"เช่นนั้นจะซื้ออาวุธให้ใครก่อนดีล่ะ" ไป๋ชิงอวิ๋นถามขึ้น
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงมองหน้ากันไปมา
"เจ้าจะซื้ออาวุธให้พวกเราด้วยหรือ" กู่หวงกล่าวขึ้น "ข้าก็นึกว่าวันนี้ พวกข้าแค่พาเจ้ามาซื้ออาวุธของเจ้าเสียอีก"
"จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกันล่ะ อิงตามความตั้งใจเดิมของข้า คือพาพวกเจ้ามาซื้ออาวุธและชุดเกราะกลับไปต่างหาก ในกลุ่มของพวกเราหากมีข้าใช้ของดีอยู่คนเดียว เช่นนั้นพวกเจ้าจะต่อกรกับศัตรูอย่างไร ใช้มือเปล่าสู้เหรอ?"
"เอ่อ..อาวุธหนึ่งชิ้นที่ขายอยู่ที่นี่แพงมากเลยนะ เจ้าจะซื้อไหวเหรอ" หยางเฉินถามขึ้น
"ไหวไม่ไหวก็ต้องลองซื้อดูก่อนถึงจะรู้ หากเงินไม่พอก็แค่เอาของไปขายเพิ่ม เจ้าจะคิดมากไปทำไม"
"ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เช่นนั้นก็ซื้อให้กู่หวงก่อนเถอะ จากนั้นค่อยเรียงลำดับมาที่หยางเฉิน และคนสุดท้ายค่อยเป็นข้า"
"เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้" ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดหน้าสารบัญแคตตาล็อกขึ้นมา จากนั้นก็เลือกไปที่หมวดหมู่อาวุธหอก หนังสือเล่มนี้หนาเป็นอย่างมาก มันมีหลายพันหน้าเลยทีเดียว
อาวุธหอกถูกจัดเรียงอยู่ในหน้าที่สามพันห้าสิบเอ็ด ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดหนังสือไปยังหน้านั้น สหายทั้งสามก็ยื่นหัวเข้ามามุงดู รายละเอียดของอาวุธในหนังสือแคตตาล็อกมีเพียงชื่ออาวุธ รูปอาวุธ และคำอธิบายเกี่ยวกับอาวุธเท่านั้น ไม่มีราคาบอกเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
"กู่หวงเจ้าจะเอาหอกแบบไหนล่ะ" หยางเฉินเอ่ยถาม
"แน่นอนว่าต้องเลือกหอกที่เข้ากับวิชาที่ฝึกสิ ทักษะหอกเดียวทลายโลกาของข้า จากที่ศึกษาดูในช่วงนี้ มันเป็นทักษะที่แข็งกร้าวเป็นอย่างมาก ข้าอยากได้หอกที่ทนทานหน่อย เพราะหากได้หอกที่มีเนื้ออ่อนมา มันอาจจะทำให้ข้าใช้ทักษะหอกเดียวทลายโลกาได้ไม่กี่กระบวนท่า หากเป็นหอกเนื้ออ่อนมันก็คงจะพังเสียก่อน"
"เช่นนั้นลองดูหอกเล่มนี้หน่อยเป็นไง" ไป๋ชิงอวิ๋นชี้นิ้วลงไปที่หนังสือ
สายตาของเหล่าสหายจ้องมองตามปลายนิ้วชี้ของไป๋ชิงอวิ๋น หอกยมโลก นี่คือชื่อของหอกเล่มนี้ ซึ่งภายใต้คำอธิบายของหอกเขียนเอาไว้ว่า หอกยมโลกเป็นหอกเนื้อเหนียวแข็งแรงทนทาน แต่มีแรงอาฆาตสูง เพราะจิตวิญญาณที่ถูกนำมาหลอกเป็นอาวุธคือดวงจิตของเผ่าพันธุ์มังกร
"เจ้าคิดว่าอย่างไร" ไป๋ชิงอวิ๋นถามขึ้น
"เอามาลองดูก็ได้ เพราะในบรรดาหอกที่ไล่ดูมา ข้ารู้สึกชื่นชอบหอกเล่มนี้มากที่สุด"
"เช่นนั้นก็รบกวนแม่นางหนานเอ๋อร์ช่วยนำหอกเล่มนี้ออกมาให้พวกข้าด้วย" ไป๋ชิงอวิ๋นเงยหน้ามองไปที่ฉินหนานเอ๋อร์
"คุณชายกู่โปรดรอสักครู่" ฉินหนานเอ๋อร์เดินหายเข้าไปที่หลังห้อง ใช้เวลาไม่นานนางก็ถือกล่องไม้ที่มีขนาดยาวออกมาหนึ่งกล่อง
ตึบ!
เสียงทึบๆกระแทกลงกับพื้น ฉินหนานเอ๋อร์วางกล่องไม้ที่มีขนาดยาวที่ถือมาลงกับพื้นกลางห้อง จากนั้นก็เปิดฝากล่องไม้ที่มีขนาดยาวออก พวกไป๋ชิงอวิ๋นก็ลุกขึ้นไปดู
กู่หวงมองดูหอกสีดำสนิทที่นอนอยู่ในกล่องไม้ เพียงแว๊บแรกที่ได้เห็นมัน กู่หวงก็รู้สึกชื่นชอบหอกเล่มนี้อย่างบอกไม่ถูก เขาหันมองไปทางฉินหนานเอ๋อร์แล้วกล่าวถามขึ้นว่า
"แม่นางฉิน ข้าขอลองหอกเล่มนี้หน่อยได้หรือไม่"
"คุณชายกู่เชิญตามสบาย แต่ขอให้ท่านระวังเรื่องแรงอาฆาตของมันด้วย" ฉินหนานเอ๋อร์กล่าวเตือน
กู่หวงก้มตัวลงแล้วยื่นมือขวาออกไปสัมผัสกับตัวหอก หวึง เสียงหอกสั่นสะเทือนเสียดสีกับอากาศดังลอดออกมาจากกล่องไม้ กู่หวงคว้าจับหอกที่ดำสนิทเล่มนั้นไว้อย่างเต็มกำมือ เขายกหอกสีดำขึ้นจากกล่องไม้ ตัวหอกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันพยายามดิ้นรนขัดขืนเพื่อให้หลุดพ้นออกจากเงื้อมมือของกู่หวง
"คุณชายกู่ระวังด้วย" ฉินหนานเอ๋อร์กล่าวเตือนขึ้นอีกครั้ง เพราะคนที่จะสามารถใช้หอกเล่มนี้ได้ อย่างน้อยต้องมีพลังอยู่ในระดับก่อกำเนิดขึ้นไปถึงจะใช้ได้ หากต่ำกว่านั้นอาจจะอันตรายถึงชีวิต ด้วยเหตุนี้ฉินหนานเอ๋อร์จึงจำเป็นต้องกล่าวเตือนกู่หวงอีกครั้ง
"ระวังด้วยกู่หวง" หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าวเตือนขึ้นอย่างร้อนใจ หอกยมโลกเล่มนี้ดูแล้วไม่ธรรมดาจริงๆ
ในสถานการณ์ตึงเครียดภายในห้อง มีเพียงไป๋ชิงอวิ๋นที่ยืนมองกู่หวงอย่างสงบนิ่ง
ตัวหอกยังคงพยายามดิ้นรนและขัดขืน มันปลดปล่อยคลื่นพลังแห่งความอาฆาตออกมา ออร่าทมิฬชาดแผ่กระจายออกมาจากตัวของหอกยมโลก แสงสีดำแดงเข้าปกคลุมแขนขวาของกู่หวง ความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงที่มือขวาของเขา กู่หวงมีสีหน้าเคร่งขรึมเคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะถูกโคจรพร้อมกับทักษะบดบังสวรรค์
แสงสีทองแผ่กระจายออกมาจากร่างของกู่หวง ออร่าสีทองของเคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะขับไล่ออร่าทมิฬชาดของหอกยมโลก ออกไปจากแขนขวาของกู่หวง ในช่วงแรกที่ออร่าปะทะกัน ออร่าทมิฬชาดที่มีสีดำแดงก็ถูกออร่าสีทองสะกดข่มเอาไว้ หลังจากนั้นก็ใช้เวลาไม่นานออร่าสีทองก็ปกคลุมไปทั่วทั้งหอกยมโลก
หอกสีดำสงบนิ่งลง กู่หวงลองควงหอกในมือไปมา ทำให้เกิดคลื่นลมพัดพาอากาศขึ้นมาภายในห้อง เสื้อผ้าอาภรณ์และเส้นผมของทุกคนที่อยู่ภายในห้อง เริ่มพริ้วไหวไปตามแรงลมของหอก
ควับ!
เสียงหอกกรีดสายลมแหวกอากาศไปมา กู่หวงทดลองมันจนหนำใจ หลังจากนั้นเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา จนสุดท้ายก็หยุดนิ่งลง
"ชิงอวิ๋นข้าเลือกหอกเล่มนี้แหละ" กู่หวงชูหอกเล่มสีดำยาวให้กับไป๋ชิงอวิ๋นและสหายของเขาอีกสองคนดู
ฉินหนานเอ๋อร์จ้องมองกู่หวงด้วยสีหน้าตกตะลึง ในตอนแรกนางคิดว่าเขาคงทำไม่สำเร็จ และเมื่อถึงช่วงจังหวะสำคัญนางจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่สิ่งที่เห็นมันกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่นางคิดเอาไว้ ออร่าสีทองที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของกู่หวง ฉินหนานเอ๋อร์ไม่เข้าใจมันเลยสักนิด ระดับหลอมกายาสามารถปล่อยออร่าที่ทรงพลังเช่นนี้ออกมาได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
"แม่นางฉิน หอกเล่มนี้ทางหอการค้ายุทธภัณฑ์ขายที่ราคาเท่าไหร่หรือ" ไป๋ชิงอวิ๋นหันไปถามฉินหนานเอ๋อร์
ฉินหนานเอ๋อร์สะดุ้งตื่นจากภวังค์ นางหันมามองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า "อาวุธชิ้นนี้ทางหอการค้ายุทธภัณฑ์ของเราขายอยู่ที่ราคา สี่หมื่นเจ็ดพันหินเซียนระดับสูง"
เคร้ง~
หอกยาวหลุดจากมือของกู่หวงทันทีหลังจากที่เขาได้ยินราคา หอกเล่มนี้แพงเกินไปแล้ว
ไป๋ชิงอวิ๋นมองไปยังหอกที่ตกอยู่ที่พื้น จากนั้นเขาก็ชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว "หนึ่งหมื่นเจ็ดพันหินเซียนระดับสูง"
ฉินหนานเอ๋อร์จ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยแววตาเฉียบคม "คุณชายไป๋ล้อเล่นแล้ว หอกเล่มนี้เป็นอาวุธจิตวิญญาณระดับสูง จะปล่อยขายในราคาหนึ่งหมื่นเจ็ดพันหินเซียนระดับสูงได้อย่างไร"
"หนึ่งหมื่นเจ็ดพันหินเซียนระดับสูง ราคานี้ขาดตัว หากท่านไม่ขายเช่นนั้นก็เอาไปเก็บเถอะ" น้ำเสียงของไป๋ชิงอวิ๋นเฉียบขาด แววตาของเขาคมกริบไม่มีท่าทางอ่อนข้อเลยแม้แต่น้อย
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงจ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นเป็นตาเดียว ในใจของพวกเขาคิดว่า สหายของตนเองจะต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ หอการค้ายุทธภัณฑ์แห่งเมืองจินหยางเคยมีการต่อรองราคาเกิดขึ้นเสียที่ไหนกัน ดูเหมือนว่าจะต้องปล่อยหอกเล่มนี้ไปเสียแล้ว
'คนผู้นี้รู้ถึงราคาที่แท้จริงของหอกเล่มนี้อย่างนั้นหรือ เหตุใดถึงต่อรองราคาเหลือใกล้เคียงกับต้นทุนเช่นนี้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นทางเรายังมีกำไรอยู่หนึ่งพันหินเซียนระดับสูง' ฉินหนานเอ๋อร์มองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยสายตาแปลกๆ
"ในเมื่อผู้ดูแลเฉินบอกให้หนานเอ๋อร์ดูแลพวกท่านเป็นอย่างดี เช่นนั้นก็ขายในราคาหนึ่งหมื่นเจ็ดพันหินเซียนระดับสูงก็แล้วกัน"
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงทั้งสามคนนึกว่าตัวเองหูฝาด พวกเขาหันหน้าไปมองฉินหนานเอ๋อร์พร้อมกับปากที่อ้าออกจนค้าง มีคำพูดอยู่ในใจเป็นหมื่นล้านคำ แต่น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านั้น ไม่สามารถหลุดออกมาจากลำคอของพวกเขาได้เลยแม้แต่คำเดียว
ไป๋ชิงอวิ๋นกระดิกมือขวาเบาๆ หินเซียนระดับสูงหนึ่งหมื่นเจ็ดพันก้อนก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเขา ซึ่งมันกองอยู่ตรงพื้นห้อง
ฉินหนานเอ๋อร์มองไป๋ชิงอวิ๋นอย่างตื่นตะลึงอีกครั้ง นี่เขาจ่ายสดเช่นนี้เลยหรือ บอกจะซื้อก็ซื้อไม่อิดออดตอนจ่ายเงินเลยแม้แต่น้อย นี่มันลูกค้าสวรรค์ประทานชัดๆ นางเคยรับรองแขกที่มั่งคั่งมาแล้วมากมาย แต่ลูกค้าทุกคนเมื่อถึงเวลาที่ต้องจ่ายเงินมากขนาดนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องมีหน้าเปลี่ยนสีกันบ้าง
แต่ไป๋ชิงอวิ๋นเขาไม่มีอาการเหล่านั้นเลย เขาทำเหมือนกับว่าหินเซียนระดับสูงพวกนี้เป็นของไร้ค่า ฉินหนานเอ๋อร์กวาดมือออกไปเก็บหินเซียนระดับสูงเข้ามาไว้ในแหวนมิติของนาง
"มัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ รีบเก็บหอกของเจ้าสิ" กล่าวจบไป๋ชิงอวิ๋นก็กลับไปนั่งที่เดิม แล้วเปิดดูหนังสือแคตตาล็อกอีกครั้ง
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงใช้เวลาในการเรียกสติอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็กลับมานั่งที่เดิมของพวกเขา หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงเริ่มดูอาวุธของตนเอง ใช้เวลาอยู่นานในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจได้ การเลือกอาวุธครั้งนี้พวกเขาเลือกอย่างสนุกสนาน
ฉินหนานเอ๋อร์มองดูพวกไป๋ชิงอวิ๋น นางแอบประเมินไป๋ชิงอวิ๋นเอาไว้สูงมาก คนผู้นี้มีไมตรีต่อมิตรสหายมากมายเลยทีเดียว แม้แต่หินเซียนระดับสูงหนึ่งหมื่นเจ็ดพันก้อนเขายังยินดีจ่ายให้สหายของเขาเลย
ไป๋ชิงอวิ๋นไม่ได้สนใจต่อสายตาฉินหนานเอ๋อร์ เขาตัดสินใจดูชุดเกราะไปด้วยเลย ไหนๆก็ซื้ออาวุธแล้วเช่นนั้นก็ซื้อเกราะป้องกันด้วยเสียเลย ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดหนังสือไปยังหน้าชุดเกราะป้องกัน ทั้งสี่คนช่วยกันเลือกอยู่นานในที่สุดก็เลือกชุดเกราะที่ตัวเองอยากได้ ได้เสียที
ไป๋ชิงอวิ๋นบอกให้แม่นางฉินหนานเอ๋อร์ไปนำของเหล่านั้นออกมา ซึ่งฉินหนานเอ๋อร์ตอบรับอย่างนอบน้อม นางใช้เวลาไม่นานในการนำของพวกนั้นออกมา เพียงแต่คราวนี้นางไม่ได้ถือมันออกมาด้วยมือเปล่าของนางแล้ว ครั้งนี้นางเก็บมันไว้ในแหวนมิติ จากนั้นค่อยเรียกมันออกมาจากแหวนมิติแล้วค่อยเรียกมันออกมาวางมันไว้ที่กลางห้อง
พวกไป๋ชิงอวิ๋นรีบเข้าไปดูของที่เองสั่งมา หยางเฉินกับมู่ปิงเฟิงรีบเปิดดูกล่องอาวุธที่ตัวเองเลือกมา ของหยางเฉินคือกระบี่ยาวมือเดียวหนึ่งเล่ม ส่วนของมู่ปิงเฟิงคือกระบี่ยาวสองเล่ม ทั้งสองลองสัมผัสดูอาวุธของตนเอง ออร่าสีดำขาวแผ่กระจายออกมาจากร่างของหยางเฉิน ส่วนมู่ปิงเฟิงก็ปลดปล่อยออร่าสีฟ้าขาวออกมาปกคลุมกระบี่ทั้งสองเล่มเอาไว้เช่นเดียวกัน
ไป๋ชิงอวิ๋นตรวจเช็คดูชุดเกราะทั้งหมด เมื่อดูแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาดตรงไหน เขาก็เริ่มคำนวณราคาในทันที ในเรื่องนี้ใช้เวลาคิดคำนวณไม่นานก็ได้ผลสรุปของตัวเลขแล้ว ไป๋ชิงอวิ๋นหันไปมองแม่นางฉินหนานเอ๋อร์ จากนั้นก็กล่าวถามขึ้นว่า
"แม่นางฉิน ของพวกนี้ราคาทั้งหมดเท่าไหร่"
ฉินหนานเอ๋อร์มองไป๋ชิงอวิ๋นอย่างมีเลศนัย กล่าวตามตรงนางไม่กล้าเสนอราคาต่อหน้าไป๋ชิงอวิ๋นอีกแล้ว มิเช่นนั้นมันอาจจะเป็นการเปิดโปงหอการค้ายุทธภัณฑ์แห่งเมืองจินหยาง ว่าพวกเขาฟันกำไรจากลูกค้ามากมายมหาศาลขนาดไหน
"คุณชายไป๋ลองเสนอราคามาก่อนเป็นยังไง หากเป็นราคาที่ทางหอการค้ายุทธภัณฑ์ของเรารับได้ เช่นนั้นก็ขายในราคาที่คุณชายไป๋เสนอมาเถอะ" ฉินหนานเอ๋อร์กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไป๋ชิงอวิ๋นผู้นี้จะเชี่ยวชาญเรื่องนี้จริงหรือไม่ หากเขาไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เลยแล้วบอกราคามาผิด เช่นนั้นนางก็จะตอกหน้าเขาให้หงายไปเลย
"เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจล่ะ กระบี่เพลินวารี ราคาหนึ่งหมื่นเก้าพันหินเซียนระดับสูง กระบี่คู่ฝนเหมันต์ ราคาสามหมื่นสองพันหินเซียนระดับสูง ชุดเกราะตะวันราตรี ราคาสองหมื่นหนึ่งพันหินเซียนระดับสูง ชุดเกราะอัสนีคำรณ ราคาสองหมื่นสามพันห้าร้อยหินเซียนระดับสูง ชุดเกราะเสวียนหมิง ราคาสองหมื่นห้าพันหินเซียนระดับสูง ชุดเกราะแก่นเหมันต์ ราคาสองหมื่นสี่พันสามร้อยหินเซียนระดับสูง ราคานี้แม่นางฉินคิดว่าเป็นอย่างไร" ไป๋ชิงอวิ๋นไล่ชี้สินค้าไปทีละอย่าง เมื่อกล่าวจบจึงหันกลับมาถามแม่นางฉินหนานเอ๋อร์อีกครั้ง
ฉินหนานเอ๋อร์คิดคำนวณตามราคาที่ไป๋ชิงอวิ๋นบอกมา จากนั้นสีหน้าของนางก็เริ่มซีดเซียวลงเล็กน้อย เพราะราคาที่ไป๋ชิงอวิ๋นเสนอมา ของแต่ละชิ้นของทางหอการค้ายุทธภัณฑ์จะมีกำไรอยู่ชิ้นละหนึ่งพันถึงหนึ่งพันห้าร้อยหินเซียนระดับสูง
คนผู้นี้เป็นกูรูในเรื่องศาสตราวุธหรืออย่างไรกัน เหตุใดถึงบอกราคาได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ ฉินหนานเอ๋อร์มองไป๋ชิงอวิ๋นราวกับเห็นยักษ์มารปีศาจร้าย โชคดีที่เมื่อครู่นี้นางไม่ได้เสนอราคาออกไป ไม่เช่นนั้นคงโป๊ะแตกเป็นแน่แท้
"เช่นนั้นก็ตกลงตามราคาที่คุณชายไป๋เสนอมาก็แล้วกัน หนานเอ๋อร์ไม่มีอะไรจะคัดค้านผู้เชี่ยวชาญหรอกเจ้าค่ะ"
ไป๋ชิงอวิ๋นสะบัดมือหินเซียนระดับสูงหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พันแปดร้อยก้อนก็ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าของไป๋ชิงอวิ๋น หากรวมกับของชิ้นแรกก่อนหน้านี้ วันนี้ไป๋ชิงอวิ๋นจ่ายเงินออกไปในจำนวนหนึ่งแสนหกหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยหินเซียนระดับสูง วันนี้ถือว่าใช้เงินมือเติบมากจริงๆ หากนำยอดตรงนี้ไปลบกับยอดคงเหลือก่อนหน้านี้ ไป๋ชิงอวิ๋นก็จะเหลือหินเซียนระดับสูงติดตัวอยู่อีกประมาณหนึ่งแสนสามหมื่นก้อน เพิ่งผ่านจากงานประมูลมาเพียงวันเดียวเงินก็ปลิวหายไปเกือบหมดเสียแล้ว
"จำนวนไม่ขาดไปใช่ไหมแม่นางฉิน"
"ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์เลยเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าคุณชายไป๋ยังอยากจะซื้ออะไรอีกหรือไม่เจ้าคะ หนานเอ๋อร์จะไปนำของชิ้นต่อไปมาให้" ฉินหนานเอ๋อร์ชักเริ่มรู้สึกติดใจ เพราะนางไม่เคยเจอลูกค้าที่จ่ายเงินได้มือเติบเช่นนี้มาก่อน
"วันนี้พอแล้วล่ะ ซื้อของมาเยอะมากพอแล้ว" ไป๋ชิงอวิ๋นบอกปัด จากนั้นก็เดินไปทางพวกกู่หวง ไป๋ชิงอวิ๋นเก็บชุดเกราะเสวียนหมิงของตนเองเข้าไปในแหวนมิติ
ไป๋ชิงอวิ๋นหันไปมองแม่นางฉินหนานเอ๋อร์ จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า "ในเมื่อวันนี้หมดธุระแล้ว เช่นนั้นก็คงต้องลากันแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณแม่นางที่ให้การต้อนรับพวกข้าเป็นอย่างดี และเพื่อเป็นการตอบแทนข้าขอมอบสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆให้กับแม่นาง" ไป๋ชิงอวิ๋นเรียกขวดหยกสีขาวออกมาห้าขวด เขาเดินเอามันไปให้แม่นางฉินหนานเอ๋อร์ แต่ไม่วายก็หันกลับมาขยิบตาเย้าหยอกมู่ปิงเฟิง
มู่ปิงเฟิงหน้าแดงระเรื่อ เขาหันหน้าหนีไปทางอื่นทำเป็นมองไม่เห็น ไม่รู้ไม่ชี้
"ในขวดหยกนี้มีอะไรหรือ" ฉินหนานเอ๋อร์จ้องมองขวดหยกสีขาวด้วยแววตาสงสัย
"ก็แค่ของบำรุงธรรมดา กินแล้วแม่นางฉินจะมีผิวพรรณผ่องใส ข้าหวังว่าแม่นางจะชอบมันนะ" กล่าวทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ไป๋ชิงอวิ๋นก็นำพาเหล่าสหายของเขาออกไปจากห้อง
ฉินหนานเอ๋อร์ลองเปิดฝาขวดหยกสีขาวออกดู กลิ่นหอมอันเย้ายวนชวนให้น้ำลายสอก็ระเบิดออกมาจากด้านในขวดหยกสีขาว สัญชาตญาณแห่งความหิวกระหายของนางถูกกระตุ้นขึ้นมา จนไม่สามารถห้ามน้ำลายที่ไหลออกมาริมฝีปากของตนเองได้ นางรีบปิดฝาขวดหยกสีขาวในทันที จากนั้นก็รีบวิ่งออกไปที่นอกห้อง นางสอดส่ายสายตาไปมา พยายามมองหาร่างของพวกไป๋ชิงอวิ๋น แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะทางเบื้องหน้าจะยังมีร่างเงาของพวกไป๋ชิงอวิ๋นอยู่อีกที่ไหนกัน