(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 121 ลิ่วล้อทั้งสี่ กับ โอกาสใหม่ของชีวิต

    บทที่ 121

    ลิ่วล้อทั้งสี่ กับ โอกาสใหม่ของชีวิต



    “เอาวินเทอร์จอยมาเติมสิ ต้องให้ข้าสั่งทุกครั้งเลยหรือไง!” ท่านหญิงวัย 22 รูปโฉมงดงามตะโกนบอกข้ารับใช้วัยชราอย่างหงุดหงิด ไวน์แสนแพงที่เธอทุ่มเงินไปมากกว่าสามร้อยเหรียญทองต่อถัง เหือดหายไปจากแก้วเงินฝังอัญมณีที่อยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว

    “วิน...วินเทอร์จอย... หมดไปแล้วครับท่านหญิง เหลือแต่ฮันนี่มี้ดเท่านั้น”

    “หมด? ได้อย่างไร ข้าเพิ่งดื่มไปไม่กี่แก้ว... กรอดดด” เธอไม่รู้ตัวว่าของอร่อยเช่นนั้นหมดลงไปเพราะเธอดื่มอย่างหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้ารับใช้ได้แต่อยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร “บัดซบ ต้องเป็นพวกเจ้าที่ยักยอกของล้ำค่าเช่นนั้นแน่ ทหารจับมันไปคุมขัง ทรมานสอบสวนจนกว่าความจริงจะเปิดเผย!”

    “ไม่... ท่านหญิงขอรับได้โปรดมีเมตตา ข้ายังมีหลานสาวที่ต้องดูแล ได้โปรด...”

    “เอาไอ้ตัวคดโกงนี่ออกไปให้พ้นหน้าข้า!”


    เหล่าทหารทำหน้าพะอืดพะอมระหว่างลากตัวพ่อบ้านชราออกไป ผู้ได้รับโทษร่ำไห้น้ำตาไหลอาบแก้มเป็นสาย ตระกูลของเขารับใช้ลอร์ดและเลดี้แห่งวินดิน่ามาหลายรุ่นแล้ว สุดท้ายทุกอย่างคงจะจบลงในไม่ช้า


    “เงียบซะตาเฒ่าเซส พวกข้าไม่ทำอะไรหรอก”

    “ฮึก... หือ? เจ้าว่ากระไร?” ท่าทีของทหารรับใช้ตระกูลบารอนไม่ได้ยอมรับในนายเหนือหัวรุ่นนี้มีแต่น้อย

    “พวกข้าไม่อยากรับใช้คนสติเลอะเลือนและบ้าอำนาจหรอกนะ รีบเก็บข้าวของแล้วย้ายออกไปได้แล้ว ท่านมีเงินเก็บใช่ไหม”

    “แต่... แต่พวกเจ้าอาจโดนลงโทษ”

    “ใครจะมาตรวจสอบเล่า บรรดาเมดรับใช้ก็เอือมระอากับท่านหญิงเช่นกัน อีกไม่นานหรอก...” หัวหน้าทหารอารักขาเอ่ยความในใจ “ดินแดนแห่งนี้คงล่มสลายในไม่ช้า พวกเราคงต้องหาบ้านใหม่กันอีกที ข้าได้คุยกับเพื่อนฝูงที่เดินทางผ่านไปช่วงสิ้นฤดูร้อนแล้ว ท่านเคยได้ยินข่าวของแดนเหนือใช่ไหม”

    “แดนสวรรค์น่ะหรือ... จะเป็นความจริงได้อย่างไร คำเล่าลือแห่งนั้นช่างเกินจริง...”

    “ที่ไหนก็ได้ ย่อมดีกว่าที่นี่ ข้ามั่นใจ!”


    คนชราน้ำตาตกใน เขารู้สึกเศร้าที่บ้านเกิดของบรรพบุรุษซึ่งเคยสงบสุขกลับกลายเป็นนรกบนดินเช่นนี้ ท่านหญิงวินดิน่าในสายตาของเขาเป็นเพียงเด็กสาวที่มัวเมาและหลงผิดไปเท่านั้น ในตอนแรกเขาอยากจะโทษสุรามึนเมา แต่เมื่อพบกับเอกสารชี้แจงและแนะนำของลอร์ดเดวิดผู้ยิ่งใหญ่ เขาเองก็สับสนว่าทำไมท่านหญิงถึงยังเพิกเฉยและไม่ดำเนินการปรับปรุงความเป็นอยู่ของผู้คนด้วยการเผยแพร่ข้อมูลสำคัญดังกล่าว

    เขามั่นใจว่ามันเป็นคำสั่งโดยตรงจากเอิร์ลวินเดล และแม้จะผ่านชีวิตพร้อมมีประสบการณ์โชกโชนแล้ว เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าคนชั้นสูงพวกนี้กำลังเล่นกับชีวิตของผู้คนในปกครองได้อย่างไร... ช่างน่าเจ็บใจนัก


    ข้ารับใช้ชราที่เพิ่งได้รับโทษตายอย่างทรมานจึงรีบเก็บของด้วยความช่วยเหลือของเหล่าเมด แม้มันจะแสนเศร้า แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่เซสหลุดพ้นจากสถานที่แห่งนี้เสียที เหล่าทหารช่วยขนของและเปิดทางสะดวก ทุกคนตัดสินใจเดินมาส่งอดีตพ่อบ้านถึงรั้วเลยทีเดียว

    หลังสัญญากับเหล่าทหารว่าจะร่วมออกเดินทางไปรัสเซลด้วยกันในปีหน้า เขาก็รู้สึกว่าตนเองมีความหวังกับชีวิตมากขึ้น เท้าที่สั่นเทาเริ่มก้าวเดินออกไปเพื่อพบหน้าหลานสาวที่เขารักสุดหัวใจ


    .

    .

    .


    คิทมาถึงวินดิน่าตามตารางเวลาที่วางแผนเอาไว้พอดิบพอดี แม้หิมะจะยังไม่โปรยปราย แต่ลมหายใจที่พ่นออกมาเจอกับอากาศเย็นจัดก็กลายเป็นไอสีขาวทุกครั้ง คิทชอบอากาศหนาวเย็นเพราะมันเป็นความรู้สึกที่เขาโหยหาตั้งแต่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองร้อนของโลกใบแรก จิตวิญญาณเก่าแก่เคยฝันไว้ว่า ถ้าหากมีโอกาสสักครั้ง แค่ได้เดินดูหิมะตกบนถนนที่ถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟงดงาม พร้อมกับหวานใจสักคน... ก็คงจะดีไม่น้อย

    ทว่าอากาศหนาวในปีนี้ ทำให้เขาได้ทราบสถานการณ์ต่างเมืองนอกบ้านเกิดของตน ไม่ได้เห็นบ้านเมืองที่คึกคักเหมือนเช่นทุกครั้ง วินดิน่านั้นเงียบเหงา และแม้จะมีทหารยามเฝ้าประตูทางเข้าตรงกำแพงเมือง แต่ทุกคนก็ดูไร้ชีวิตชีวา


    “เดวิด เทร์ร่า จากรัสเซลอย่างนั้นหรือ มาทำธุระอะไรที่นี่ล่ะ”

    “ทางผ่านน่ะครับ ข้าอยากแวะพักที่เมืองนี้สักวัน ก่อนจะเดินทางเข้าวินเดล”

    “รถม้าก็หยุดบริการไปแล้วนะ เดินเท้าตัดหุบเขาเข้าวินเดลคงจะทรหดน่าดู” นายทหารประทับตราลงบนแผ่นหนังแทนตัวนักเดินทางที่มีใช้กันทั่วไปในอาณาจักร ก่อนจะพูดอย่างไร้อารมณ์ “ที่พักมีเพียงแห่งเดียว เดินไปกลางเมืองเดี๋ยวก็เห็น ร้านอาหารก็มีใกล้เคียง... แต่แพงหน่อยนะ”

    “ข้าทราบครับ ขอบคุณมาก”


    กระเป๋าหนังถูกนำมาสะพายพาดไหล่ จากนั้นเด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาและดูไม่มีฐานะอะไรมากนักก็เดินออกไป อย่างน้อยทหารทั้งหลายก็ไม่อยากเตือนเรื่องโจรวิ่งราวให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของเมืองเท่าไหร่นัก ผู้มาใหม่เองก็ดูยากจน ไม่น่าจะตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรผู้มีอิทธิพลในเมืองแต่อย่างใด

    คิทตัดสินใจแวะโรงเหล้าก่อนจะเข้าโรงแรมที่อยู่ติดกัน ไม่ใช่เพราะเขาอยากจะดื่มเหล้าหรือทานอาหารเที่ยง แต่เขาก็อยากรู้ว่าชาวต่างถิ่นมีวัฒนธรรมการกินอยู่อย่างไร

    อาหารอย่างง่ายที่เป็นขนมปังแข็งกับซุปผักผสมแป้งธัญพืชเข้มข้นหนักท้อง มีราคาถึงชุดละสิบเหรียญเงิน มันแพงกว่าขนมปังก้อนใส่ไส้แฮมอบน้ำผึ้งหนาเกือบนิ้วที่เรดวู้ดตั้งห้าเท่า ท่านชายคิ้วกระตุกเพราะเห็นความผันผวนของราคาอาหาร แต่ก็โชคดีนักที่เขาไม่ได้ขาดแคลนเงินตรา ระหว่างจ่ายเงินสำหรับอาหาร เจ้าหนุ่มที่ดูธรรมดาก็สั่งมี้ดชั้นเยี่ยมมาอีกเหยือก

    การจับจ่ายอย่างไม่เดือดร้อนสำหรับอาหารมื้อเดียว ทำให้เขากลายเป็นจุดเด่นภายในโรงเหล้าโดยไม่รู้ตัว ชายฉกรรจ์หลายคนที่เป็นกลุ่มนักเลงประจำถิ่นได้หมายหัวเด็กหนุ่มแปลกหน้าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

    เมื่อมี้ดในเหยือกไม้สูงเกือบครึ่งศอกถูกนำมาเสิร์ฟ กลุ่มนักเลงก็เข้าประชิดพร้อมทำท่าทางคุกคามอย่างเด่นชัด


    “เฮ้ย พวกข้าหิวว่ะ ไม่คิดจะแบ่งปันหน่อยรึ ไอ้หนู” คิทเบิกตาขึ้นมามอง แต่ปากก็ยังเคี้ยวขนมปังกับซุปร้อน ๆ จนแก้มตุ่ย เขาไม่ได้สนใจคนพวกนี้สักนิด

    “สั่งเอาสิครับ พนักงานยืนรออยู่โน่นแน่ะ”

    “เสียเวลารอ ข้าอยากกินของพวกนี้ เดี๋ยวนี้... หรือไม่ก็” มันมองมาอย่างพิจารณา แม้จะไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายมีเงินมากพอก็ตาม แต่ก็ต้องขูดรีดให้ได้ “คนต่างถิ่นอย่างเจ้าควรจะเลี้ยงอาหารผู้คุ้มครองในเมืองแห่งนี้เสียหน่อย มันเป็นธรรมเนียมนะ”


    สายตาคุกคามของชายผมเผ้ากระเซอะกระเซิงยังคงจับจ้อง แต่สมาธิของคิทยังคงวิเคราะห์องค์ประกอบของอาหารที่ตนกำลังชิม มันเป็นรสชาติที่แตกต่างจากแดนเหนือจนเขาสนใจ แม้จะไม่อร่อยมากนักก็ตาม

    ความเพิกเฉยอันไม่ได้ตั้งใจ ทำให้อารมณ์โกรธของอีกฝ่ายปะทุออกมา ถ้วยซุปคว่ำไปแล้ว ยังดีที่ขนมปังธัญพืชแข็งที่เขาวิเคราะห์องค์ประกอบไม่เสร็จถูกคว้าเอาไว้ได้ทันเวลา ดูเหมือนผู้ติดตามของอีกฝ่ายจะคว้าเหยือกมี้ดเอาไว้เพราะความเสียดายเช่นกัน


    “แพงนะครับนั่น อึก...” คิทกลืนขนมปังคำหนึ่งลงไปหลังจากเคี้ยวมาเนิ่นนาน “ทีนี้ก็ไม่มีอะไรจะแบ่งแล้ว แย่จังเลยนะครับ”

    “เจ้า... เฮ้ย จัดการมัน!” หนุ่มน้อยกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย ฉากแบบนี้เหมือนจะเคยอ่านเจอในละครหลายเรื่อง วันนี้ได้เจอด้วยตัวเองอีกแล้ว แม้จะมีข้าวของสะพายพะรุงพะรัง แต่คนอายุน้อยกว่าก็หลบได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร จะเสียดายก็แต่โต๊ะไม้กับเก้าอี้หลายตัวที่เริ่มเสียหายอย่างรวดเร็ว

    “ป้าครับ... เอ่อ... สิ่งที่คนพวกนี้เขาทำพัง ข้าไม่จ่ายนะ”

    “รีบออกไปข้างนอกเถอะ ร้านข้าจะได้เหลือรอดบ้าง” คิทก้มหัวขออภัยทีหนึ่ง แม้จะบอกว่าตนไม่อยากจ่ายค่าเสียหายก็ตาม แต่เขาก็ดีดเหรียญทองออกไปสองเหรียญ มันตกลงในมือของคุณป้าสูงวัยอย่างรวดเร็ว เหล่านักเลงมองประกายสีทองตาเป็นมัน แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เนื่องจากอีกฝ่ายเริ่มตอบโต้แล้ว


    ฮอร์โมนพลุ่งพล่านของคนพวกนี้ คงจะทำให้อารมณ์ของพวกเขาฉุนเฉียวง่ายและชอบกดขี่คนอื่น คิทจึงตอบโต้ด้วยการเตะผ่าหมากอย่างรุนแรงไปคนละที พวกมันเจ็บจนแทบสลบพร้อมร้องโอดครวญบนพื้นอย่างไร้ทางสู้ ลูกเตะของผู้มีสายเลือดเทพเจ้าปะปนอยู่เข้มข้นย่อมรุนแรงและหนักหน่วงกว่าคนธรรมดา และไม่อาจดูแคลนแม้เจ้าของลูกเตะจะเป็นเพียงหนุ่มน้อยก็ตาม


    “ไม่ต้องห่วงนะ ประเดี๋ยวข้ารักษาให้ หึ ๆ ๆ” คิทกำลังมองเหยื่อให้ข่าวที่มาส่งงานถึงที่อย่างพอใจ มือเรียวหยิบคอเสื้อของพวกมันพร้อมลากออกไปนอกโรงเหล้า “เย็น ๆ ข้าจะแวะมากินอีก เตรียมอาหารจานเนื้อให้ข้าสักสองสามจานนะป้า!”

    “เออ ๆ เดี๋ยวจัดให้แบบพิเศษไปเลย อย่าลืมมากินด้วย!”


    หลังจากลากอันธพาลเหล่านั้นไปยังที่ลับตาคน คิทก็นั่งบนม้าหินที่งอกเงยขึ้นมารองรับอย่างสบายตัว นักเลงทั้งสี่คนได้รับพลังมานาช่วยฟื้นฟูร่างกายแล้ว แต่ตอนนี้กลับมีอักขระพันธนาการติดอยู่ทั่วตัวจนไม่อาจขยับ พวกเขาได้แต่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น และจะเอ่ยปากพูดได้ก็ต่อเมื่อคิท อนุญาตเท่านั้น

    ผลการสอบสวนทำให้ท่านชายได้รับข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับบารอนเนสวินดิน่า ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานใต้ดินในโลกมืดแบบโจ่งแจ้ง จะว่าไปแล้ว คนในท้องที่ก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอดี แถมยังทราบด้วยว่าธุรกิจค้าสุราเถื่อน รวมไปถึงของผิดกฎหมายหลายอย่าง ล้วนมีเลดี้วินดิน่าเป็นเจ้าของ

    นักเลงเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกส่งออกมาตามคำสั่งของผู้มีอิทธิพลเพื่อคอยควบคุมความประพฤติของคนในเมืองและคอยสอดส่องความเรียบร้อย แน่นอนว่าคนเหล่านี้ได้รับการดูแลน้อยมาก จึงต้องผันตัวไปเป็นนักเลงคอยรีดไถประชาชนและสร้างความเดือดร้อนเป็นนิจ

    คิทยังได้ทราบอีกว่า ตอนนี้คฤหาสน์ของบารอนเนสกำลังมีปัญหา แม้จะมีเงินทองมหาศาลแต่ท่านหญิงที่ชอบแต่ของแพงก็มีนิสัยที่ทำให้ข้ารับใช้ทั้งหลายเริ่มรับไม่ได้ หัวหน้ากลุ่มนักเลงทราบข่าวดี และเริ่มจะไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของเจ้านายตนเองเช่นกัน


    “ข้า...พวกข้ากำลังหาโอกาส รวบรวมเงินเพื่อออกจากดินแดนในปีหน้า ขอท่านชายโปรดเมตตา”

    “กลับตัวอย่างนั้นรึ ไม่คิดหน่อยหรือว่า... มันอาจจะสายเกินไป?”

    “ข้าเข้าใจความหมายของท่านดี แต่ถ้าบ้านเมืองสงบสุข ทุกคนมีงานทำและมีอันจะกิน ก็คงไม่มีคนทำอาชีพอย่างพวกข้า... มันน่าตลกนะ ว่าไหม?”


    คิทมองหัวหน้านักเลงอย่างพิจารณา เขากำลังแปลกใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงดูมีความคิดที่ค่อนข้างล้ำหน้ามากกว่าคนทั่วไป

    พวกเขาตระหนักดีว่าภาวะทางสังคมเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ทุกชีวิตสงบสุขในแดนเหนือก็เพราะมีทุกสิ่งพร้อมสรรพ ปลอดภัย ไม่ขาดแคลน มีงานที่ตนเองชอบ ซึ่งมันแตกต่างจากเขตวินเดลมากนัก ที่แห่งนี้ไม่มีใครบอกได้เต็มปากว่าตนเองพอใจกับชีวิต บางคนไม่มีงานทำ ต้องใช้ชีวิตในสลัมอันสกปรก อาหารขาดแคลนแถมยังหนาวสั่น

    ท่านชายจากต่างเมืองเม้มปากอย่างไม่สบอารมณ์ เขารู้ดีว่าทุกคนควรได้รับโอกาส แต่มันก็ควรจะมีข้อแม้ ไม่นานนักคิทก็นึกออกว่าเขาควรจะใช้สิ่งใดเป็นหลักประกัน...


    อักขระพันธสัญญา... สัจวาจาโดยอักษร


    เด็กหนุ่มยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้ายแวบหนึ่งจนสี่นักเลงเริ่มขนลุก ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น มนตราบทประหลาดที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนในชีวิตก็ลอยอยู่ตรงหน้า

    สัญญาในครั้งนี้มีผลห้าปี... ข้อตกลงคือ... ทั้งสองฝ่ายจะไม่หักหลังซึ่งกันและกัน ส่วนอีกข้อนั้น... ทั้งสี่ชีวิตจะต้องมอบแต่ความซื่อสัตย์ให้กับท่านชายเดวิด รัสเซล แห่งเรดวู้ดเท่านั้น มิอาจมีคำลวง หรือคำเท็จเจือปนแต่อย่างใด


    สี่หนุ่มใหญ่กลืนน้ำลายดังอึก พร้อมมองมาอย่างไม่เชื่อสายตา...

    นามของท่านชายผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น... พวกเขาทราบดี

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน