พี่กรก้าวเข้ามาหาแพรทันที (ฝีเท้าเร็วและหนักแน่น) แล้วพูดเสียงต่ำแต่สั่นด้วยอารมณ์
“หนูไปไหนมา
รู้ไหม..? พี่รอหนูทั้งคืนที่หน้าบ้านหนู หนูไม่กลับบ้าน ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ตอบข้อความสักอัน
พี่กลัวหนูจะเป็นอะไรไป พี่คลั่งแทบตาย
แล้วหนูไปกับอ.เอกอีกเหรอครับ? พี่แอนบอกว่ามีคนเห็นหนูขึ้นรถกับเขาเมื่อวาน
หนู... หนูทำแบบนี้กับพี่ทำไมครับ พี่ผิดก็จริง แต่พี่ขอโทษแล้ว พี่สัญญาว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก พี่ทำทุกอย่างที่หนูต้องการเลย ทำไมหนูถึงต้องทำแบบนี้”
พี่กรเสียงสั่นขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะร้องไห้
มือเขายกขึ้นเหมือนจะจับไหล่แพร แต่ชะงักกลางคัน เพราะกลัวแพรจะสะดุ้ง
ทุกคนในบริเวณนั้น (รวมถึงพี่แอนที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ) ตกใจจนพูดไม่ออก
แพรยืนนิ่ง มองหน้าพี่กรตรง ๆ
น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่กลั้น
เธอพูดเสียงสั่น แต่ชัดเจน
“พี่กรคะ... หนูเจ็บมากจริง ๆ ค่ะ
หนูเห็นพี่กับอ.วิภาแล้ว หนูทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ
หนู... หนูเลยหนีไป เพราะหนูกลัวว่าถ้าอยู่ต่อ หนูจะต้องเจ็บมากกว่านี้
หนูไปกับพี่เอกเพราะพี่เอกเขาแค่อยู่ข้างหนูเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยค่ะ
แต่พี่กร... พี่ทำร้ายหนูแล้วจริง ๆนะ
หนูไม่รู้จะเชื่อพี่ได้ยังไงอีก”
พี่กรตัวสั่น น้ำตาไหลลงมาเต็มแก้ม
เขาคุกเข่าลงตรงหน้าแพรทันที (ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมอง) แล้วก้มหัวลงต่ำ
“พี่ผิดครับ... พี่ผิดมหันต์จริง ๆ
พี่เมาแล้วเผลอ พี่จำได้ไม่ค่อยชัด แต่พี่รู้ว่าพี่ทำร้ายหนูที่สุดแล้ว
พี่... พี่ไม่ขอให้หนูให้อภัยพี่ตอนนี้ พี่แค่ขอร้อง... อย่าหายไปจากพี่นะครับ พี่จะทำทุกอย่างเพื่อให้หนูกลับมา พี่จะตัดขาดกับอ.วิภาทางการงานและส่วนตัวเลย พี่จะไม่ดื่มอีก พี่จะไม่ไปไหนกับใครอีก พี่จะอยู่แต่กับหนูคนเดียว
พี่รักหนูครับ... พี่รักหนูมากจริง ๆ พี่ขอโทษ... พี่ขอโทษจริง ๆ”
พี่กรก้มหัวร้องไห้อยู่ตรงนั้น
น้ำตาหยดลงพื้นเป็นหย่อม ๆ
คนรอบ ๆ มองตาค้าง บรรยากาศทั้งชั้นเงียบกริบ
แพรชะงัก.. ร่างกายแข็งทื่อเหมือนถูกสาป เสียงเข่าของพี่กรที่กระทบพื้นดัง ปึก มันก้องอยู่ในหูพอๆ กับเสียงซุบซิบที่เริ่มดังขึ้นรอบตัว
แพรไม่ได้รู้สึกซึ้งใจเลยแม้แต่นิดเดียว... สิ่งที่เธอรู้สึกอย่างแรกคือ "ความอับอาย" และ "ความอึดอัด"
เธอกวาดสายตาไปรอบๆ เห็นเพื่อนร่วมงานบางคนหยุดเดิน บางคนแอบมอง
สายตาเหล่านั้นไม่ได้มีแค่ความเห็นใจแพร แต่มันแฝงไปด้วยความคาดหวัง... คาดหวังจะให้แพรพูดว่า 'ไม่เป็นไรค่ะพี่' หรือ 'ลุกขึ้นเถอะค่ะ' เพื่อให้สถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนนี้จบลงเสียที
ทำไมพี่ต้องทำขนาดนี้... ทำไมต้องมาคุกเข่าตรงนี้' แพรขบเม้มริมฝีปาก เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อนให้จนมุม ด้วยความน่าสงสารของเขา
สายตาของป้าแม่บ้านที่มองมาเหมือนจะบอกว่า 'ผู้ชายเขาง้อขนาดนี้แล้ว ยอมๆ ไปเถอะลูก' หรือสายตาของอาจารย์ท่านอื่นที่มองเหมือนแพรเป็นเด็กก้าวร้าวที่ไม่ยอมให้อภัยผู้ใหญ่...
ทุกสายตามันกดทับลงบนบ่าของแพร จนเธอรู้สึกว่าถ้าเธอไม่ตอบตกลงตอนนี้ เธอจะกลายเป็นคนใจร้ายในสายตาคนทั้งคณะทันที
แพรยืนนิ่ง มองพี่กรที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า
น้ำตาเธอไหลลงมาไม่หยุดเช่นกัน
เธอพูดเสียงสั่น แต่ชัดเจน
“พี่กรคะ... ลุกขึ้นเถอะค่ะ หนูยังไม่พร้อมให้อภัยพี่ตอนนี้ หนูขอเวลาจริง ๆ
ถ้าพี่รักหนูจริง พี่ต้องให้เวลาหนูได้คิดด้วยนะคะ"
พี่กรเงยหน้าขึ้นมองแพร น้ำตาไหลเต็มหน้า แต่เขาพยักหน้าช้า ๆ
“ครับ... พี่จะรอหนูครับ พี่จะให้เวลาหนูเท่าที่หนูต้องการเลย
พี่จะไม่มากดดัน พี่จะไม่ไปไหนกับใครอีก พี่จะอยู่ตรงนี้ รอให้หนูพร้อม
ขอบคุณนะครับ... ที่หนูยังไม่ตัดขาดพี่ไปเลย พี่... พี่จะพิสูจน์ให้หนูเห็นเองครับว่าพี่เปลี่ยนได้จริง ๆ”
พี่กรค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แล้วก้มหัวให้แพรเบา ๆ
“พี่จะกลับไปห้องก่อนนะครับ... ถ้าหนูพร้อมเมื่อไหร่ แค่ส่งข้อความมาหรือเดินมาหาพี่ พี่จะอยู่ตรงนี้เสมอ
ดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ... พี่รักหนูมากจริง ๆ”
พี่กรหันหลัง เดินกลับไปห้องตัวเองช้าๆ
แพรยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น น้ำตาไหลเงียบ ๆ
พี่แอนเดินเข้ามาจับมือแพรเบา ๆ แล้วกระซิบ
“แพร... พี่อยู่ตรงนี้นะจ๊ะ ถ้าแกอยากกลับก่อน พี่พาแกกลับเองก็ได้”
แพรพยักหน้า แล้วพูดเบา ๆ
“ค่ะพี่แอน... วันนี้หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ
... หนูทำงานไม่ไหวจริงๆค่ะ”
แพรเดินออกจากตึกคณะช้า ๆ
หัวใจยังเจ็บ แต่คราวนี้... เธอรู้แล้วว่าเธอไม่ต้องเจ็บคนเดียวอีกต่อไป
เธอมีพี่แอน มีพี่เอก และที่สำคัญ... เธอมีตัวเองที่กำลังเข้มแข็งขึ้นทุกวัน
- บรรยากาศที่คณะ -
หลังจากที่แพรลากลับบ้านไป
บรรยากาศในแผนกยังคงมาคุ เสียงกระซิบกระซาบดังระงมเหมือนผึ้งแตกรัง
อ.วิภาที่นั่งกำหมัดแน่นอยู่ในห้องทำงานเมื่อครู่ เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มเย็นๆ เธอแสร้งทำเป็นเดินไปกดน้ำร้อนใกล้ๆ กลุ่มที่กำลังเม้าท์มอยกันอยู่
“อุ๊ย... คุยเรื่องอะไรกันอยู่คะเนี่ย หน้าตึงกันเชียว” วิภาแทรกขึ้นเสียงหวาน
“ก็เรื่องอาจารย์กรน่ะสิคะอาจารย์วิภา ไม่นึกเลยนะคะว่าจะคุกเข่ากลางแผนกขนาดนั้น” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งตอบ
วิภาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แววตาจิกกัดซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่ดูเห็นอกเห็นใจ
“โถ่... ก็น่าเห็นใจอาจารย์กรนะคะ คนเราเมา มันก็พลาดกันได้ แต่นี่เหมือนถูกบีบให้รับผิดชอบเกินกว่าเหตุไปหน่อยหรือเปล่า?
อีกอย่างนะคะพี่.. อาจารย์กร เขาก็ยังไม่ได้แต่งงาน เขายังมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองไม่ใช่เหรอคะ?
การที่เขามาเกาะแกะกับภา หรือใครก็ตาม มันก็คือการลองเปิดใจดู ว่าใครที่ ‘เข้ากับเขาได้จริงๆ’ ไม่ใช่แค่เด็กที่คอยจะงี่เง่าใส่..”
เธอขยับเข้ามาใกล้กลุ่มนั้นเล็กน้อย แล้วลดเสียงลงเหมือนจะแชร์ความลับ
“แล้วเห็นว่าเมื่อเช้าแม่สาวน้อยคนนั้น ก็มีคนมาส่งใช่ไหมคะ? แหม... ปากบอกว่าเจ็บปวดจนมาทำงานไม่ไหว แต่กลับหายไปกับผู้ชายอีกคนตั้งคืนนึงเนี่ย... ภาว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ นะคะ ใครกันแน่ที่น่าสงสาร? อาจารย์กรที่คุกเข่าอ้อนวอน หรือคนที่แอบไปหาความสุขแก้แค้นกันแน่?”
คำพูดของวิภาค่อยๆ ซึมลึกเหมือนยาพิษ เธอพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองจาก ‘มือที่สาม’ ให้กลายเป็น ‘ผู้หญิงที่เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า’ และโยนขี้ให้แพรกลายเป็นผู้หญิงหลายใจที่กำลังปั่นหัวผู้ชายสองคน
"อ.กรมาเกาะแกะภาหรอ!?" แต่ที่ได้ยินมา เหมือนน้องภาไปเกาะแกะอ.กรนะคะ..?
(พี่คนหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้า ถามขึ้นมา )
เมื่อเจอคำถามสวนกลับแบบตรงไปตรงมากลางวง อ.วิภาชะงักไปชั่วครู่
รอยยิ้มหวานที่เคลือบหน้าไว้ ดูจะกระตุกนิดๆ แต่คนอย่างเธอไม่มีทางยอมรับความจริงง่ายๆ
วิภาหัวเราะออกมาเบาๆ พยายามปรับสีหน้าให้ดูเหมือนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกขบขันเสียเต็มประดา
เธอจ้องหน้าคนถามกลับด้วยสายตาที่ดูแคลนเล็กน้อย
“อุ๊ย... ใครไปพูดแบบนั้นคะเนี่ย น่าตีจริงๆ” วิภาใช้ปลายนิ้วม้วนปอยผมตัวเองเบาๆ
“คำว่า ‘เกาะแกะ’ นี่ใช้กับภาไม่ได้หรอกค่ะพี่ ภาว่าเราควรใช้คำว่า เคมีที่เข้ากัน มากกว่า
อาจารย์กรเขาก็เป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ และเขาก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่า ใครที่คุยด้วยแล้วส่งเสริมเขา ใครที่คุยด้วยพาชีวิตดีขึ้น”
เธอยืดตัวขึ้นเล็กน้อย เชิดหน้าขึ้นนิดๆ อย่างมั่นใจในแต้มต่อของตัวเอง
“การที่ภาไปไหนมาไหนกับเขาบ่อยๆ มันก็เพราะเราทำงานวิจัยชิ้นเดียวกัน และเขาก็เลือกที่จะระบายความเครียดกับภาเองนะคะ คนเราถ้าไม่ได้มีใจ หรือรู้สึกดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย เขาคงไม่ปล่อยให้ใครมาเกาะแขนง่ายๆ หรอกค่ะจริงไหม?
อีกอย่างนะคะ... ภาไม่ได้เป็นคนไปแย่งเขามา แต่ถ้าเขารู้สึกว่า..อยู่กับใครแล้วสบายใจกว่า เขาก็มีสิทธิ์จะเดินออกมาหาทางเลือกใหม่ที่ ‘ระดับ’ เดียวกันนะคะ”
วิภากวาดสายตามองไปรอบวง สื่อเป็นนัยว่าเธอคือคนที่มีระดับเหนือกว่า
“ส่วนใครจะมองว่าภาเกาะแกะ... ก็ตามสบายค่ะ ภาห้ามความคิดใครไม่ได้ แต่ความจริงที่เห็นกันอยู่คือ อาจารย์กรเขาก็เลือกที่จะไปกินข้าวกับภา เลือกที่จะใช้เวลาดึกๆ กับภา มากกว่าจะกลับไปหาคนที่บ้านไม่ใช่เหรอคะ? ของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกค่ะพี่”
พูดจบ เธอก็ยิ้มเย็นๆแบบภูมิใจ
อ.วิภายังคงยืนเชิดหน้า ยิ้มหยันพลางพูดประโยคสุดท้ายด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมต่อหน้ากลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ยืนอึ้ง...
“ของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกค่ะพี่ ถ้าเขาไม่เปิดใจให้ภา มีเหรอ..ที่เรื่องคืนนั้นมันจะ-”
“ใช่ครับ... มันตบมือข้างเดียวไม่ดังจริงๆ”
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเฉียบดังขึ้นจากทางด้านหลัง
