“เธอคือบทเรียนที่ผมยอมผิดศีล”

    ตอนที่ 64 เมื่อคำขอโทษ...กลายเป็นการมัดมือชก

    พี่กรก้าวเข้ามาหาแพรทันที (ฝีเท้าเร็วและหนักแน่น) แล้วพูดเสียงต่ำแต่สั่นด้วยอารมณ์


    “หนูไปไหนมา

    รู้ไหม..? พี่รอหนูทั้งคืนที่หน้าบ้านหนู หนูไม่กลับบ้าน ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ตอบข้อความสักอัน

    พี่กลัวหนูจะเป็นอะไรไป พี่คลั่งแทบตาย

    แล้วหนูไปกับอ.เอกอีกเหรอครับ? พี่แอนบอกว่ามีคนเห็นหนูขึ้นรถกับเขาเมื่อวาน  

    หนู... หนูทำแบบนี้กับพี่ทำไมครับ พี่ผิดก็จริง แต่พี่ขอโทษแล้ว พี่สัญญาว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก พี่ทำทุกอย่างที่หนูต้องการเลย ทำไมหนูถึงต้องทำแบบนี้”


    พี่กรเสียงสั่นขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะร้องไห้  

    มือเขายกขึ้นเหมือนจะจับไหล่แพร แต่ชะงักกลางคัน เพราะกลัวแพรจะสะดุ้ง  

    ทุกคนในบริเวณนั้น (รวมถึงพี่แอนที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ) ตกใจจนพูดไม่ออก


    แพรยืนนิ่ง มองหน้าพี่กรตรง ๆ  

    น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่กลั้น  

    เธอพูดเสียงสั่น แต่ชัดเจน


    “พี่กรคะ... หนูเจ็บมากจริง ๆ ค่ะ  

    หนูเห็นพี่กับอ.วิภาแล้ว หนูทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ  

    หนู... หนูเลยหนีไป เพราะหนูกลัวว่าถ้าอยู่ต่อ หนูจะต้องเจ็บมากกว่านี้  

    หนูไปกับพี่เอกเพราะพี่เอกเขาแค่อยู่ข้างหนูเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยค่ะ  

    แต่พี่กร... พี่ทำร้ายหนูแล้วจริง ๆนะ 

    หนูไม่รู้จะเชื่อพี่ได้ยังไงอีก”


    พี่กรตัวสั่น น้ำตาไหลลงมาเต็มแก้ม  

    เขาคุกเข่าลงตรงหน้าแพรทันที (ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมอง) แล้วก้มหัวลงต่ำ


    “พี่ผิดครับ... พี่ผิดมหันต์จริง ๆ  

    พี่เมาแล้วเผลอ พี่จำได้ไม่ค่อยชัด แต่พี่รู้ว่าพี่ทำร้ายหนูที่สุดแล้ว  

    พี่... พี่ไม่ขอให้หนูให้อภัยพี่ตอนนี้ พี่แค่ขอร้อง... อย่าหายไปจากพี่นะครับ พี่จะทำทุกอย่างเพื่อให้หนูกลับมา พี่จะตัดขาดกับอ.วิภาทางการงานและส่วนตัวเลย พี่จะไม่ดื่มอีก พี่จะไม่ไปไหนกับใครอีก พี่จะอยู่แต่กับหนูคนเดียว  

    พี่รักหนูครับ... พี่รักหนูมากจริง ๆ พี่ขอโทษ... พี่ขอโทษจริง ๆ”


    พี่กรก้มหัวร้องไห้อยู่ตรงนั้น  

    น้ำตาหยดลงพื้นเป็นหย่อม ๆ  

    คนรอบ ๆ มองตาค้าง บรรยากาศทั้งชั้นเงียบกริบ


    แพรชะงัก.. ร่างกายแข็งทื่อเหมือนถูกสาป เสียงเข่าของพี่กรที่กระทบพื้นดัง ปึก มันก้องอยู่ในหูพอๆ กับเสียงซุบซิบที่เริ่มดังขึ้นรอบตัว 


    แพรไม่ได้รู้สึกซึ้งใจเลยแม้แต่นิดเดียว... สิ่งที่เธอรู้สึกอย่างแรกคือ "ความอับอาย" และ "ความอึดอัด"

    ​เธอกวาดสายตาไปรอบๆ เห็นเพื่อนร่วมงานบางคนหยุดเดิน บางคนแอบมอง 

    สายตาเหล่านั้นไม่ได้มีแค่ความเห็นใจแพร แต่มันแฝงไปด้วยความคาดหวัง... คาดหวังจะให้แพรพูดว่า 'ไม่เป็นไรค่ะพี่' หรือ 'ลุกขึ้นเถอะค่ะ' เพื่อให้สถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนนี้จบลงเสียที


    ทำไมพี่ต้องทำขนาดนี้... ทำไมต้องมาคุกเข่าตรงนี้' แพรขบเม้มริมฝีปาก เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อนให้จนมุม ด้วยความน่าสงสารของเขา

    ​สายตาของป้าแม่บ้านที่มองมาเหมือนจะบอกว่า 'ผู้ชายเขาง้อขนาดนี้แล้ว ยอมๆ ไปเถอะลูก' หรือสายตาของอาจารย์ท่านอื่นที่มองเหมือนแพรเป็นเด็กก้าวร้าวที่ไม่ยอมให้อภัยผู้ใหญ่... 


    ทุกสายตามันกดทับลงบนบ่าของแพร จนเธอรู้สึกว่าถ้าเธอไม่ตอบตกลงตอนนี้ เธอจะกลายเป็นคนใจร้ายในสายตาคนทั้งคณะทันที

    ​

    แพรยืนนิ่ง มองพี่กรที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า  

    น้ำตาเธอไหลลงมาไม่หยุดเช่นกัน  

    เธอพูดเสียงสั่น แต่ชัดเจน


    “พี่กรคะ... ลุกขึ้นเถอะค่ะ หนูยังไม่พร้อมให้อภัยพี่ตอนนี้ หนูขอเวลาจริง ๆ  

    ถ้าพี่รักหนูจริง พี่ต้องให้เวลาหนูได้คิดด้วยนะคะ"


    พี่กรเงยหน้าขึ้นมองแพร น้ำตาไหลเต็มหน้า แต่เขาพยักหน้าช้า ๆ  

    “ครับ... พี่จะรอหนูครับ พี่จะให้เวลาหนูเท่าที่หนูต้องการเลย  

    พี่จะไม่มากดดัน พี่จะไม่ไปไหนกับใครอีก พี่จะอยู่ตรงนี้ รอให้หนูพร้อม  

    ขอบคุณนะครับ... ที่หนูยังไม่ตัดขาดพี่ไปเลย พี่... พี่จะพิสูจน์ให้หนูเห็นเองครับว่าพี่เปลี่ยนได้จริง ๆ”


    พี่กรค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แล้วก้มหัวให้แพรเบา ๆ  

    “พี่จะกลับไปห้องก่อนนะครับ... ถ้าหนูพร้อมเมื่อไหร่ แค่ส่งข้อความมาหรือเดินมาหาพี่ พี่จะอยู่ตรงนี้เสมอ  

    ดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ... พี่รักหนูมากจริง ๆ”


    พี่กรหันหลัง เดินกลับไปห้องตัวเองช้าๆ  

    แพรยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น น้ำตาไหลเงียบ ๆ  


    พี่แอนเดินเข้ามาจับมือแพรเบา ๆ แล้วกระซิบ  

    “แพร... พี่อยู่ตรงนี้นะจ๊ะ ถ้าแกอยากกลับก่อน พี่พาแกกลับเองก็ได้”


    แพรพยักหน้า แล้วพูดเบา ๆ  

    “ค่ะพี่แอน... วันนี้หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ  

    ... หนูทำงานไม่ไหวจริงๆค่ะ”


    แพรเดินออกจากตึกคณะช้า ๆ  

    หัวใจยังเจ็บ แต่คราวนี้... เธอรู้แล้วว่าเธอไม่ต้องเจ็บคนเดียวอีกต่อไป  

    เธอมีพี่แอน มีพี่เอก และที่สำคัญ... เธอมีตัวเองที่กำลังเข้มแข็งขึ้นทุกวัน


    ​- บรรยากาศที่คณะ -

    ​หลังจากที่แพรลากลับบ้านไป

    บรรยากาศในแผนกยังคงมาคุ เสียงกระซิบกระซาบดังระงมเหมือนผึ้งแตกรัง 


    อ.วิภาที่นั่งกำหมัดแน่นอยู่ในห้องทำงานเมื่อครู่ เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มเย็นๆ เธอแสร้งทำเป็นเดินไปกดน้ำร้อนใกล้ๆ กลุ่มที่กำลังเม้าท์มอยกันอยู่


    ​“อุ๊ย... คุยเรื่องอะไรกันอยู่คะเนี่ย หน้าตึงกันเชียว” วิภาแทรกขึ้นเสียงหวาน


    ​“ก็เรื่องอาจารย์กรน่ะสิคะอาจารย์วิภา ไม่นึกเลยนะคะว่าจะคุกเข่ากลางแผนกขนาดนั้น” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งตอบ


    ​วิภาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แววตาจิกกัดซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่ดูเห็นอกเห็นใจ

    “โถ่... ก็น่าเห็นใจอาจารย์กรนะคะ คนเราเมา มันก็พลาดกันได้ แต่นี่เหมือนถูกบีบให้รับผิดชอบเกินกว่าเหตุไปหน่อยหรือเปล่า? 

    อีกอย่างนะคะพี่.. อาจารย์กร เขาก็ยังไม่ได้แต่งงาน เขายังมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองไม่ใช่เหรอคะ? 

    การที่เขามาเกาะแกะกับภา หรือใครก็ตาม มันก็คือการลองเปิดใจดู ว่าใครที่ ‘เข้ากับเขาได้จริงๆ’ ไม่ใช่แค่เด็กที่คอยจะงี่เง่าใส่..”

    ​

    เธอขยับเข้ามาใกล้กลุ่มนั้นเล็กน้อย แล้วลดเสียงลงเหมือนจะแชร์ความลับ

    “แล้วเห็นว่าเมื่อเช้าแม่สาวน้อยคนนั้น ก็มีคนมาส่งใช่ไหมคะ? แหม... ปากบอกว่าเจ็บปวดจนมาทำงานไม่ไหว แต่กลับหายไปกับผู้ชายอีกคนตั้งคืนนึงเนี่ย... ภาว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ นะคะ ใครกันแน่ที่น่าสงสาร? อาจารย์กรที่คุกเข่าอ้อนวอน หรือคนที่แอบไปหาความสุขแก้แค้นกันแน่?”


    ​คำพูดของวิภาค่อยๆ ซึมลึกเหมือนยาพิษ เธอพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองจาก ‘มือที่สาม’ ให้กลายเป็น ‘ผู้หญิงที่เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า’ และโยนขี้ให้แพรกลายเป็นผู้หญิงหลายใจที่กำลังปั่นหัวผู้ชายสองคน


    "อ.กรมาเกาะแกะภาหรอ!?" แต่ที่ได้ยินมา เหมือนน้องภาไปเกาะแกะอ.กรนะคะ..?

    (พี่คนหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้า ถามขึ้นมา )


    ​เมื่อเจอคำถามสวนกลับแบบตรงไปตรงมากลางวง อ.วิภาชะงักไปชั่วครู่ 

    รอยยิ้มหวานที่เคลือบหน้าไว้ ดูจะกระตุกนิดๆ แต่คนอย่างเธอไม่มีทางยอมรับความจริงง่ายๆ

    ​

    วิภาหัวเราะออกมาเบาๆ พยายามปรับสีหน้าให้ดูเหมือนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกขบขันเสียเต็มประดา 

    เธอจ้องหน้าคนถามกลับด้วยสายตาที่ดูแคลนเล็กน้อย

    ​“อุ๊ย... ใครไปพูดแบบนั้นคะเนี่ย น่าตีจริงๆ” วิภาใช้ปลายนิ้วม้วนปอยผมตัวเองเบาๆ 

    “คำว่า ‘เกาะแกะ’ นี่ใช้กับภาไม่ได้หรอกค่ะพี่ ภาว่าเราควรใช้คำว่า เคมีที่เข้ากัน มากกว่า 


    อาจารย์กรเขาก็เป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ และเขาก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่า ใครที่คุยด้วยแล้วส่งเสริมเขา ใครที่คุยด้วยพาชีวิตดีขึ้น”

    ​

    เธอยืดตัวขึ้นเล็กน้อย เชิดหน้าขึ้นนิดๆ อย่างมั่นใจในแต้มต่อของตัวเอง


    “การที่ภาไปไหนมาไหนกับเขาบ่อยๆ มันก็เพราะเราทำงานวิจัยชิ้นเดียวกัน และเขาก็เลือกที่จะระบายความเครียดกับภาเองนะคะ คนเราถ้าไม่ได้มีใจ หรือรู้สึกดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย เขาคงไม่ปล่อยให้ใครมาเกาะแขนง่ายๆ หรอกค่ะจริงไหม? 

    อีกอย่างนะคะ... ภาไม่ได้เป็นคนไปแย่งเขามา แต่ถ้าเขารู้สึกว่า..อยู่กับใครแล้วสบายใจกว่า เขาก็มีสิทธิ์จะเดินออกมาหาทางเลือกใหม่ที่ ‘ระดับ’ เดียวกันนะคะ”

    ​

    วิภากวาดสายตามองไปรอบวง สื่อเป็นนัยว่าเธอคือคนที่มีระดับเหนือกว่า


    “ส่วนใครจะมองว่าภาเกาะแกะ... ก็ตามสบายค่ะ ภาห้ามความคิดใครไม่ได้ แต่ความจริงที่เห็นกันอยู่คือ อาจารย์กรเขาก็เลือกที่จะไปกินข้าวกับภา เลือกที่จะใช้เวลาดึกๆ กับภา มากกว่าจะกลับไปหาคนที่บ้านไม่ใช่เหรอคะ? ของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกค่ะพี่”

    ​

    พูดจบ เธอก็ยิ้มเย็นๆแบบภูมิใจ

    อ.วิภายังคงยืนเชิดหน้า ยิ้มหยันพลางพูดประโยคสุดท้ายด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมต่อหน้ากลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ยืนอึ้ง...

    ​

    “ของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกค่ะพี่ ถ้าเขาไม่เปิดใจให้ภา มีเหรอ..ที่เรื่องคืนนั้นมันจะ-”


    ​“ใช่ครับ... มันตบมือข้างเดียวไม่ดังจริงๆ”

    ​เสียงทุ้มต่ำและเย็นเฉียบดังขึ้นจากทางด้านหลัง





    คล้ายกับเรื่อง“เธอคือบทเรียนที่ผมยอมผิดศีล” ที่คุณอ่าน