'ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาตั้งไกลจากแคว้นซ่งเพื่อมาสอบเข้าเป็นศิษย์สำนักวังบาดาลอันเรื่องชื่อ ถึงแม้จะมีคู่แข่งมากมาย แต่ข้าก็ไม่กลัว เพราะข้าที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะมาตั้งแต่วัยเยาว์ มีความมั่นใจในตัวเองมาก ว่ายังไงก็ต้องได้เป็นศิษย์ของเจ้าสำนักวังบาดาล และมีชื่อเสียงขจรไกลไปจนถึงแคว้นซ่งบ้านเกิดของข้า ตระกูลของข้าจะต้องภูมิใจในตัวข้า ข้าเป็นลูกสาวของเสนาใหญ่ของแคว้นซ่ง ทุกคนจะต้องยกย่องในตัวข้า ทั้งการปรุงยา และวรยุทธ อีกทั้งรูปร่างหน้าตาที่สะสวย และมีความโดดเด่นเหนือใครๆ จนทุกคนในแคว้นซ่งต่างเรียกข้าว่าหญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้น ไม่ว่าข้าจะเดินไปที่ไหน ทุกคนก็ต่างจับจ้องมองมาที่ข้า เหล่าคุณชายทั้งหลายต่างพากันมาเกี้ยวพาข้า และคอยเอาอกเอาใจสารพัด และเพื่อให้ตัวข้าได้เป็นที่หนึ่งในแคว้นอื่นด้วยข้าจึงมาที่แคว้นเหลียงเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าข้าทั้งงดงามและเป็นอัจฉริยะ แม้แต่แคว้นเหลียงข้าก็ต้องเป็นที่หนึ่ง ทุกคนที่แคว้นซ่งแม้แต่องค์จักรพรรดิต่างก็สนับสนุนข้าและเชื่อมั่นว่าข้าจะเข้าสำนักวังบาดาลและได้เป็นศิษย์ของเจ้าสำนักได้แน่ จะต้องทำให้แคว้นซ่งไม่ขายหน้าและมีชื่อเสียงเพราะข้ามาในตัวแทนของแคว้นซ่ง แต่แล้วทำไมมันไม่เป็นอย่างที่ข้าคิดไว้ ข้าพ่ายแพ้ แพ้ต่อพวกนาง แพ้เพราะมีพวกนางอยู่ เพราะพวกนางทั้งสวยทั้งเก่งทั้งโดดเด่นกว่าข้าไป๋เฉียนฉิง ฟางเหม่ยหลิง ข้าเกลียดพวกเจ้า '
"เป็นเพราะพวกเจ้าข้าถึงกลายเป็นแค่คนที่ไร้ตัวตนที่นี่ ทั้งๆที่ข้าควรจะโดดเด่นที่สุดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่พวกเจ้าก็ทำลายความฝันของข้าไปจนหมดสิ้น"
จวินเถามองดูทั้งสองคนที่นอนสลบจมกองเลือดอย่างเคียดแค้น
"ข้ามาที่นี่ก็เพื่อเป็นที่หนึ่ง องค์ชายแปดที่ข้าหลงรักตั้งแต่แรกเห็นก็ควรเป็นของข้าสิ แล้วทำไมเขาถึงไม่มองมาที่ข้าเลย"
นางหันไปพูดกับฟางเหม่ยหลิงที่นอนสลบอยู่
"เป็นเพราะเจ้า ฟางเหม่ยหลิง เจ้าแย่งเขาไปจากข้า ข้าอยู่ที่แคว้นซ่งใครๆก็ล้วนชอบข้า หมายตาข้า คุณชายทั้งหลายต่างพากันมาเอาอกเอาใจข้า องค์ชายแปดก็ต้องเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ถ้าไม่มีเจ้าเขาก็ต้องรักและชอบข้าแน่"
นางคิดแบบนั้นเพราะนางอยู่แคว้นซ่งก็เป็นถึงหญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้นแล้วองค์ชายจะไม่ชอบนางได้อย่างไร
"แต่เพราะมีมารอย่างเจ้าใช้เสน่ห์เล่ห์กลสินะ องค์ชายถึงได้สนใจแต่เจ้านัก นางปีศาจ วันนี้ข้าจะกำจัดปีศาจอย่างเจ้า องค์ชายจะได้ตาสว่างสักที"
นางรู้สึกดีใจที่วันนี้ได้เป็นวันของนางสักที
"แล้วก็เจ้า ไป๋เฉียนฉิง เจ้าทำอะไรก็เก่งไปกว่าข้าทุกอย่างทั้งๆที่ข้านั้นถูกเรียกว่าอัจฉริยะ ทั้งๆที่เข้าสำนักมาพร้อมกันแต่เจ้ากับโดดเด่นกว่าจนข้ากลายเป็นคนไร้ตัวตน"
นางมองไปที่ไป๋เฉียนฉิงด้วยความอิจฉา
"เจ้าชอบมองมาที่ข้าด้วยสายตาดูถูก แถมยังพากันหัวเราะเยาะข้า"
นางกำมือแน่นด้วยความแค้น
"ข้ารอคอยวันที่เจ้าจะฆ่าฟางเหม่ยหลิงมานานแล้ว แต่เจ้าก็กลับทำพลาด เจ้ามันไม่ได้เรื่อง"
นางรู้ว่าไป๋เฉียนฉิงสั่งคนตามฆ่าฟางเหม่ยหลิงนานแล้ว และนางก็คิดว่าถ้าไป๋เฉียนฉิงทำสำเร็จ นางก็จะได้กำจัดไป๋เฉียนฉิงเป็นคนต่อไป
"ข้าตัดสินใจไม่ผิดที่แอบตามพวกเจ้ามา ข้ารอว่าเมื่อไหร่พวกเจ้าจะสู้กันจนตายไปสะ ถ้าไม่มีพวกเจ้าก็จะไม่มีใครโดดเด่นไปกว่าข้า"
นางยังคงจ้องมองไปที่คนทั้งสอง
"ข้าจะช่วยสงเคราะห์พวกเจ้าเอง ไม่ต้องห่วงนะข้าจะให้พวกเจ้าได้หลับอย่างสบายใต้ผืนดิน ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
นางรู้ดีว่าไป๋เฉียนฉิงนั้นเกลียดฟางเหม่ยหลิงมากนางจึงแอบสะกดรอยตามไป๋เฉียนฉิงมา
"ข้าจะช่วย ฝังพวกเจ้าทั้งเป็นเอง"
นางยิ้มอย่างสะใจ
ป่าด้านหลังของสำนักวังบาดาลนั้นไม่ใช่ป่าเล็กๆแต่เป็นป่าขนาดใหญ่ไม่สิ้นสุดที่เชื่อมต่อกับภูเขาหลายลูก จึงเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มีพืชพรรณมากมาย ยิ่งเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายเพราะจะมีสัตว์ดุร้ายอาศัยอยู่ นอกจากจะมีสมุนไพรที่ขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว สัตว์ที่อยู่ในป่าก็สามารถนำมาเป็นส่วนผสมของยาได้ด้วย เพราะฉะนั้นเวลาต้องการสมุนไพรหรือสัตว์มาปรุงยา เหล่าอาจารย์และศิษย์สำนักวังบาดาลก็จะเข้ามาเก็บที่ป่านี้ แต่พวกเขาจะไม่เข้าไปลึกเพราะว่ามันอันตราย พวกอาจารย์จึงได้บอกแก่เหล่าลูกศิษย์ให้เก็บหรือจับสัตว์ได้แต่รอบนอกของป่า แต่อย่าเข้าไปในป่าลึกเด็ดขาด คนที่เข้าไปในป่าลึกได้ก็มีแค่เหล่าอาจารย์ที่เก่งๆเท่านั้น
จวินเถาใช้สองมือจับที่แขนของไป๋เฉียนฉิงแล้วลากเข้าไปในป่าลึกก่อนจะทิ้งไว้ในจุดที่ตัวเองพอใจ ก่อนจะกลับไปลากฟางเหม่ยหลิงมาเช่นกัน นางเหนื่อยหอบเหงื่อท่วมตัว ที่ต้องใช้เวลาในการลากร่างของทั้งสองคนมาที่นี่ ที่ที่นางเห็นว่าเหมาะแก่การฝังร่างทั้งสอง
"จะไม่มีใครหาพวกเจ้าเจอแน่ เพราะพวกเจ้าต้องตายกลายเป็นผีเฝ้าที่นี่"
แม้จะเหนื่อยแต่นางก็ลงมือขุดดินที่พื้นจากจอบที่นางแอบไปหยิบมา พอเห็นว่าทั้งสองสู้กันจนสลบไปนางก็ได้คิดแผนนี้ออกและได้แอบไปเอาจอบในโรงเก็บอุปกรณ์ทันที
นอกจากที่นี่จะสอนปรุงยาแล้ว ที่สำนักวังบาดาลยังมีเรือนเพาะชำให้นักเรียนได้ปลูกพืชสมุนไพรเอาไว้ใช้อีกด้วย โรงเพาะชำขนาดใหญ่ที่มีพืชพรรณหลากหลายเรียงรายอยู่มีทั้งพันธุ์หายากและที่หาได้ง่ายๆทั่วไป เพื่อเป็นการฝึกเหล่าอาจารย์จึงมีการสอนปลูกพืชสมุนไพรเอาไว้ใช้เอง ตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้วนักเรียนทุกคนต่างพากันแยกย้ายกลับบ้าน อาจารย์ก็พากันเข้าไปในสำนักกันหมด นางจึงเข้าไปหยิบจอบออกมาได้อย่างง่ายดาย เพราะเรือนเพาะชำมันก็อยู่ติดกับป่าหลังสำนักนั่นเอง
นางขุดดินจนได้หลุมสองหลุมใหญ่ ฟ้าก็เริ่มจะมืดลงทุกทีนางจึงต้องแข่งกับเวลา เพราะถ้ามืดก็จะทำให้มองเห็นลำบากมากยิ่งขึ้น นางวางจอบในมือลง ก่อนจะค่อยๆลากร่างของไป๋เฉียนฉิงเข้าไปในหลุมแรก และก็หันไปลากร่างของฟางเหม่ยหลิงลงไปในหลุมที่สอง
"หึ ลงไปนอนให้สบายเถอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
จวินเถามองทั้งสองคนในหลุมอย่างสะใจ นางโกยดินลงหลุมของไป๋เฉียนฉิงจนตอนนี้กลบไปได้ครึ่งตัวแล้วเหลือแค่ส่วนบน
"โฮกก!"
"สะ..เสียงอะไรอะ"
"โฮกกก"
จวินเถานางตกใจกับเสียงที่ได้ยินจนเหงื่อเริ่มไหลจนเต็มหน้า
"หรือว่า"
ไม่ทันที่นางจะได้ทำอะไร เสือตัวใหญ่ก็กระโจนเข้างับนางแต่นางเอาแขนขวารับคมเขี้ยวไว้เพื่อกันใบหน้า
"อ๊ากกกกกกกกก"
นางร้องด้วยความเจ็บปวด
นางกันใบหน้าเอาไว้ เพราะใบหน้านั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนางมากนางจะให้ตัวเองต้องเสียโฉมไม่ได้เด็ดขาดเพราะถ้าเสียโฉมแล้วนางก็คงกลายเป็นแค่หญิงไร้ค่า องค์ชายแปดที่นางหลงรักก็จะต้องรังเกียจนางแน่
ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากจนนางไม่ทันได้ตั้งตัวเพื่อเตรียมสู้ นางชักดาบออกมาและฟันไปที่ลำตัวของเสือ แต่มันไม่ได้ผล เสือตัวใหญ่ผิวหนังของมันหุ้มด้วยขนหนาแน่นมาก ดาบจึงไม่ระคายผิวของมัน ฟันโดนเพียงแค่ขนของมันเท่านั้น ประจวบกับที่นางใช้มือซ้ายซึ่งเป็นมือที่ไม่ถนัดจึงฟันได้ไม่เต็มที่ นางทิ้งดาบลงก่อนจะดึงปิ่นปักผมออกมาและแทงเข้าไปที่ลูกตาของมันเต็มแรง
"โฮกกกกก"
มันเจ็บจึงได้ปล่อยคมเขี้ยวออกจากแขนของนาง เลือดไหลทะลักออกมาจากดวงตาของมัน มันพยายามจะใช้เท้าตะปปเอาปิ่นที่ปักคาอยู่ที่ตาของมันออก ตะปปไปมาจนตอนนี้ปิ่นหลุดกระเด็นออกมา มันคำรามก้องด้วยความเจ็บ ตาที่บอดข้างหนึ่งของมันทำให้มันยิ่งคำรามเสียงดัง มันพยายามกระโจนเข้าไปหาสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่
จวินเถาเห็นเช่นนั้นก็เก็บดาบและรีบกระโจนหนีออกไปจากป่า นางพยายามวิ่งสุดแรงเกิดเพราะตอนนี้นางสู้มันไม่ได้ มันเป็นเสือที่ตัวใหญ่มากตั้งแต่เกิดมานางเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ตัวใหญ่กว่าคนและนางที่บาดเจ็บแบบนี้ไม่มีทางสู้ได้ ถึงแม้นางจะเป็นวรยุทธแต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่านางจะสู้ไหว และถ้าเกิดสู้แล้วมันตะปปโดนใบหน้าของนางขึ้นมามันจะได้ไม่คุ้มเสีย นางลืมไปได้ยังไงกันว่าป่าลึกนี้มีสัตว์ดุร้าย เป็นเพราะว่านางมัวแต่กำลังคิดอยากจะทำลายสองคนนั่นให้สิ้นซาก จึงลืมทุกอย่างไปจนหมด ความเกลียดชังที่มีต่อคนทั้งสองทำให้นางลืมระวังตัว เพราะนางมัวแต่ขุดหลุมและพยายามจะฝังคนทั้งสองด้วยความสะใจ
แขนขวาของนางโชกไปด้วยเลือดคมเขี้ยวของมันทำให้เกิดแผลฉกรรจ์ลึกไปถึงกระดูก เสื้อของนางเปรอะไปด้วยเลือด กลิ่นเลือดลอยคลุ้งจนทำให้แสบจมูก น้ำตาไหลออกมาด้วยความเจ็บปวด นางประคองแขนที่เจ็บ นางกัดฟันเอาไว้ถึงแม้จะเจ็บแต่นางก็ต้องอดทนนางประคองแขนและรีบวิ่งออกจากป่าอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ขอแค่ให้นางรอด เพื่อเป็นที่หนึ่งในสำนักเพื่อเป็นที่หนึ่งในแคว้นเหลียงนางจะมัวมาชักช้าไม่ได้
นางหันไปมองข้างหลังเห็นเสือกำลังกระโจนไล่ตามนางมาแต่อยู่ห่างจากนางมากอีกนิดเดียวก็จะถึงเขตของสำนักซึ่งมันจะตามมาไม่ได้เพราะเจ้าสำนักได้ลงเวทย์อาคมเอาไว้ไม่ให้สัตว์อันตรายเข้ามาในเขตสำนักได้
ในที่สุดนางก็กระโจนมาถึงเขตสำนัก เสือตัวใหญ่ที่กระโจนตามมามันกระโจนชนเข้ากับผนังที่ขึ้นเป็นรูปร่างตาข่ายสีแดง ซึ่งจะมองไม่เห็นถ้าไม่มีสัตว์ดุร้ายพยายามจะเข้ามา ถ้ามีสัตว์ดุร้ายพยายามจะเข้ามาในเขตสำนักมันก็จะชนเข้ากับตาข่ายเวทย์สีแดงซึ่งจะปรากฎออกมาให้เห็นแบบนี้ นางมองไปที่มันซึ่งพยายามจะเข้ามาให้ได้ มันพยายามอยู่แบบนั้นสักพักแต่เมื่อเห็นว่ามันไม่สามารถเข้าไปได้ มันจึงล่าถอยเดินกลับเข้าไปในป่า
"เฮ้อ ไอ่เสือบ้า"
นางถอนหายใจด้วยความโล่งออก
ตอนนี้นางปลอดภัยแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ฝังทั้งสองคนนั้นแต่ก็ไม่เป็นไรเพราะอีกเดี่ยวเมื่อเสือตัวนั้นเดินกลับไปเจอ ไป๋เฉียนฉิง กับ ฟางเหม่ยหลิงที่ยังอยู่ในหลุม นางก็ขอให้เป็นอาหารของเสือไปเถอะ เพราะยังไงสองคนนั่นก็ไม่มีชีวิตรอดไปได้แน่ สลบแบบนั้นจะไปทำอะไรได้
เสือมันเห็นทั้งสองคนนั้นละก็ ไม่มีทางรอดแน่
"จงตายกลายเป็นอาหารเสือไปเถอะพวกเจ้า"