อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด
(ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)
“เกือบแพ้แล้วไหมล่ะพี่บีโฮ..”
เสียงแว่วใสของทงมีโซกล่าวต่อคนเป็นพี่ด้วยท่าทางทะเล้น
ท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างบานไม้มาเพียงเล็กน้อย แสงจันทร์ยามดึกคล้ายแต้มปลายแสงลงบนผิวผนังไม้ เสียงลมเบา ๆ ที่ลอดเข้ามาทางรอยแยกของฝาบ้าน พลันทำให้ห้องพักนี้ดูเงียบสงบอย่างผิดปกติ
กลายเป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัยชั่วคราวก่อนพายุแห่งยุทธภพจะโหมกระหน่ำ
ตอนนี้สองพี่น้องตระกูลทงได้อยู่ในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
เป็นสถานที่..ที่ปลอดภัยพอที่สามารถพูดคุยเรื่องส่วนตัวและความลับของพวกมันได้
“อ่า.. ก็คงจักอย่างนั้น..”
คิมบีโฮหรือทงบีโฮกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสุดเฉื่อยชาขณะนอนเอนหลังอยู่บนเตียง
“ดีที่มันคนนั้นบีบบังคับตนเองจนเกินไป..
มิเช่นนั้นข้าคงได้เผลอใช้วิชาของท่านอาจารย์ออกไปแน่..”
“นี่รอบสี่คนยังเกือบทำให้พี่ใช้วิชาออกไปได้..
มิใช่รอบต่อไปจักยากกว่านี้หรอกหรือ..
น้องว่าพวกเราหนีจากงานประลองนี้ดีหรือไม่ น้องกลัวว่าคนพวกนั้นจักทำเรื่องไม่ดีกับพวกเรา
ท่านบอกเองมิใช่หรือ..
ว่าพวกมันทำได้ทุกอย่างตามที่มันต้องการ..”
“หนีรึ.. ไม่.. งานประลองนี้ข้ามิได้คิดหาทางหนีเอาไว้เลย..”
ทงบีโฮเหยียดมือข้างขวาออกไปทางเบื้องหน้าของตนเอง
สายตาคนมองไปที่ปานแดงรูปมังกรที่สุดยิ่งใหญ่ที่ประดับอยู่ตรงหลังมือ
รอยปานมังกรนั้นเป็นรอยปานของ พลังสถิตมังกรฟ้า
“ข้าคิดแต่จักทวงความชอบธรรมคืนให้แก่ตระกูลของเรา..
คนตระกูลทงทุกคนที่ถูกพวกมันล่าสังหาร..
ข้า..ทง..บี..โฮ..
จักทวงมันคืนให้ได้ในเร็ววัน..
พร้อมทั้งบดขยี้คำว่า 'ตระกูลห้าเสาหลัก' ไปพร้อม ๆ กัน”
ขณะกล่าว..
ความทรงจำที่ยากจะเลือนพลันย้อนคืนกลับมา
ภาพของกลิ่นคาวเลือด เสียงร้องโหยหวน และเศษร่างที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วลานกว้างของผืนป่าราวกับพายุที่กวาดทุกรอยยิ้มทิ้งไปในพริบตา
ความสับสนอลหม่านปะทะเข้ากับสติของคนราวสายฟ้าที่ผ่ากลางอก
ภาพเหล่านั้นยังติดตาและฝังลึกอยู่ในใจ..
ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด..
ยังสดใหม่เสมอไม่เคยเลือน..
.
.
6 ปี ก่อน..
“บีโฮ.. บีโฮ..! ลูกตื่นเร็วเข้า!!”
“ท่านแม่..?
เช้าแล้วหรือ..?”
เสียงของทงบีโฮในวัยสิบสามปีกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดเซื่องซึมเมาขี้ตา
ส่วนภาพตรงหน้านั้นคือภาพของคนเป็นแม่ นางมีชื่อว่า ทง ยูอิ มีสถานะเป็นเจ้าเมืองชมดาราแห่งอาณาจักรปัญจมิตร
เป็นเมืองลูกของคนตระกูลศศะ
“รีบตาแม่มา!”
ทงยูอิกล่าวด้วยน้ำเสียงรีบร้อน ใบหน้าตื่นผวาอย่างสุดขีดพร้อมกับลากลูกคนรองของนางลงจากเกี้ยวโดยที่ทงบีโฮไม่มีโอกาสได้บิดขี้เกียจจากการถูกปลุกจากฝันเลยสักนิด
พอลงมาจากเกี้ยว..
ภาพที่เห็นต่างเต็มไปด้วยภาพของการประหัตประหารกันของกลุ่มคนสองกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งนั้นทงบีโฮสนิทและรู้จัก..
มีทั้งท่านลุง..ท่านป้า..ท่านอาและญาติ ๆ คนอื่น ๆ ของมันที่ตอนนี้ได้จับดาบฟาดฟันใส่คนอีกกลุ่มที่สวมชุดคลุมดำกันทั้งตัว
แม้จะยังเด็กอยู่และเพิ่งตื่นนอนมา แต่กระนั้นตัวของทงบีโฮในวัยสิบสามยังรับรู้ได้ว่าเหตุการณ์ตรงหน้านั้นไม่ปกติ
มันไม่ใช่การเล่นละครรอบกองไฟแน่ ๆ
ด้านคนเป็นแม่นั้นก็ไม่ได้อธิบายอันใด นางใช้มือขวาจับต้นแขนของลูกชาย มือซ้ายเองก็จับดาบ ทงยูอิพลันพาลูกคนรองของนางเหินร่างขึ้นจากพื้น วาดดาบออกไปสองดาบสังหารคนที่ขวางทางนางตายดับไปสามคน ก่อนที่จะมาหยุดอยู่บนพื้นตรงที่ต้นไม้และต้นหญ้าขึ้นรก
ที่ตรงนั้นมีคนคุ้นหน้าของทงบีโฮรออยู่สองคน.. คนหนึ่งคือน้องสาวของมันทงมีโซในวัยเก้าขวบและผู้ชายอีกคนหนึ่ง คือท่านพ่อของมัน ทง บีโจ (ทิศตะวันออก,ผู้ก่อตั้ง)
“ลูกใหญ่ (ทงซากุระ) อยู่ที่ใด!”
ทงยูอิกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสุดแตกตื่น ด้วยความที่ไม่เห็นลูกคนโตของนาง
ทงบีโจส่ายหัวไปมา ปากเม้มกัดริมฝีปากของตนเองด้วยความเจ็บแค้น
“ข้าผิดเอง..
ข้าพามาได้แต่มีโซ”
ใจของคนเป็นแม่คล้ายมีรูกลวงใหญ่ผุดขึ้นมา!
ทงซากุระคือลูกสาวคนโตที่นางรักและหวงแหนเป็นที่สุด ถึงขนาดวางตัวไว้ว่าจะปั้นให้นางเป็นแม่เมืองชมดาราคนต่อไปต่อจากนาง
คนเป็นแม่พลันขบฟันแน่น สายตามองไปที่ลูกคนรองและคนเล็กด้วยความเจ็บปวด
“อย่างน้อยลูกรองและลูกเล็กก็ยังอยู่..
ท่านพี่..! ท่านรีบพาลูกหนีไปให้ไวที่สุด ห้ามกลับไปที่เมืองของพวกเรา..
ไปต่างอาณาจักรได้ยิ่งดี!”
“แล้วเจ้าล่ะเมียข้า! จักให้ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่นี่อย่างนั้นหรือ?!!
ไม่ได้! ข้าทำไม่ได้!
แม้ฝีมือข้าจะไม่สู้เจ้า กระนั้นข้าก็มิอาจทิ้งสตรีของตนเองได้!”
ทงบีโจกล่าวอย่างไม่ยอม แม้ระดับพลังฝึกปรือของมันจะไม่เท่าคนเป็นเมีย แต่การที่จะปล่อยให้นางตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูแบบนี้..!
คนเป็นสามีที่ไหนจะยอมได้..!
“ท่านพี่..!
ท่านมองไม่ออกหรือว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้มันผิดปกติอย่างถึงที่สุด พวกมันไม่แม้แต่จะถามหาสมบัติ แถมระดับฝีมือของพวกมันแม้แต่ระดับอาวุโสของตระกูลยังรับมือได้ยาก
ยังไม่รวมที่ว่าข้าสัมผัสได้ถึงคนในช่วงชั้นเป็นหนึ่งที่ยังไม่ปรากฏตัวออกมาผู้นั้นอีก!
ข้าว่าพวกมันเหล่านี้มิใช่โจรป่า แต่จักต้องเป็นคนจากตระกูลห้าเสาหลักที่คิดจะโค่นล้างตระกูลทงของข้าแน่!”
ทงยูอิกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดเศร้า
แต่ภายใต้ดวงตาที่พร่ามัวนั้นกลับเต็มไปด้วยความลังเลเจ็บปวดราวกับจะยอมรับความจริงไม่ได้
นางกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนเปรยมองไปที่ทงบีโฮ ดวงตานั้นไหวระริกเล็กน้อยเหมือนคลื่นน้ำที่ถูกลมกระทบ แล้วจึงค่อย ๆ ย่อตัวลงเบื้องหน้าลูกชายอย่างช้า ๆ
ใช้มือข้างขวาลูบใบหน้าของมันด้วยความอ่อนโยนแผ่วเบาราวกับแก้วที่พร้อมแตกได้ทุกเมื่อหากแตะสัมผัสแรงจนเกินไป
“บีโฮลูกรัก..
ฟังทุกอย่างที่พ่อเขาสั่งนะลูก..
ลูกจักต้องเข้มแข็ง..
ช่วยแม่.. ช่วยพ่อดูแลน้องให้ดี
ตอนนี้ลูกคือความหวังสุดท้ายของแม่แล้ว..
ลูกรักของแม่”
กล่าวจบคนเป็นแม่ไม่รอฟังคำตอบจากลูกชาย นางพลันเหินร่างไปพร้อมกับกดน้ำที่ใต้ตาไม่ให้ไหล
ดาบในมือต่างวาดเข้าใส่กลุ่มคนที่บุกทำร้ายขบวนคณะเดินทางของตระกูลอย่างไร้ไมตรี
ตอนนี้!!
นางต้องถ่วงเวลาให้สามีและลูก ๆ ของนางเอาไว้ให้นานที่สุด
ยิ่งนางถ่วงเวลาได้นาน..
ระยะทางที่สามีและลูก ๆ ของนางจากไปก็ยิ่งไกลมากเท่านั้น
“ไปเถอะลูกพ่อ อย่าทำให้การเสียสละของแม่เจ้าไร้ผล!”
คนเป็นพ่อได้แต่กลั้นความรู้สึกที่เศร้าโศกเอาไว้ ก่อนที่จะโอบอุ้มลูกชายลูกสาวขึ้นด้วยแขนทั้งสองข้างแล้วจึงเหินร่างไปในทิศทางตรงข้ามกับภรรยา
จนเวลาผ่านไปได้สองชั่วยาม ทงบีโจก็ได้หยุดแวะพัก ตอนนี้มันใกล้รุ่งสางแล้ว
คนเป็นพ่อคิดว่าหากเคลื่อนที่ต่อในยามเช้าจักทำให้ผิดสังเกตได้ จึงได้หาที่..ที่คิดว่าปลอดภัยแวะพักเอาแรง
รอให้ราตรีกลับมาอีกครั้งจึงค่อยออกเดินทางต่อ
ตลอดการเดินทางมา ด้วยความที่ทงมีโซยังเล็กมาก เพียงถูกคนเป็นพ่ออุ้มและโดนลมเย็น ๆ ของยามราตรีตีใส่หน้าก็ทำให้นางนั้นเคลิ้มหลับไป
ตรงกันข้ามกับทงบีโฮ..
ด้วยความที่มันโตกว่าน้องสาวของมันสี่ปี ทำให้รู้ประสามากกว่า จึงทำให้รู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นไม่ปกติ
แม้จะอยากถามคนเป็นพ่อ แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนั้นมันทำให้ตัวของเด็กชายรู้ว่าไม่ควรถาม
มันจึงได้แต่คิดสับสนวุ่นวายอยู่ในหัวเพียงลำพัง
“ท่านพ่อ.. เรื่องที่เกิดขึ้นมันคือเรื่องใดกันแน่!”
ทงบีโฮพลันเอ่ยถามออกไปในตอนที่คนเป็นพ่อค่อย ๆ วางร่างของน้องสาวของมันลงบนพื้น
มือของเด็กชายสั่นเล็กน้อย ริมฝีปากก็พลันสั่นเครือเมื่อพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ ในอกอัดแน่นไปด้วยความหวาดกลัวและคำถามนับพันที่ตีวนอยู่ในหัว
ขณะที่คนเป็นพ่อเรียกกองเสื้อผ้าออกมาให้ทงมีโซนั้นหนุนนอน เด็กชายก็ได้แต่ยืนตัวแข็งอยู่ข้าง ๆ ด้วยดวงตาที่สั่นระริกเต็มไปด้วยคำถามและความโศกเศร้า
“พ่อเองก็ไม่รู้..
จู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนมาขวางหน้าขบวนของพวกเรา..
ยังไม่ทันได้เจรจาพวกมันก็ลงมือต่อทหารของพวกเราแล้ว”
คนเป็นพ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดตึงเครียด สายตาพลันช้อนมองไปที่ลูกชายของมันอย่างตรึกตรอง ไม่รู้จะพูดบอกไปทั้งหมดดีหรือไม่
ด้วยคิดว่าลูกชายของมันยังเล็กเกินไปกว่าจะเข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้น
แต่สุดท้ายคนเป็นพ่อก็ตัดสินใจบอกออกไป ด้วยคิดว่าต่อให้บอกตอนนี้ไม่เข้าใจ
อย่างไรลูกของมันก็ต้องโต..
อาจเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้นในตอนหนุ่ม
“ตามที่แม่ของลูกคิด..
คนพวกนั้นจักต้องเป็นคนจากตระกูลห้าเสาหลักสักตระกูลแน่ที่คิดฆ่าล้างตระกูลทงของพวกเรา..”
“ฆ่าล้างตระกูล?
ด้วยเหตุใด?”
สำหรับเด็กวัยสิบสามปี..
เหตุผลต่าง ๆ อาจจะไม่เข้าใจนัก แต่คำว่า 'ฆ่าล้าง' กับ 'ตระกูล' สองคำนี้เป็นคำที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะการฆ่าล้างคือการขจัด ส่วนตระกูลคือคำว่าครอบครัว
เหตุใดถึงมีคนอยากจะฆ่าทำลายครอบครัวของตนเองด้วย?
“ไม่อาจรู้ได้..
คงต้องรอถามจากปากของพวกมัน..”
คนเป็นพ่อพลันหันมองกลับไปตามทางที่ตนนั้นเหินร่างจากมา ราวกับที่ตรงนั้นเมื่อมองไปอาจได้เห็นใบหน้าของเมียรักผุดขึ้นมา
“พ่อได้แต่หวังให้แม่ของเจ้ายังปลอดภัย..
และหวังเป็นที่สุดที่จะไม่ได้รับรู้คำตอบนั้นในวันนี้”
น้ำเสียงของทงบีโจฟังแล้วดูเศร้าโศกเป็นที่สุด เหตุการณ์ทุกอย่างมันรีบเร่งด่วนจากกันจนเกินไป
แม้ด้วยอายุสี่สิบต้น ๆ ของมันจะทราบและรู้เป็นอย่างดีว่าทุกการพบล้วนมีจาก
และการตายถือเป็นเรื่องสามัญยิ่ง
แต่ไหนเลยเหตุการณ์นี่ถึงได้โผล่ออกมาโดยที่มันไม่ทันได้ตั้งตัว
อีกการจะได้รู้ถึงเหตุผลของคนที่คิดฆ่าล้างตระกูลของตน นั่นหมายความว่าจักต้องพบเจอกับตัวต้นเหตุ
ในตอนนี้..
ทงบีโจไม่หวังและไม่อยากที่จะพบคนที่จะสามารถตอบคำถามของมันได้ในตอนนี้
เพราะหากพบคนที่จะสามารถตอบคำถามนี้ได้..
นั่นก็หมายความว่าคือเวลาตายของตน..
ทงบีโจยังไม่อยากตายในตอนนี้ ลูกชายของมันเพิ่งสิบสาม ลูกสาวคนเล็กเพิ่งเก้าขวบ
หากมันตายไปตอนนี้..
เสียงหัวเราะและน้ำตาของลูก ๆ ที่เคยได้ยินยังคงก้องอยู่ในใจ..
เงาร่างของอนาคตที่เขาเคยฝันไว้ว่าจะได้เห็นลูกเติบโตอย่างปลอดภัย ค่อย ๆ เลือนรางไปในม่านความเป็นจริงที่โหดเหี้ยม
มันรู้ว่าหากตนดับสูญในยามนี้ ลูก ๆ ของมันจะเหลือเพียงความเดียวดายในโลกที่เต็มไปด้วยคมดาบและความลวง
ลูก ๆ ของมันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรในโลกที่สุดจะโหดร้าย
.
.
ภาพตัดกลับมาที่ปัจจุบัน ที่ห้องพักในโรงเตี๊ยมอันเงียบสงบภายใต้แสงจันทร์
ดวงตาของทงบีโฮยังคงทอดมองไปที่ฝ่ามือของตน ที่ซึ่งปานแดงรูปมังกรครามยังคงปรากฏชัด
เขากำมือแน่นจนเส้นเอ็นบนหลังมือปูดโปนขึ้น ราวกับจะย้ำเตือนตัวเองว่าทุกลมหายใจที่ยังคงอยู่ ไม่ใช่เพื่อตนเองอีกต่อไป
“แค้นฆ่าล้างตระกูล..
มีแต่ต้องใช้เลือด..
ล้างด้วยเลือด!!”
บีโฮพึมพำกับตนเองเบา ๆ สายตาหม่นลงเล็กน้อย
แต่กลับแฝงแววเด็ดเดี่ยวที่ไม่เคยเห็นในแววตาของเด็กหนุ่มทั่วไป
“แต่เรื่องนั้นยังมิใช่ตอนนี้..
รอข้าวัดรอยเท้ากับรุ่นเยาว์ของพวกมันให้เสร็จก่อน..
ค่อยว่ากันอีกทีเรื่องความแค้นของตระกูลทง!”
เงียบไปครู่หนึ่ง..
ดวงตาสีครามเข้มของคนก็ค่อย ๆ ปรือต่ำ จังหวะการหายใจเริ่มผ่อนลง
ราวกับกำลังกลั่นกรองทุกอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในอก
ให้กลับมาอยู่ในที่ของมันก่อนจะลืมตาขึ้นมองตราประทับบนหลังมือแล้วจึงกล่าว
“แต่ไม่นาน..
อีกไม่นานเท่านั้น..”