เเขกอาวุโสเห็นว่าทั้งสองดูบรรลุขั้นได้มากที่สุดเเล้ว

    ถ้าฝืนไปมากกว่านี้รังเเต่จะทำให้รากฐานปราณไม่เสถียรเสียเปล่า ๆ

    วันนี้ทั้งสองจึงได้พักเป็นกรณีพิเศษ


    “ถึงวันนี้ข้าจะได้พัก เเต่ก็รู้สึกสังหรณ์แปลก ๆ ชอบกลเหมือนกับว่ามันจะไม่ง่ายเช่นนั้น”  ฉางกวงคิดถึงสีหน้าของเเขกอาวุโสก่อนที่จะบอกยกเลิกการฝึกของวันนี้เเล้ว ก็รู้สึกผิดเเปลกเป็นอย่างมาก  เขาเองก็ลองไปคุยกับเจียงหวงเเล้วเเต่อีกฝ่ายก็ดูไม่คิดอันใดมาก เดินจากไปด้วยท่าทีสบาย ๆ  


    “สงสัยข้าจะคิดมากไปเอง”  ฉางกวงพลันกำลังเตรียมตัวกลับเข้าเรือนตนอยู่นั้นเอง 

    ฉับพลันมีคนผู้หนึ่งเดินมายังด้านหน้าฉางกวงด้วยท่าทีรีบร้อนเอ่ยขึ้นมาอย่างเเข็งขัน


    “นี่คือเรือนของฉางกวงใช่รึไม่…”


    “ใช่เเล้วขอรับ ท่านมีอันใดกับข้ารึเปล่า”  ฉางกวงจ้องมองยังคนผู้นั้นด้วยความมึนงง


    “อะเเฮ่ม มีประกาศพิเศษมาถึงเจ้า”  คนผู้นี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ


    “ประกาศพิเศษ คือ อันใดรึขอรับ”  ฉางกวงเเววตามึนงงยิ่งกว่าเดิม


    “ประกาศพิเศษ ก็คือ คำสั่งพิเศษจากผู้อาวุโสในสำนักหรือสมาคมที่จะให้ศิษย์ไปพบพวกเขา นับว่าเป็นเกียรติของเจ้าเเล้ว”

    คนผู้นี้ จ้องมองยังฉางกวงด้วยความอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด


    ประกาศพิเศษนั้นคือ ผู้อาวุโสระดับสูงผู้หนึ่งเรียกตัวศิษย์สำนักเข้าพบ นั่นก็คือโอกาสสำหรับทุก ๆ คนที่อยากจะผูกความสัมพันธ์กับเหล่าคนระดับสูงในสำนัก  จึงไม่เเปลกที่จะมีคนอิจฉาตาร้อนอย่างห้ามไม่ได้ ถ้ามีความสัมพันธ์กับคนระดับสูงเหล่านั้นเเล้ว ก็จะส่งผลให้ชีวิตในสำนักดีขึ้นมากกว่าเดิม เหล่าศิษย์โดยทั่งไปเเล้วถ้าได้โอกาสนี้ จะรีบรับไว้อย่างรวดเร็วราวกับว่ากลัวคนจะมาเเย่งไป


    เเต่ฉางกวงนั้นกลับกันเขารู้สึกว่าเรื่องเยี่ยงนี้ยุ่งยากชะมัด เเต่จะปฎิเสธก็จะเป็นการหักหน้าผู้อาวุโสผู้นี้ 

    เขาจึงพยักหน้าตอบรับอย่างจนใจ  


    “เชิญตามมาได้เลย”  คนที่นำสารมาส่ง เอ่ยอย่างเรียบเฉย ฉางกวงก็เดินตามไปอย่างเบื่อหน่าย 

    เเต่พอเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ที่เดินไปทางเดียวกัน ฉางกวงพลันสะดุ้งตื่นจากห้วงภวังค์ นิ่งอึ้งอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง


    “พี่เจียง ท่านมาทำอันใดที่นี่รึ”  ฉางกวงจ้องมองยังเจียงหวงที่ยืนอยู่ด้านตรงข้าม 


    “ข้าได้รับประกาศพิเศษ เจ้าเองก็เช่นกันรึ”  เจียงหวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    “ข้าเองก็เป็นเช่นเดียวกับท่านเลย”  ฉางกวงรู้สึกดีใจ  ว่าอย่างน้อยตนเองก็มีเพื่อนที่รับชะตากรรมเดียวกันเเล้ว สีหน้าจึงดูดีขึ้นเล็กน้อย


    ทั้งสองจึงร่วมเดินทางไปด้วยกัน โดยฉางกวงจะจะชวนเจียงหวงพูดคุยเป็นระยะ ๆ ส่วนผู้นำทางทั้งสองนั้นเดินนำไปด้วยความเงียบสงบ


    พอเดินไปเรื่อย ๆ พลันสังเกตเห็นยังพื้นที่ ๆ ทั้งสองคุ้นเคย 


    “นี่มัน สมาคมอักขระนี่”   ฉางกวงถึงเเม้จะรู้สึกตกอกตกใจไม่น้อย เเต่ตัวเขาเองก็เดินเข้าไปอย่างสงบเสงี่ยม

    พอเดินมาได้ซักพักก็เห็นห้อง ๆ หนึ่งที่ดูหรูหรางดงามมากกว่าสถานที่อื่น ๆ ที่เขาเคยเห็นมา


    “อ…อย่าบอกนะว่า”  ฉางกวงที่เเม้จะเพียงจ้องมองด้านหน้าของตน สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกตะลึง 

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน