ย้อนกลับไปราวครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า ณ หัวมุมถนนที่ไร้ผู้คน ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มดูภูมิฐาน เขากับไม้เท้าคู่ใจกำลังเดินทอดน่องอยู่ในเมืองธารสวรรค์ที่แสนวุ่นวาย เขาเดินราวกับเมืองนั้นแสนเงียบสงบ ทั้งที่มีเสียงกรีดร้องระคนกับเสียงอึกทึกครึกโครมจากอสูรครึ่งวัวครึ่งคนที่กำลังออกอาละวาดอยู่ก็ตาม
แม้ว่าอสูรจักรราศีพฤษภจะยังอยู่ไกล แต่เขากลับไม่มีท่าทีว่าจะหนีไปให้พ้นจากเมืองหลวงอย่างที่ควรจะทำ เขาดูเหมือนคนเดินที่ไม่ได้กำหนดว่าจะเดินไปที่ใดเป็นพิเศษ เขาเหมือนเดินสำรวจเมืองที่เสียหายจากลำแสงลมหายใจอสูรไปเรื่อย ๆ
และแล้วในที่สุดก็ดูเหมือนเขาจะได้เจอกับสิ่งที่เขากำลังมองหาอยู่ เขาเจอเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่งในเครื่องแบบทหารศิขาที่ดูมอมแมม เขาเห็นชายหนุ่มเหมือนกำลังหลับอยู่แต่เขาไม่ได้หลับจริง ๆ ชายหนุ่มคนนั้นมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เบื่อหน่ายที่ได้เจอกับเขา
“สภาพดูไม่จืดเลยนะครับ คุณอรุ...อานนท์” อานนท์มองตาขวางใส่ชายวัยกลางคน
“มาทำอะไรถึงเมืองหลวงมิทราบ หรือเบื่อการเป็นผอ.โรงเรียนเลยคอยมาทำตัวกวนประสาทอยู่อย่างนี้” อานนท์พูดจาเหน็บแนมใส่ชายวัยกลางคนที่ในชีวิตนี้เขาเรียกตัวเองว่าธาวิส
“ก็มีนายทหารคนหนึ่งโทรตามให้มาช่วยที่เมืองหลวง ฉันในฐานะพลเมืองที่ดีคนหนึ่งก็ย่อมต้องมาช่วยเหลืออาณาจักรความคำร้องขอเป็นธรรมดา และผมก็กำลังสำรวจดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่พอดีบังเอิญมาเจอคุณเข้าเสียอย่างนั้น” ผอ.ธาวิสยังยิ้มอยู่ขณะมองลงมาที่อานนท์ที่ยังคงนั่งอยู่กับพื้นด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้สงสัย และอานนท์ย่อมรู้ว่านี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญอย่างที่เจ้าตัวบอกมาอย่างแน่นอน
“แสดงว่าดวงชะตาเจ้าในชาตินี้คงถึงฆาตแล้วถึงได้บังเอิญเดินมาเจอข้าอย่างนี้ และถึงแม้ชาตินี้ชีวิตเจ้ายังไม่ถึงฆาต แต่ถ้าอยากตายเร็วขึ้นเพื่อเกิดใหม่เร็วกกว่ากำหนด ข้าก็จะสงเคราะห์ให้” เมื่ออยู่คนสองคน อานนท์ไม่เคยสนรูปลักษณ์ที่ดูสูงวัยกว่าของอีกฝ่าย เพราะอย่างไรเสียเขาก็มีอายุมากกว่าผอ.ธาวิสเป็นร้อยเป็นพันเท่า
ทั้งสองพูดคุยกันทั้งที่ชาวเมืองกำลังเดือดร้อนราวกับทั้งโลกนี้มีเพียงพวกเขาสองคน ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไรความเสียหายรวมถึงผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นแทบจะทุก ๆ วินาที แต่พวกเขากลับดูเหมือนจะมั่นใจว่าในเร็ว ๆ นี้ความเสียหายที่เกิดจากอสูรครึ่งวัวครึ่งคนจะไม่มีทางมาถึงพวกเขาอย่างแน่นอน
“คุณไม่คิดจะไปช่วยหยุดเจ้าตัวนั้นหน่อยหรือ? อย่างน้อย ๆ ในนั้นก็มีคนที่คุณรู้จักจากที่โรงเรียนและทีมที่เคยปฏิบัติภารกิจร่วมกัน” ผอ.ธาวิสเปลี่ยนเรื่อง สีหน้าของเขายังดูสงบทั้งที่เรื่องที่พูดออกไปควรจะดูร้อนรนกว่านี้ และที่สำคัญเขาเลี่ยงที่จะพูดถึงปลายฝนโดยตรง เพราะเขารู้ว่าอานนท์คงไม่อยากได้ยินชื่อนี้โดยเฉพาะจากปากเขานัก
“มีลูกน้องที่ชื่อดารินที่แสนชาญฉลาดของเจ้าอยู่ด้วย คงไม่ต้องเป็นห่วงอะไรหรอกมั้ง” อานนท์มองผอ.ธาวิสด้วยหางตาอย่างดูถูก
“แหม…คุณก็ เธอเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา จะไปสู้กับอสูรจักรราศีได้อย่างไร?” ผอ.ธาวิสเหมือนกำลังยิ้มอยู่แต่ไม่ได้ยิ้มออกมา
แทนที่ตอบคำถามทันที อานนท์กลับลุกขึ้นยืนก่อนจะตอบว่า “ก็มีเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว ยังมีอะไรต้องกังวลอีก”
ผอ.ธาวิสไม่ตอบรับหรือปฏิเสธสิ่งที่อานนท์พูด แต่เขากลับตั้งคำถามแทนเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย “แล้วนั่นคุณจะไปไหน? จะกลับไปที่โรงเรียนแล้วหรือ?”
อานนท์ส่ายหัวเบา ๆ แล้วตอบว่า “ดูเหมือนพวกมันจะเริ่มรู้แล้วว่าข้าอยู่แถวธารา ขืนข้ากลับไปอยู่โรงเรียนของเจ้าตามเดิม ดูจากสิ่งที่พวกมันทำกับที่นี่สิ โรงเรียนของเจ้าคงไม่จบแค่พัง มันอาจถูกลบหายไปจากแผ่นที่เลยมากกว่า”
เมื่อได้ยินแบบนั้นผอ.ธาวิสได้แต่ยิ้มแห้งออกมา เขามีคำถามที่เขาก็พอจะคาดเดาคำตอบได้ แต่ผอ.ธาวิสก็ยังถามอยู่ดี “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ไปจัดการพวกนั้นเลยล่ะ จะปล่อยไว้ทำไม?”
อานนท์ยักไหล่ เขามองอีกฝ่ายอย่างเหยียดหยามขณะตอบ “ไม่ล่ะ ทำไมข้าถึงต้องไปทำในสิ่งที่เจ้าอยากให้ข้าทำด้วย?”