บทที่ 51 บ้าน
"ยินดีต้อนรับ... ไปกันเถอะ ผมรู้ว่าพวกคุณหิว" ไม่มีคำพูดเยินยอพร่ำเพรื่อ ทั้งห้าคนหันหลังและออกเดินนำขบวนอีกครั้ง แต่ในคราวนี้ บรรยากาศรอบข้างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหวาดระแวงอันหนักอึ้งในใจของเลถิฮวา และอดีตเชลยทั้งหลายพังทลายลงจนหมดสิ้น ขบวนคนนับร้อยก้าวตามแผ่นหลังของทีมเรียกตีน ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่น
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ตีสี่ครึ่ง... ม่านหมอกหนาวสีเทาหม่นเริ่มโรยตัวคลุมผืนป่ารกร้าง ฝีเท้านับร้อยคู่ที่ล้าจนแทบก้าวไม่ออกของกลุ่มเชลยเริ่มช้าลง ทว่าเมื่อพวกเขาก้าวพ้นหัวโค้งถนน สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่ค่ายทหารหรือกำแพงสูงใหญ่ หากแต่เป็นภาพของหมู่บ้านชนบทไทยดั้งเดิมที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางวงล้อมของธรรมชาติ กลิ่นหอมฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของต้นสบู่ดำกลายพันธุ์หลายหมื่นต้นลอยมาตามสายลมหนาว พวกมันขึ้นเบียดเสียดหนาแน่นขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวางจนกลายเป็น กำแพงธรรมชาติที่ล้อมรอบหมู่บ้านไว้ ใบหนาและกิ่งก้านของพวกมันทำหน้าที่ปิดกั้นลมหนาวและพรางตาจากโลกภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม
พ้นดงสบู่ดำเข้ามา... แสงไฟสีส้มจากหลอด LED ส่องสว่างวับแวม อยู่ตามเสาไม้และหน้าบ้าน เสียงเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ที่เติมน้ำมันไบโอดีเซลครางกระหึ่มอยู่ท้ายหมู่บ้าน แผ่ไอความร้อนลอยขึ้นมาจางๆ ขบวนรถเกราะตงเฟิงทั้งสามคัน และรถกระบะดัดแปลงอีกนับสิบคันจอดเรียงรายกันอยู่ที่ลานดินกว้างกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านยืนมองกลุ่มคนร้อยกว่าชีวิตที่เดินเรียงแถวตามหลังพวกของหนึ่งเข้ามาด้วยความสนใจ
"ถึงแล้ว หนองนกเอี้ยง บ้านของพวกเรา" นัทเอ่ยเบาๆ พลางหันไปพยักหน้าให้เลถิฮวาที่ยืนเคียงข้าง หญิงสาวชาวเวียดนามและคนอื่นๆ กวาดสายตามองหมู่บ้านที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิดแห่งนี้ด้วยความรู้สึกทึ่ง มันดูเปิดโล่ง ไร้การระแวดระวังแบบค่ายทหาร แต่ความรู้สึกกลับบอกพวกเธอว่า ที่นี่ปลอดภัยยิ่งกว่าที่ใดๆ
ไนซ์เดินไปหยุดอยู่ที่โต๊ะใหญ่ใต้ต้นมะขามหน้าบ้านของออด สายตากวาดมองผู้มาใหม่ร้อยกว่าชีวิตที่ยืนเกาะกลุ่มกันแน่นเพื่อหลบไอหนาว
"พวกคุณปลอดภัยแล้ว" ไนซ์ใช้ฟีโรโมนถ่ายทอดจิตสำนึกร่วมอันเป็นการสื่อสารสากลของคนกลายพันธุ์หลายเชื้อชาติหลายภาษา
"หมู่บ้านของเรายังไม่มีรั้ว ไม่มีกำแพงปูน ที่นี่ต้อนรับทุกคนอย่างเท่าเทียม มีอาหารอุ่นๆ มีน้ำซุปร้อนๆ และมีเสื้อผ้าแห้งให้เปลี่ยน คำขอเดียวของที่นี่ คือทุกคนต้องช่วยกันทำงานตามความสามารถของตน เพื่อความอยู่รอดของพวกเราเอง ใครตกลง เดินไปต่อแถวรับอาหารที่ด้านในได้เลย และหากใครไม่เต็มใจ ก็ยังสามารถรับอาหารได้หนึ่งมื้อ ก่อนที่จะจากไป"
ในโลกร้างที่แสนกว้างใหญ่แห่งนี้ กลับไม่มีใครสักคนที่ยินยอมจากไป หากเทียบกับขุมนรกที่เขาและเธอเหล่านี้เพิ่งปีนออกมา ดินแดนแห่งนี้ย่อมเหนือกว่าสวรรค์ชั้นใดๆ
"พี่หนึ่ง... คนกลุ่มใหม่ 137 คนนี้ไม่ใช่ผู้อพยพธรรมดาแล้วล่ะ" ฝนสูดหายใจเข้าลึกพยายามควบคุมน้ำเสียง พร้อมทั้งดันใบหน้าหนึ่งที่ยื่นมาจนชิดให้หงายออกไป
"ในบรรดาคนเหล่านั้น มีทั้งวิศวกรโครงสร้างโยธาจากค่ายอพยพแถบชายแดน มีนักเคมีเทคนิคจากนิคมอุตสาหกรรม แล้วก็ยังมีหัวหน้าคลังสินค้าของบริษัทขนส่งข้ามชาติรวมอยู่ด้วย คนพวกนี้เก่งระดับหัวกะทิที่ถ้าเป็นโลกเก่า พวกเราไม่มีวันเอื้อมถึงแน่ๆ ยังมีแรงงานฝีมือทางช่างอีกหลายสาขาเลย ช่างไฟฟ้า ช่างไดนาโมก็มี"
"เรากำลังปวดหัวเรื่องที่ช่างโจวไม่มีคนช่วยคำนวณโครงสร้างการทำกำแพงหมู่บ้านอยู่พอดี แถมเรามีแผนจะไปยึดแพลนต์ปูนที่ตลาดหนองกอกในเร็วๆ นี้ด้วย การได้วิศวกรโยธามาในตอนนี้ ถือว่าฟ้าประทานจริงๆ” หนึ่งพูดต่อ
“ไอ้พันตรีกัวอะไรนั่น มันก็ยอดคนจริงๆนะ ใช้วิศวะไปหาปูหาปลาได้ ว่าแต่มีวิศวกรเคมีบ้างไหม ยิ่งถ้าเคยทำงานโรงไฟฟ้าชีวมวลด้วยยิ่งดีเลย”
"มีนะพี่หนึ่ง!" ฝนรีบพลิกหน้าจอแท็บเล็ตตรวจดูรายชื่อทันที “คนนี้โปรไฟล์ค่อนข้างตรงสายเลย ชื่อ กิตติ อายุประมาณสามสิบห้า จบวิศวกรรมเคมีจาก ม.เกษตรฯ ก่อนโลกพังเคยเป็นวิศวกรคุมกะ อยู่โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กของเอกชนแถวภาคกลางนี่เอง" หนึ่งเลิกคิ้ว
"วิศวกรคุมกะ แล้วทำไมถึงมากับพวกทหารนั่นได้ไกลขนาดนี้ล่ะ"
"ก็เพราะไอ้พันตรีกัวนั่นแหละ" ฝนอธิบายพลางชี้ให้ดูบันทึกประวัติ
"ตลอดทางที่พวกมันกวาดต้อนคนลงใต้ พวกมันยึดเครื่องปั่นไฟภาคสนามและพวกเครื่องยนต์ดัดแปลงมาเรื่อยๆ แต่ทหารพวกนั้นคุมระบบแรงดันแก๊สกับระบบท่อไม่เป็น กิตติเลยโดนบังคับให้ทำหน้าที่เป็นช่างเทคนิคคอยดูแลระบบไฟให้พวกมันมาตลอดทาง เขาพออ่านคู่มือเครื่องจักรภาษาจีนได้ถูๆ ไถๆ จนพวกมันน้ำมันหมด สิ้นท่าอยู่ที่วัดท่าลอยก่อนจะมาหาเรื่องเรานี่แหละ"
"แบบนี้ก็เข้าทางเลยสิ ช่างโจวแกเก่งแต่เครื่องกลกับหุ่นยนต์ พอจะให้แกทำโรงไฟฟ้าชีวมวล แกบ่นกระปอดกระแปดเรื่องการคำนวณปฏิกิริยาเคมีกับแรงดันแก๊ส ได้กิตติที่เคยอยู่หน้างาน คราวนี้โปรเจกต์ไฟฟ้ารอบหมู่บ้านของเราคงขยับได้ไวขึ้นอีกมาก" หนึ่งขยับตัวเข้ามาใกล้ฝนอีกครั้ง
"เรื่องงานเสร็จแล้ว... คราวนี้มาคุยเรื่องของเราต่อดีไหม" ฝนถลึงตาใส่พร้อมกับยัดแท็บเล็ตใส่มือหนึ่งทันที
"กลางวันแสกๆ ไปบอกข่าวดีเรื่องวิศวกรกับช่างโจวเลยไป๊ หนูจะไปดูคนตักต้มมันเทศให้พวกคนใหม่แล้ว!" ฝนสะบัดหน้าเดินหนีลงจากบ้านไป ทิ้งให้หนึ่งยืนยิ้มกริ่มอยู่ที่เดิม
การต่อสู้สองครั้งล่าสุด แม้จะสามารถยึดอาวุธและอุปกรณ์ระดับสูงได้เป็นจำนวนมาก แต่อาวุธปืนประจำกายที่ได้มากลับไม่ถูกกระจายไปอยู่ในมือของชาวบ้านหรือแม้แต่แกนนำเหมือนเช่นครั้งก่อนๆ ไนซ์เก็บปืนไรเฟิลจู่โจมรุ่นใหม่ชั้นยอดอย่าง QBZ-191 เหล่านั้นไว้อย่างมิดชิด โดยให้เหตุผลว่า มันจะเป็นปืนสำรองในยามที่จำเป็นที่สุดเท่านั้น เพราะมันใช้กระสุนขนาด 5.8×42 มม. ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับที่ปืนซุ่มยิง QBU-191 ของทีมลูกลิง โดยที่เขาไม่สนใจว่ากระสุนเหล่านั้นจะเป็นเกรดทั่วไปหรือแบบหัวกระสุนหนัก ไนซ์มั่นใจอย่างที่สุดว่า ทุกนัดที่ถูกลั่นไกจากทีมของเขา จะสร้างประสิทธิภาพได้คุ้มค่ามากกว่าการปล่อยให้ไรเฟิลจู่โจมพวกนั้นยิงทิ้งยิงขว้าง
บ้านหลังใหม่ๆ ถูกสร้างเพิ่มขึ้นอีกมากมาย รูปแบบต่างกันไปตามพื้นเพดั้งเดิมของผู้อยู่อาศัยที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ สำหรับสมาชิกใหม่ชุดนี้ มีบ้างที่เดินทางมาพร้อมครอบครัว แต่ส่วนใหญ่เป็นตัวคนเดียว ทั้งยังต่างที่มาและไม่ได้สนิทสนมกันเป็นพิเศษ จึงสะดวกใจที่จะแยกกันอยู่มากกว่า ด้วยเหตุนี้ หนองนกเอี้ยงจึงมีจำนวนบ้านพักอาศัยเพิ่มขึ้นอีกเกือบร้อยหลังในเวลาอันรวดเร็ว ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดรวมเป็น 301 คน
ด้านทีมเรียกตีน พวกเขากลับมาทำหน้าที่เดิมคือการกวาดล้างพวกตัวสั่น พร้อมกับรวบรวมเสบียงและอุปกรณ์ที่มีประโยชน์จากซากปรักหักพัง ซึ่งในความเป็นจริง พวกเขายังเข้าไม่ถึงจุดที่เป็นตัวตลาดหนองกอกโดยตรง โซนที่พวกเขากำลังกวาดล้างอยู่นี้มีชื่อเรียกเดิมว่า บ้านโคกกระทิง ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำสีลัด และเมื่อมีสมาชิกในหมู่บ้านเพิ่มขึ้น ไนซ์จึงปรับแผนใหม่โดยให้จัดชุดอาสามาตั้งแคมป์อยู่ที่จุดกึ่งกลางระหว่างทาง ซึ่งเรียกกันว่า บ้านทุ่งทราย ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอ่างเก็บน้ำสีลัดพอดี จุดยุทธศาสตร์นี้มีการจัดเตรียมรถกระบะไว้หลายคันเพื่อรับช่วงบรรทุกสิ่งของ ทำให้กลุ่มทีมเรียกตีนทั้งห้าคนไม่ต้องเสียเวลาวิ่งรอกกลับไปกลับมาระหว่างแนวหน้ากับหมู่บ้านโดยตรง
ที่แคมป์บ้านทุ่งทรายมี นุช ปุ๊ก ดอก อ้อน และไข่ พาชาวบ้านจำนวนกว่าร้อยคนประจำการอยู่ที่นั่น เพื่อคอยสแตนด์บายรับมือกับพวกตัวสั่นที่ทีมเรียกตีนลากเข้ามา หากมันเกินกำลังที่คนทั้งห้าจะจัดการไหว โดยมีสมาชิกทีมลูกลิงครึ่งทีมคือ เหนือ ฮ่าวจิงจิง และฮ่าวเหม่ยจริง คอยทำหน้าที่เป็นพลซุ่มยิงคุ้มกันในมุมมืดอีกชั้นหนึ่ง
ชาวบ้านที่ประจำอยู่ที่นี่ เมื่อว่างเว้นจากการช่วยรบในยามที่ทีมเรียกตีนยังไม่ลากพวกตัวสั่นมา พวกเขาก็จะคอยดักจับสัตว์น้ำกลายพันธุ์ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แห่งนั้น เพื่อส่งกลับไปทำเป็นอาหารเลี้ยงปากท้องคนในหมู่บ้านต่อไป
ขณะเดียวกัน สองพาชาวบ้านอีกกลุ่มราว 50 คน ออกไปปฏิบัติภารกิจสำคัญในการปลูกต้นไม้ พืชพลังงาน พืชอาหาร รวมทั้งสมุนไพรกลายพันธุ์ต่างๆ พวกเขาใช้ผืนป่าและพืชพรรณเหล่านี้เป็นแนวหน้าในการรุกคืบขยายอาณาเขตของหมู่บ้านออกไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเจ้าของที่ดินรายใดลุกขึ้นมาขัดขวาง เพราะผู้คนเหล่านั้นล้วนเสียชีวิตไปในโลกที่แสนโหดร้ายนี้กันหมดสิ้นแล้ว หรือหากใครยังโชคดีรอดชีวิตอยู่ ตอนนี้ก็เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของหมู่บ้านหนองนกเอี้ยงไปแล้วเช่นกัน
ทิวไม้มืดครึ้มเขียวขจีผืนนี้ ดูโดดเด่นและแปลกแยกอย่างมากในโลกร้างสีเทาหม่น ผืนป่ากลายพันธุ์ที่มีรัศมีจากหมู่บ้านออกไปด้านละสามกิโลเมตรโดยรอบ ได้ทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติโอบล้อมบ้านเรือนต่างสไตล์ราวสองร้อยหลังคาเรือน และปกป้องชีวิตของประชากรทั้ง 301 คนเอาไว้ข้างในอย่างปลอดภัย ซึ่งสองกำลังขยายอาณาเขตของมันออกไปอย่างสุดความสามารถ
เลถิฮวายืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่เหนือซึ่งเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากแคมป์ทุ่งทราย เด็กชายตัวน้อยกำลังเดินพลางก้มๆ เงยๆ เก็บก้อนหินที่พากันไหลร่วงลงมาจากกระเป๋าชุดเอี้ยมอนุบาลสีเหลืองตัวเก่าที่เปื่อยยุ่ย เขาพยายามหยิบก้อนหินเหล่านั้นกลับคืนใส่กระเป๋า ทว่ายิ่งใส่เข้าไป ก้อนหินที่อยู่ด้านในก็ยิ่งเบียดกันจนร่วงกราวลงพื้นต่อไม่หยุด สุดท้ายสไนเปอร์ตัวน้อยจึงทำได้เพียงเดินไปหนึ่งก้าว ก้มลงเก็บก้อนหินใส่กระเป๋าอีกหนึ่งก้าว วนเวียนอยู่เช่นนั้นด้วยความมุ่งมั่น
“เสื้อผ้าที่พวกคุณใส่... และที่นำมาแจกให้พวกเรา มันดูดีและใหม่กว่าของเดิมที่พวกเราใส่กันมากเลยนะคะ” เลถิฮวาส่งจิตสำนึกร่วมคุยกับนุชผู้เป็นแม่ของเหนือ ขณะที่ยังจ้องมองดูเด็กน้อย เธอเห็นกับตาตนเองว่า เจ้าหนูคนนี้ขว้างก้อนหินธรรมดาเหมือนที่อยู่ในเอี๊ยมของเขาตอนนี้ใส่ทหารของกัวจื้อเฉียงจนหัวระเบิดเละ
“มันเป็นของที่ทีมเรียกตีนไปกวาดรวบรวมมา จากตู้เสื้อผ้าตามบ้านและร้านขายเสื้อผ้าในชุมชนที่พวกเขาเข้าไปกวาดล้างน่ะจ้ะ” นุชส่งกระแสจิตตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความกังวล
“ในโลกที่เต็มไปด้วยฝนกรดแบบนี้ เสื้อผ้าของพวกเราเปื่อยยุ่ยและเสื่อมสภาพเร็วมาก ต่อให้เป็นเสื้อผ้าใหม่ที่พวกเขานำมาให้ก็เถอะ... พอมันผ่านวันสิ้นโลกมาหลายปี ของพวกนี้มันก็เริ่มหมดอายุการใช้งานของมันแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่นาน... พวกเราอาจจะไม่มีเสื้อผ้าเหลือมาห่อหุ้มคลุมร่างกายกันอีกแล้วก็ได้”
เลถิฮวายืนนิ่ง สายตายังคงจับจ้องไปที่ก้อนหินที่ร่วงกราวจากกระเป๋าเอี้ยมเปื่อยๆ ของเหนือ สลับกับมองผืนป่ากลายพันธุ์รอบตัว คำพูดของนุชเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางใจ กระตุ้นสัญชาตญาณเก่าในอดีตสมัยที่โลกยังศิวิไลซ์... สมัยที่เธอยังเป็นดีไซเนอร์ที่คลุกคลีอยู่กับโครงสร้างเส้นใย เนื้อผ้า และการออกแบบ
วิกฤตเสื้อผ้าหมดอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามันคือเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าไม่มีเครื่องนุ่งห่ม มนุษย์เราก็ไม่ต่างจากสัตว์ป่า
เลถิฮวากวาดสายตามองไปที่ ดงต้นสบู่ดำกลายพันธุ์หลายหมื่นต้น และผืนป่ากลายพันธุ์เส้นผ่าศูนย์กลางหกกิโลเมตรที่ทีมของสองกำลังขยายอาณาเขต...
ใช่แล้ว ในเมื่อพืชพรรณพวกนี้มันกลายพันธุ์จนทนทานต่อฝนกรดได้ โครงสร้างเส้นใยของพวกมันก็ต้องมีคุณสมบัติพิเศษสิ!
เลถิฮวาคุยกับนุชทันที เธอเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง:
“คุณนุชคะ... ฉันพอมีความรู้เรื่องโครงสร้างสิ่งทอและเส้นใยผ้าอยู่บ้าง ก่อนโลกจะพังฉันเคยเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้า เราปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ คุณดูป่าที่ทีมของอาจารย์สองกำลังปลูกนั่นสิคะ”
เธอชี้มือไปยังแนวทิวไม้สีเขียวครึ้ม
“พืชพวกนั้นมันยืนต้นทนฝนกรดมาได้ แสดงว่าเซลลูโลสและเส้นใยในเปลือกไม้หรือกิ่งก้านของมันมีสารเคลือบผิวธรรมชาติที่ทนต่อการกัดกร่อนสูงมาก! ฉันคิดว่าเราสามารถแยกคนงานบางส่วนในกลุ่มของอาจารย์สอง มาทำหน่วยทดลองสิ่งทอร่วมกับฉันได้”
เลถิฮวาเริ่มเรียงลำดับแผนการในสมองอย่างรวดเร็วและถ่ายทอดผ่านจิตสำนึกร่วม
“ขั้นแรก เราต้องให้ทีมของอาจารย์สองช่วยเก็บตัวอย่างพืช หรือพวกเถาวัลย์กลายพันธุ์ มาให้ฉันทดลองหาเส้นใยดู ขั้นถัดไป เรามีวิศวกรเคมีที่ชื่อกิตติ เราต้องให้เขาช่วยคิดค้นกระบวนการทางเคมีแบบง่ายๆ เพื่อต้มและแยกเส้นใยออกจากเนื้อไม้”
เธอเว้นจังหวะพลางมองไปที่เหนือซึ่งยังก้มเก็บก้อนหินอยู่
“ถ้าเราทำสำเร็จ เราจะสามารถปั่นด้ายและทอผ้าขึ้นมาใช้เอง มันอาจจะไม่นุ่มนวลเหมือนเสื้อผ้าแบรนด์เนมในโลกเก่า แต่มันจะเหนียว ทนทาน และป้องกันฝนกรดให้พวกเราได้เป็นสิบๆ ปี... แม้แต่กระเป๋าเอี๊ยมของหนูน้อยคนนี้ เราก็จะตัดเย็บใหม่ให้เขาได้ โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะขาดอีกต่อไป!”
เมื่อเห็นความตั้งใจจริง นุชจึงพาเลถิฮวาเข้าไปปรึกษากับฝนและไนซ์ทันที หลังจากอธิบายแผนงานจนเข้าใจ ในที่สุดเธอก็ได้รับลูกมือเป็นหญิงสาวล้วนจำนวนยี่สิบคนมาช่วยงาน โดยกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ต้องแบ่งมาจากทีมกสิกรรมของสองแต่อย่างใด เพราะรายนั้นพอรู้ว่าจะโดนดึงแรงงานคน ก็ทำตาขวางใส่และตะคอกกลับเสียงลั่นทั้งหมู่บ้าน
“ไม่ได้! งานของอาตมาล้นมือ อาตมากำลังสร้างโลกใหม่ให้เป็นพุทธบูชา รูปัง ชีรติ ร่างกายแลสิ่งห่อหุ้มมันย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ไม่มีเวลามาวุ่นวายกับสิ่งปกคลุมสังขารที่นับวันรอเน่าเปื่อยหรอก!” คำพูดของสอง ทำเอาปุ๊กที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับคิ้วกระตุก เธอคำรามในคอเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะกระซิบลอดไรฟัน
“ดี... งั้นคืนนี้เอ็งก็อย่ามาแตะต้องสังขาร ที่รอวันเน่าเปื่อยของข้าก็แล้วกันนะ ไอ้อลัชชี!”
สองยิ้มแห้งๆ ทำตาปริบๆ