จินหวังเฟย

    เล่ม 2 - ตอนที่ 2 มองคนไม่ผิด

    “นี่เจ้า!” ฉีฉินพูดไม่ออก“ข้าพูดเรื่องจริง ตกลงท่านไม่มียาถอนพิษใจขาดจริงๆ หรือไร”“ข้าไม่มี...ข้าไม่มีจริงๆ”“แย่แล้ว”“ใช่ แย่แล้ว ทำอย่างไรดี ปล่อยข้าสิ ข้าจะไปปรุงยาถอนพิษใจขาดให้กับเจ้า” ฉีฉินยกสองมือขึ้นหมายจะให้ปลดโซ่ตรวน ยามนี้ดูร้อนรนขึ้นมาบ้างแล้ว“เฮ้อ...ไม่ทันการณ์แล้ว ท่านบอกเองไม่ใช่หรือไรว่าใช้เวลาปรุงถึงสามวัน” นางตอบกลับสีหน้าเคร่งเครียดและจริงจังระคนร้อนรน“ยังทันอยู่ มีวิธียืดเวลาออกไปได้” ชายชรากระซิบกระซาบตอบกลับมาน้ำเสียงไม่ล้อเล่น“วิธีใด” นางเลิกคิ้วสงสัย“เจ้าก็เอายาพิษหยกวารีให้ผู้ที่ถูกพิษใจขาดกินเข้าไปก่อน พิษต้านพิษ...ยืดเวลาได้อีกน่าจะประมาณสามวัน คนผู้นี้ถูกพิษใจขาดไปตอนไหน”“เมื่อวานยามจื่อ”“ยังทันๆ ถ้าเจ้าปล่อยข้าไปปรุงยาถอนพิษใจขาดก็ยังทัน” ฉีฉินพูดพลางยกสองมือขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณบอกให้ปล่อยตัวออกไปได้แล้วจางหานเฟิ่งเชื่อใจในตัวฉีฉิน ตาเฒ่าผู้นี้แม้สติจะฟั่นเฟือน เพี้ยนอยู่นิดๆ แต่เชื่อใจในคำพูดได้อย่างแน่นอน ทันใดนางก็หันกลับไปมองโอวหยางไป๋และจินเยี่ยหยาง แววตาของนางสื่อความหมายออกมาว่าให้ปล่อยไป ทว่าการตัดสินใจอยู่ที่บุรุษสองคนนี้โอวหยางไป๋มองหน้าจินเยี่ยหยางก่อน จินอ๋องมีสีหน้าราวกับฉาบด้วยแผ่นน้ำแข็ง ยามนั้นเขากำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะปล่อยไปดีหรือไม่ แล้วเขาก็เดินเข้าไปจนหยุดยืนอยู่ข้างๆ สตรีตัวน้อยที่ยังนั่งยองๆ อยู่ ดวงตาคู่คมกริบเต็มไปด้วยความเยือกเย็นมองอยู่ที่ชายชราฉีฉินแหงนหน้ามองจินเยี่ยหยาง สัญชาตญาณในตัวลั่นเตือนอย่างรุนแรง กลิ่นอายสูงศักดิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงโปร่งองอาจของจินเยี่ยหยาง คนผู้นี้ไม่สมควรที่จะไปต่อกรด้วย“เจ้าเชื่อใจคนผู้นี้จริงๆ หรือ” จินเยี่ยหยางถามเสียงต่ำ“ข้าน้อยเชื่อใจ” นางลุกขึ้นมายืน“เจ้าแน่ใจนะว่ามองคนไม่ผิด?”“ข้าน้อยมองคนไม่ผิด”“ได้...ปลดโซ่ตรวน!”“ท่านอ๋อง” หัวหน้าองครักษ์หลวงขัดขึ้นเสียงแผ่ว หนึ่งคือเสียผู้ใต้บังคับบัญชาไปถึงแปดคน สองคือถ้าชายชราหนีไป จะทำอย่างไรเล่า“ข้ารับผิดชอบเอง”จินอ๋องชำเลืองสายตาคมกริบชนิดที่ฆ่าคนได้ไปทางหัวหน้าองครักษ์หลวงเงียบๆ แต่หัวหน้าองครักษ์หลวงยังค้านอย่างไม่เห็นด้วย แล้วชำเลืองสายตามองโอวหยางไป๋ราวกับกำลังจะขอคำปรึกษา ท่านเล่า...ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายจะว่าอย่างไร“ถ้าเกิดคนผู้นี้หนีไป”“ปล่อยไป!” โอวหยางไป๋เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คราวนี้ลองวัดใจกันดู แล้วจู่ๆ ก็คลี่ยิ้มผลิบานออกมา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ยิ่งนักจางหานเฟิ่งลอบผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าใจนางยังบีบรัดด้วยความเคร่งเครียดอยู่ไม่น้อย นางเอ่ยกับฉีฉินยิ้มๆ และหลอกล่อ“ข้าจะมอบเงินให้ท่านหนึ่งพันตำลึงทอง...ตกลงหรือไม่”“เจ้าจะจ่ายเงินให้กับข้าอย่างนั้นหรือ ค่ายาถอนพิษใจขาดใช่หรือไม่” ฉีฉินถามกลับพร้อมกับดวงตาที่เบิกโตเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ไปๆ มาๆ กลับจะได้เงินมาใช้เสียอย่างนั้น“ไม่ใช่ เป็นสินน้ำใจต่างหากเล่า” นางยังยิ้มหลอกล่อ กับคนผู้นี้...มีสองสิ่งเท่านั้นที่สำคัญ เงินทองและบรรดาสตรีที่อาศัยอยู่ในหอนางโลมทั้งหลายที่คอยให้ความสุขสำราญใจแก่บุรุษ“แต่ว่า...ไม่ใช่หลังจากปรุงยาถอนพิษใจขาดสำเร็จแล้ว หัวของข้าจะหลุดออกจากบ่าหรอกนะ” ชายชราชำเลืองสายตามองจินเยี่ยหยางที่ยืนค้ำศีรษะอยู่ตรงหน้า“ท่านอ๋อง” นางหันกลับไปถามเขาราวกับนั่งอยู่ในใจของฉีฉิน“ถ้าได้ยาถอนพิษใจขาดมาทันการณ์ ข้าก็จะไว้ชีวิตของเจ้า” จินเยี่ยหยางให้สัญญา ยามนี้ยาถอนพิษใจขาดสำคัญที่สุด เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง“พี่ชาย” นางหันไปหาโอวหยางไป๋อีกคนเพื่อให้กล่าวคำสัญญาออกมาเช่นกัน“ได้...คนผู้นั้นต้องมีชีวิตอยู่เท่านั้น! ตายไม่ได้อย่างเด็ดขาด”“ผู้ใดกัน” ฉีฉินชักสงสัยขึ้นมาเสียแล้วว่าเป็นผู้ใดกันที่โดนพิษใจขาดเข้าไป ทำไมจินอ๋อง เสนาบดีฝ่ายซ้าย เจ้าของหอสุรากุ้ยฮวาอย่างนาง และหัวหน้าองครักษ์หลวงผู้นี้ ถึงได้ดิ้นรนกันขนาดนี้“ตอบได้หรือไม่” จางหานเฟิ่งถามขึ้นมา นางไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าได้ จึงต้องปรึกษาจินเยี่ยหยางและโอวหยางไป๋ก่อน“ผู้นั้นคือเชวียนอ๋องแห่งแคว้นเหอ ถ้าเชวียนอ๋องเสียชีวิตในแคว้นจ้าว ได้เกิดสงครามขึ้นแน่” โอวหยางไป๋กล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ดูปลอดโปร่งผิดปกติ“เชวียนอ๋องแห่งแคว้นเหอ?” ฉีฉินพึมพำสีหน้าครุ่นคิด“ถูกต้องแล้ว เชวียนอ๋องแห่งแคว้นเหอ”เสนาบดีฝ่ายซ้ายย้ำว่าเป็นผู้ใด แล้วองครักษ์หลวงผู้หนึ่งก็เข้ามาแทรก ในมือถือถาดไม้ที่วางกระดาษ พู่กัน และจานฝนหมึก เข้ามาด้วย“วางลง!” จินเยี่ยหยางสั่งเสียงทรงอำนาจ ดวงตาหลุบลงไปยังตรงหน้าของฉีฉินที่ยังนั่งอยู่บนพื้น สองมือไพล่ไปทางด้านหลังฉีฉินหยิบพู่กันขึ้นมาถือ ยามตวัดข้อมือวาดภาพลงไปบนกระดาษเปล่า โซ่ตรวนที่ตรึงข้อมือเอาไว้ก็ส่งเสียงดังขึ้นมาจางหานเฟิ่ง จินเยี่ยหยาง โอวหยางไป๋ และหัวหน้าองครักษ์หลวง มองไปยังกระดาษที่วางอยู่บนถาดไม้ ระหว่างนั้นฉีฉินก็พึมพำกับตัวเองเพราะกำลังนึกถึงลักษณะของแหวนวงนั้น“ลวดลายของแหวนประมาณนี้...ดูโดดเด่นยิ่ง”“นี่ท่าน! แค่บอกด้วยปากก็ได้ ไม่ถึงกับต้องวาดขึ้นมาหรอก” จางหานเฟิ่งอดไม่ได้ที่จะต่อว่าเมื่อเจอฝีมือการวาดภาพที่ไม่ได้เรื่องของฉีฉิน“อ้าว...นางหนูนี่ เผื่อข้าบอกเจ้าปากเปล่าแล้วเจ้าไม่เข้าใจ ข้าวาดเองไม่ดีกว่าหรือไร” ชายชราถามกลับมาเสียงฮึดฮัดขึ้นจมูก“ท่านบอกแค่ว่าตรงนี้นูนขึ้นมาเหมือนพระจันทร์...แค่นี้ก็พอแล้ว แล้วนั่นรูปอะไรของท่าน ขี้ริ้วขี้เหร่ยิ่ง” นางชี้นิ้วไปที่กระดาษบนถาดไม้ ภาพยึกยือบนนั้นถึงกับทำให้ต้องส่ายหน้า“ข้าไม่วาดแล้ว!” ฉีฉินงอนจนวางพู่กันลงจางหานเฟิ่งขยับเข้าไปนั่งอยู่ตรงหน้าชายชราอีกครั้ง นางจับพู่กันแล้ววาดภาพออกมา ระหว่างนั้นก็ถามความคิดเห็นของชายชราไปด้วยว่าถูกต้องหรือไม่“แบบนี้ใช่หรือไม่”“ใช่ๆ แบบนั้นแหละ ตวัดพู่กันมาทางนี้”“เห็นไหมล่ะ ว่าข้าวาดได้งดงามกว่าท่าน”“เหอะ!”โอวหยางไป๋เห็นความสนิทสนมของทั้งสองย่อมต้องเกิดความสงสัย จินเยี่ยหยางก็เช่นกัน แต่ไม่ถามออกไปในยามนี้ เพราะต่างก็รู้ว่าไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสม แต่แล้วโอวหยางไป๋ก็เปิดปากแซ็วตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษ ประกายตาแหลมคมผุดความรื่นเริงขึ้นมา“ท่านไม่กลัวตาย แต่กลับกลัวบรรดาสตรีในหอนางโลมทั้งหลายจะลำบาก”“ข้าตัวคนเดียวไม่มีญาติที่ไหน ไยต้องกลัวตาย” ตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษเชิดหน้าตอบอย่างปลดปลงกับสังขารของตัวเองที่ชราภาพมากแล้ว“ท่านเป็นชายชราที่แปลกยิ่ง” โอวหยางไป๋คลี่ยิ้มผลิบาน รอบกายดูรื่นเริง ทั้งที่ความจริงหาได้รื่นเริงเช่นนั้นไม่“ข้าก็เป็นข้า แปลกตรงไหน”“ท่านเป็นผู้ที่น่าสนใจยิ่ง”“เหอะ!” ตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษเบ้ปากใส่บุรุษหนุ่มตรงหน้าหนึ่งที1 ฉื่อ เท่ากับ 10 นิ้วช่วงเวลา 23.00 - 00.59 น.


    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน