ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 84 การล่มสลายของตระกูลทง

    อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด

    (ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)

     

            “เกือบแพ้แล้วไหมล่ะพี่บีโฮ..”

            เสียงแว่วใสของทงมีโซกล่าวต่อคนเป็นพี่ด้วยท่าทางทะเล้น

            ท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างบานไม้มาเพียงเล็กน้อย แสงจันทร์ยามดึกคล้ายแต้มปลายแสงลงบนผิวผนังไม้ เสียงลมเบา ๆ ที่ลอดเข้ามาทางรอยแยกของฝาบ้าน พลันทำให้ห้องพักนี้ดูเงียบสงบอย่างผิดปกติ

            กลายเป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัยชั่วคราวก่อนพายุแห่งยุทธภพจะโหมกระหน่ำ

            ตอนนี้สองพี่น้องตระกูลทงได้อยู่ในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

            เป็นสถานที่..ที่ปลอดภัยพอที่สามารถพูดคุยเรื่องส่วนตัวและความลับของพวกมันได้

             

            “อ่า.. ก็คงจักอย่างนั้น..”

            คิมบีโฮหรือทงบีโฮกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสุดเฉื่อยชาขณะนอนเอนหลังอยู่บนเตียง

            “ดีที่มันคนนั้นบีบบังคับตนเองจนเกินไป..

            มิเช่นนั้นข้าคงได้เผลอใช้วิชาของท่านอาจารย์ออกไปแน่..”

             

            “นี่รอบสี่คนยังเกือบทำให้พี่ใช้วิชาออกไปได้..

            มิใช่รอบต่อไปจักยากกว่านี้หรอกหรือ..

            น้องว่าพวกเราหนีจากงานประลองนี้ดีหรือไม่ น้องกลัวว่าคนพวกนั้นจักทำเรื่องไม่ดีกับพวกเรา

            ท่านบอกเองมิใช่หรือ..

            ว่าพวกมันทำได้ทุกอย่างตามที่มันต้องการ..”

             

            “หนีรึ.. ไม่.. งานประลองนี้ข้ามิได้คิดหาทางหนีเอาไว้เลย..”

            ทงบีโฮเหยียดมือข้างขวาออกไปทางเบื้องหน้าของตนเอง

            สายตาคนมองไปที่ปานแดงรูปมังกรที่สุดยิ่งใหญ่ที่ประดับอยู่ตรงหลังมือ

            รอยปานมังกรนั้นเป็นรอยปานของ พลังสถิตมังกรฟ้า

            “ข้าคิดแต่จักทวงความชอบธรรมคืนให้แก่ตระกูลของเรา..

            คนตระกูลทงทุกคนที่ถูกพวกมันล่าสังหาร..

            ข้า..ทง..บี..โฮ..

            จักทวงมันคืนให้ได้ในเร็ววัน..

            พร้อมทั้งบดขยี้คำว่า 'ตระกูลห้าเสาหลัก' ไปพร้อม ๆ กัน”

            ขณะกล่าว..

            ความทรงจำที่ยากจะเลือนพลันย้อนคืนกลับมา

            ภาพของกลิ่นคาวเลือด เสียงร้องโหยหวน และเศษร่างที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วลานกว้างของผืนป่าราวกับพายุที่กวาดทุกรอยยิ้มทิ้งไปในพริบตา

            ความสับสนอลหม่านปะทะเข้ากับสติของคนราวสายฟ้าที่ผ่ากลางอก

            ภาพเหล่านั้นยังติดตาและฝังลึกอยู่ในใจ..

            ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด..

            ยังสดใหม่เสมอไม่เคยเลือน..

            .

            .

            6 ปี ก่อน..

            “บีโฮ.. บีโฮ..! ลูกตื่นเร็วเข้า!!”

             

            “ท่านแม่..?

            เช้าแล้วหรือ..?”

            เสียงของทงบีโฮในวัยสิบสามปีกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดเซื่องซึมเมาขี้ตา

            ส่วนภาพตรงหน้านั้นคือภาพของคนเป็นแม่ นางมีชื่อว่า ทง ยูอิ มีสถานะเป็นเจ้าเมืองชมดาราแห่งอาณาจักรปัญจมิตร

            เป็นเมืองลูกของคนตระกูลศศะ

             

            “รีบตาแม่มา!”

            ทงยูอิกล่าวด้วยน้ำเสียงรีบร้อน ใบหน้าตื่นผวาอย่างสุดขีดพร้อมกับลากลูกคนรองของนางลงจากเกี้ยวโดยที่ทงบีโฮไม่มีโอกาสได้บิดขี้เกียจจากการถูกปลุกจากฝันเลยสักนิด

             

            พอลงมาจากเกี้ยว..

            ภาพที่เห็นต่างเต็มไปด้วยภาพของการประหัตประหารกันของกลุ่มคนสองกลุ่ม

            กลุ่มหนึ่งนั้นทงบีโฮสนิทและรู้จัก..

            มีทั้งท่านลุง..ท่านป้า..ท่านอาและญาติ ๆ คนอื่น ๆ ของมันที่ตอนนี้ได้จับดาบฟาดฟันใส่คนอีกกลุ่มที่สวมชุดคลุมดำกันทั้งตัว

            แม้จะยังเด็กอยู่และเพิ่งตื่นนอนมา แต่กระนั้นตัวของทงบีโฮในวัยสิบสามยังรับรู้ได้ว่าเหตุการณ์ตรงหน้านั้นไม่ปกติ

            มันไม่ใช่การเล่นละครรอบกองไฟแน่ ๆ

             

            ด้านคนเป็นแม่นั้นก็ไม่ได้อธิบายอันใด นางใช้มือขวาจับต้นแขนของลูกชาย มือซ้ายเองก็จับดาบ ทงยูอิพลันพาลูกคนรองของนางเหินร่างขึ้นจากพื้น วาดดาบออกไปสองดาบสังหารคนที่ขวางทางนางตายดับไปสามคน ก่อนที่จะมาหยุดอยู่บนพื้นตรงที่ต้นไม้และต้นหญ้าขึ้นรก

            ที่ตรงนั้นมีคนคุ้นหน้าของทงบีโฮรออยู่สองคน.. คนหนึ่งคือน้องสาวของมันทงมีโซในวัยเก้าขวบและผู้ชายอีกคนหนึ่ง คือท่านพ่อของมัน ทง บีโจ (ทิศตะวันออก,ผู้ก่อตั้ง)

             

            “ลูกใหญ่ (ทงซากุระ) อยู่ที่ใด!”

            ทงยูอิกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสุดแตกตื่น ด้วยความที่ไม่เห็นลูกคนโตของนาง

             

            ทงบีโจส่ายหัวไปมา ปากเม้มกัดริมฝีปากของตนเองด้วยความเจ็บแค้น

            “ข้าผิดเอง..

            ข้าพามาได้แต่มีโซ”

             

            ใจของคนเป็นแม่คล้ายมีรูกลวงใหญ่ผุดขึ้นมา!

            ทงซากุระคือลูกสาวคนโตที่นางรักและหวงแหนเป็นที่สุด ถึงขนาดวางตัวไว้ว่าจะปั้นให้นางเป็นแม่เมืองชมดาราคนต่อไปต่อจากนาง

            คนเป็นแม่พลันขบฟันแน่น สายตามองไปที่ลูกคนรองและคนเล็กด้วยความเจ็บปวด

            “อย่างน้อยลูกรองและลูกเล็กก็ยังอยู่..

            ท่านพี่..! ท่านรีบพาลูกหนีไปให้ไวที่สุด ห้ามกลับไปที่เมืองของพวกเรา..

            ไปต่างอาณาจักรได้ยิ่งดี!”

             

            “แล้วเจ้าล่ะเมียข้า! จักให้ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่นี่อย่างนั้นหรือ?!!

            ไม่ได้! ข้าทำไม่ได้!

            แม้ฝีมือข้าจะไม่สู้เจ้า กระนั้นข้าก็มิอาจทิ้งสตรีของตนเองได้!”

            ทงบีโจกล่าวอย่างไม่ยอม แม้ระดับพลังฝึกปรือของมันจะไม่เท่าคนเป็นเมีย แต่การที่จะปล่อยให้นางตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูแบบนี้..!

            คนเป็นสามีที่ไหนจะยอมได้..!

             

            “ท่านพี่..!

            ท่านมองไม่ออกหรือว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้มันผิดปกติอย่างถึงที่สุด พวกมันไม่แม้แต่จะถามหาสมบัติ แถมระดับฝีมือของพวกมันแม้แต่ระดับอาวุโสของตระกูลยังรับมือได้ยาก

            ยังไม่รวมที่ว่าข้าสัมผัสได้ถึงคนในช่วงชั้นเป็นหนึ่งที่ยังไม่ปรากฏตัวออกมาผู้นั้นอีก!

            ข้าว่าพวกมันเหล่านี้มิใช่โจรป่า แต่จักต้องเป็นคนจากตระกูลห้าเสาหลักที่คิดจะโค่นล้างตระกูลทงของข้าแน่!”

            ทงยูอิกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดเศร้า

            แต่ภายใต้ดวงตาที่พร่ามัวนั้นกลับเต็มไปด้วยความลังเลเจ็บปวดราวกับจะยอมรับความจริงไม่ได้

            นางกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนเปรยมองไปที่ทงบีโฮ ดวงตานั้นไหวระริกเล็กน้อยเหมือนคลื่นน้ำที่ถูกลมกระทบ แล้วจึงค่อย ๆ ย่อตัวลงเบื้องหน้าลูกชายอย่างช้า ๆ

            ใช้มือข้างขวาลูบใบหน้าของมันด้วยความอ่อนโยนแผ่วเบาราวกับแก้วที่พร้อมแตกได้ทุกเมื่อหากแตะสัมผัสแรงจนเกินไป

            “บีโฮลูกรัก..

            ฟังทุกอย่างที่พ่อเขาสั่งนะลูก..

            ลูกจักต้องเข้มแข็ง..

            ช่วยแม่.. ช่วยพ่อดูแลน้องให้ดี

            ตอนนี้ลูกคือความหวังสุดท้ายของแม่แล้ว..

            ลูกรักของแม่”

            กล่าวจบคนเป็นแม่ไม่รอฟังคำตอบจากลูกชาย นางพลันเหินร่างไปพร้อมกับกดน้ำที่ใต้ตาไม่ให้ไหล

            ดาบในมือต่างวาดเข้าใส่กลุ่มคนที่บุกทำร้ายขบวนคณะเดินทางของตระกูลอย่างไร้ไมตรี

            ตอนนี้!!

            นางต้องถ่วงเวลาให้สามีและลูก ๆ ของนางเอาไว้ให้นานที่สุด

            ยิ่งนางถ่วงเวลาได้นาน..

            ระยะทางที่สามีและลูก ๆ ของนางจากไปก็ยิ่งไกลมากเท่านั้น

             

            “ไปเถอะลูกพ่อ อย่าทำให้การเสียสละของแม่เจ้าไร้ผล!”

            คนเป็นพ่อได้แต่กลั้นความรู้สึกที่เศร้าโศกเอาไว้ ก่อนที่จะโอบอุ้มลูกชายลูกสาวขึ้นด้วยแขนทั้งสองข้างแล้วจึงเหินร่างไปในทิศทางตรงข้ามกับภรรยา

             

            จนเวลาผ่านไปได้สองชั่วยาม ทงบีโจก็ได้หยุดแวะพัก ตอนนี้มันใกล้รุ่งสางแล้ว

            คนเป็นพ่อคิดว่าหากเคลื่อนที่ต่อในยามเช้าจักทำให้ผิดสังเกตได้ จึงได้หาที่..ที่คิดว่าปลอดภัยแวะพักเอาแรง

            รอให้ราตรีกลับมาอีกครั้งจึงค่อยออกเดินทางต่อ

            ตลอดการเดินทางมา ด้วยความที่ทงมีโซยังเล็กมาก เพียงถูกคนเป็นพ่ออุ้มและโดนลมเย็น ๆ ของยามราตรีตีใส่หน้าก็ทำให้นางนั้นเคลิ้มหลับไป

            ตรงกันข้ามกับทงบีโฮ..

            ด้วยความที่มันโตกว่าน้องสาวของมันสี่ปี ทำให้รู้ประสามากกว่า จึงทำให้รู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นไม่ปกติ

            แม้จะอยากถามคนเป็นพ่อ แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนั้นมันทำให้ตัวของเด็กชายรู้ว่าไม่ควรถาม

            มันจึงได้แต่คิดสับสนวุ่นวายอยู่ในหัวเพียงลำพัง

             

            “ท่านพ่อ.. เรื่องที่เกิดขึ้นมันคือเรื่องใดกันแน่!”

            ทงบีโฮพลันเอ่ยถามออกไปในตอนที่คนเป็นพ่อค่อย ๆ วางร่างของน้องสาวของมันลงบนพื้น

            มือของเด็กชายสั่นเล็กน้อย ริมฝีปากก็พลันสั่นเครือเมื่อพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ ในอกอัดแน่นไปด้วยความหวาดกลัวและคำถามนับพันที่ตีวนอยู่ในหัว

            ขณะที่คนเป็นพ่อเรียกกองเสื้อผ้าออกมาให้ทงมีโซนั้นหนุนนอน เด็กชายก็ได้แต่ยืนตัวแข็งอยู่ข้าง ๆ ด้วยดวงตาที่สั่นระริกเต็มไปด้วยคำถามและความโศกเศร้า

             

            “พ่อเองก็ไม่รู้..

            จู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนมาขวางหน้าขบวนของพวกเรา..

            ยังไม่ทันได้เจรจาพวกมันก็ลงมือต่อทหารของพวกเราแล้ว”

            คนเป็นพ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดตึงเครียด สายตาพลันช้อนมองไปที่ลูกชายของมันอย่างตรึกตรอง ไม่รู้จะพูดบอกไปทั้งหมดดีหรือไม่

            ด้วยคิดว่าลูกชายของมันยังเล็กเกินไปกว่าจะเข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้น

            แต่สุดท้ายคนเป็นพ่อก็ตัดสินใจบอกออกไป ด้วยคิดว่าต่อให้บอกตอนนี้ไม่เข้าใจ

            อย่างไรลูกของมันก็ต้องโต..

            อาจเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้นในตอนหนุ่ม

            “ตามที่แม่ของลูกคิด..

            คนพวกนั้นจักต้องเป็นคนจากตระกูลห้าเสาหลักสักตระกูลแน่ที่คิดฆ่าล้างตระกูลทงของพวกเรา..”

             

            “ฆ่าล้างตระกูล?

            ด้วยเหตุใด?”

            สำหรับเด็กวัยสิบสามปี..

            เหตุผลต่าง ๆ อาจจะไม่เข้าใจนัก แต่คำว่า 'ฆ่าล้าง' กับ 'ตระกูล' สองคำนี้เป็นคำที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะการฆ่าล้างคือการขจัด ส่วนตระกูลคือคำว่าครอบครัว

            เหตุใดถึงมีคนอยากจะฆ่าทำลายครอบครัวของตนเองด้วย?

             

            “ไม่อาจรู้ได้..

            คงต้องรอถามจากปากของพวกมัน..”

            คนเป็นพ่อพลันหันมองกลับไปตามทางที่ตนนั้นเหินร่างจากมา ราวกับที่ตรงนั้นเมื่อมองไปอาจได้เห็นใบหน้าของเมียรักผุดขึ้นมา

            “พ่อได้แต่หวังให้แม่ของเจ้ายังปลอดภัย..

            และหวังเป็นที่สุดที่จะไม่ได้รับรู้คำตอบนั้นในวันนี้”

            น้ำเสียงของทงบีโจฟังแล้วดูเศร้าโศกเป็นที่สุด เหตุการณ์ทุกอย่างมันรีบเร่งด่วนจากกันจนเกินไป

            แม้ด้วยอายุสี่สิบต้น ๆ ของมันจะทราบและรู้เป็นอย่างดีว่าทุกการพบล้วนมีจาก

            และการตายถือเป็นเรื่องสามัญยิ่ง

            แต่ไหนเลยเหตุการณ์นี่ถึงได้โผล่ออกมาโดยที่มันไม่ทันได้ตั้งตัว

            อีกการจะได้รู้ถึงเหตุผลของคนที่คิดฆ่าล้างตระกูลของตน นั่นหมายความว่าจักต้องพบเจอกับตัวต้นเหตุ

            ในตอนนี้..

            ทงบีโจไม่หวังและไม่อยากที่จะพบคนที่จะสามารถตอบคำถามของมันได้ในตอนนี้

            เพราะหากพบคนที่จะสามารถตอบคำถามนี้ได้..

            นั่นก็หมายความว่าคือเวลาตายของตน..

            ทงบีโจยังไม่อยากตายในตอนนี้ ลูกชายของมันเพิ่งสิบสาม ลูกสาวคนเล็กเพิ่งเก้าขวบ

            หากมันตายไปตอนนี้..

            เสียงหัวเราะและน้ำตาของลูก ๆ ที่เคยได้ยินยังคงก้องอยู่ในใจ..

            เงาร่างของอนาคตที่เขาเคยฝันไว้ว่าจะได้เห็นลูกเติบโตอย่างปลอดภัย ค่อย ๆ เลือนรางไปในม่านความเป็นจริงที่โหดเหี้ยม

            มันรู้ว่าหากตนดับสูญในยามนี้ ลูก ๆ ของมันจะเหลือเพียงความเดียวดายในโลกที่เต็มไปด้วยคมดาบและความลวง

            ลูก ๆ ของมันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรในโลกที่สุดจะโหดร้าย

            .

            .

            ภาพตัดกลับมาที่ปัจจุบัน ที่ห้องพักในโรงเตี๊ยมอันเงียบสงบภายใต้แสงจันทร์

            ดวงตาของทงบีโฮยังคงทอดมองไปที่ฝ่ามือของตน ที่ซึ่งปานแดงรูปมังกรครามยังคงปรากฏชัด

            เขากำมือแน่นจนเส้นเอ็นบนหลังมือปูดโปนขึ้น ราวกับจะย้ำเตือนตัวเองว่าทุกลมหายใจที่ยังคงอยู่ ไม่ใช่เพื่อตนเองอีกต่อไป

            “แค้นฆ่าล้างตระกูล..

            มีแต่ต้องใช้เลือด..

            ล้างด้วยเลือด!!”

            บีโฮพึมพำกับตนเองเบา ๆ สายตาหม่นลงเล็กน้อย

            แต่กลับแฝงแววเด็ดเดี่ยวที่ไม่เคยเห็นในแววตาของเด็กหนุ่มทั่วไป

            “แต่เรื่องนั้นยังมิใช่ตอนนี้..

            รอข้าวัดรอยเท้ากับรุ่นเยาว์ของพวกมันให้เสร็จก่อน..

            ค่อยว่ากันอีกทีเรื่องความแค้นของตระกูลทง!”

            เงียบไปครู่หนึ่ง..

            ดวงตาสีครามเข้มของคนก็ค่อย ๆ ปรือต่ำ จังหวะการหายใจเริ่มผ่อนลง

            ราวกับกำลังกลั่นกรองทุกอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในอก

            ให้กลับมาอยู่ในที่ของมันก่อนจะลืมตาขึ้นมองตราประทับบนหลังมือแล้วจึงกล่าว

            “แต่ไม่นาน..

            อีกไม่นานเท่านั้น..”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน