เมื่อสบจังหวะหมานผิงก็ออดอ้อนบอกสามีว่า "อีกไม่นานอันเกาก็จะจบและคงสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะหัวดี ดีกว่าเม่ยอิงอีก หากให้เม่ยอิงเรียนตอนนี้ เมื่อถึงตอนนั้นอาจจะไม่มีเงินส่งให้เชนอันเกาเรียนจนจบก็ได้ คงน่าเสียดายแย่”
เชนอันยูนิ่งคิด หมานผิงไม่ปล่อยให้สามีคิดเองนานจึงพูดเสริมขึ้นว่า “ยังไงก็ต้องให้ลูกชายเรียน เพราะลูกชายต้องสืบสกุล เป็ผู้หญิงเรียนไปสูงแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องแต่งงานกลายเป็คนสกุลอื่น”
หมานผิงพูดพร้อมกับโอบกอดลูบคลำลำของเชนอันยูไปด้วย เชนอันยูหลับตาอย่างผ่อนคลายทั้งทางกายและทางใจ ที่หมานผิงพูดก็ถูก
เมื่อเชนเม่ยอิงรู้ว่าพ่อปฏิเสธที่จะให้เธอเรียนต่อ ก็ร้องไห้วิ่งออกจากบ้านไปที่หลุมศพของแม่ เชนอันเกากลับมาจากโรงเรียนไม่เห็นพี่สาวก็วิ่งออกจากบ้านไปเช่นกัน
มืดค่ำแล้วลูกทั้งสองยังไม่กลับมา เชนอันยูชักเป็ห่วงลูกชายและลูกสาว แต่เมื่อเมียใหม่บอกว่าเด็กสองคนนั้นคงไปที่หลุมศพเมียเก่า “หากคุณไม่เชื่อก็ไปดูสิคะ”
เชนอันยูไม่กล้าสู้หน้าภรรยาเก่า ถึงแม้ว่าจะเป็เพียงแค่รูปภาพหน้าหลุมศพเขาก็ไม่กล้า หมานผิงจึงบอกให้หมานลี่ฮุยลูกสาวของเธอไปดู
“หนูไม่ไป หนูกลัว”
“ฉันบอกให้แกไป แกก็ต้องไป”
เชนอันยูที่ปกติแล้วจะไม่อยากฟังสองแม่ลูกที่ทะเลาะกันเื่ไม่เป็เื่เกือบทุกวัน แต่วันนี้เขาอยากรู้จริงๆ ว่าลูกของเขาอยู่ที่นั่นหรือไม่ จึงเอ่ยปากบอกให้หมานลี่ฮุยช่วยไปดูให้หน่อย แต่หมานลี่ฮุยยังไม่ไป
“หนูไม่ไป หนูกลัว”
“ไปดูให้ลุงหน่อยนะ”
“ไม่”
หมานผิงกลัวว่าเชนอันยูจะไม่ชอบลูกสาวของเธอ จึงยื่นเงิน 5 หยวน ให้ลูกสาว
“ไปสิ หรือแกอยากถูกเฉดหัวออกไปจากบ้านนี้” หมายผิงกระซิบบอกลูกสาว
หมานลี่ฮุยรีบจับเงิน 5 หยวน และทำหน้ามุ่ยก่อนที่จะไป
หมานลี่ฮุยไม่กล้าไปที่ป่าช้านั่น จึงจ้างเด็กแถวบ้านคนละ 1 หยวน 2 คนให้ไปดูแทน
หมานลี่ฮุยกลับมาบอกว่าเชนเม่ยอิงและน้องชายพากันอยู่ที่ป่าช้านั้นจริงๆ เชนอันยูโล่งใจ
เชนเม่ยอิงและเชนอันเกานอนอยู่ข้างหลุมศพแม่ทั้งคืน
รุ่งสาง สองพี่น้องก็พากันเดินกลับบ้าน
เชนเม่ยอิงเดินเข้าบ้าน
“อาอิง อาเกา” เชนอันยูเรียกลูกสาว แต่เชนเม่ยอิงเดินผ่านผู้เป็พ่อเข้าห้องไปโดยไม่มองหรือพูดอะไร น้องชายก็เดินตามพี่สาวโดยไม่พูดกับพ่อเช่นเดียวกัน เชนเม่ยอิงหมกตัวอยู่ในห้องทั้งวัน
เม่ยอิงคิดอยู่ทั้งคืนว่าเธอจะทำยังไงดี เธอเดินไปเปิดผ้ากั้นมองดูน้องชายที่หลับคาโต๊ะหนังสือ น้องชายของเธอเป็เด็กเรียนดีและอยากเป็หมอเหมือนกับเธอ หวังว่าพ่อคงจะส่งให้อาเกาเรียน แล้วถ้าพ่อไม่ให้อาเกาเรียนล่ะ เราจะทำยังไง เชนเม่ยอิงเดินไปดูกล่องออมสิน ถึงจะได้เงินไปโรงเรียนนิดเดียวแต่สองพี่น้องก็ยังเก็บเงินได้พอค่าหนังสือและค่าขนมตามที่อยากได้ โชคดีที่เงินนี้รอดเงื้อมือของหมานผิงและลูกสาว ไม่งั้นคงถูกขโมยเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา
วันนี้สองพี่น้องไปทำความสะอาดหลุมศพแม่อีกครั้ง ครั้งนี้เชนเม่ยอิงบอกน้องชายว่าเธอจะไปอยู่ที่อื่น
“พี่อิงจะไปอยู่ไหนครับ”
“พี่ยังไม่รู้เลย อาจจะเป็ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ หรือที่ไหนก็ได้ที่พี่สามารถทำงานหาเงินได้เยอะ”
“ห๋า ไกลขนาดนั้นเลยเหรอครับ” เชนเม่ยอิงพยักหน้า
“แต่พี่อิงไม่รู้จักใคร”
“พี่เอาตัวรอดได้ ขอแค่น้องของพี่ตั้งใจเรียน พี่จะพยายามหาเงินส่งให้เธอเรียน”
“ผมอยากไปกับพี่อิงด้วย”
“ไม่ได้เธอต้องเรียนให้จบและสอบเข้าหมอให้ได้ เธอคือความภูมิใจของแม่และของพี่”
“ผมยังเรียนไม่จบมัธยมเลย”
“พี่รู้ว่าเธอทำได้ พี่จะเขียนหาเธอเป็ประจำเข้าใจไหม และเธอก็ต้องตอบพี่ทุกครั้ง”
“ครับ” เชนอันเการู้ว่าเมื่อพี่สาวตั้งใจจะทำอะไรแล้วยากนักที่ใครจะห้ามได้
เชนอันเกาหันไปมองรูปแม่ “ขอให้คุณแม่คุ้มครองพี่อิงด้วยนะครับ”
“หนูขอให้คุณแม่คุ้มครองหนูและน้องด้วยนะคะ ช่วยชี้และส่องแสงนำทางให้หนูและน้องด้วย” จากนั้นเชนเม่ยอิงก็ถอดสร้อยคอเล็กๆ ที่แม่มอบให้เธอ สวมใส่ให้น้องชาย
"สร้อยเส้นนี้คือตัวแทนของคุณแม่และพี่ คุณแม่กับพี่จะกอดเธออยู่ตลอดเวลา"
เชนอันเกาจับและกุมสร้อยเส้นนั้นไว้แน่น "ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณแม่และพี่อิงผิดหวัง"
"ดีมาก"
คืนก่อนถึงวันสำคัญ
“พี่อิง”
เชนเม่ยอิงมองน้องชายที่ยื่นมือเอาอะไรบางอย่างให้
“อาเกา เก็บเอาไว้เถอะ” เม่ยอิงพูดพร้อมกับยื่นมือไปกุมมือของน้องชายไว้
“พี่มีพอ”
“ผมอยากให้พี่อิงรับไว้ นะครับพี่อิง นะครับ” เชนเม่ยอิงหันไปมองกระปุกออมสินของน้องชายที่ถูกแกะออก ใจนั้นไม่อยากได้ แต่เมื่อคิดถึงทางข้างหน้าที่เธอเองก็ไม่รู้เลยว่าจะเป็ยังไง จึงรับไว้
“ขอบใจมากนะ น้องพี่”
เชนเม่ยอิงตื่นนอนั้แ่ฟ้ายังไม่สาง
“อาเกา อย่าร้องไห้” เชนเม่ยอิงบอกน้องชายขณะที่ใบหน้าของตัวเองนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา เชนเม่ยอิงเปิดประตูออกจากบ้าน สองพี่น้องสวมกอดล่ำลากัน
เมื่อมาถึงสถานีรถบัส เชนเม่ยอิงกำเงินในมือแน่น เราจะไปไหนดี ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เธอเลือกเมืองใหญ่ เพราะหวังว่าจะหางานทำได้ง่าย
เชนเม่ยอิงยังคงยืนเก้ๆ กังๆ จนหญิงร่างท้วมวัยกลางคนเดินเข้ามาถามว่าจะไปไหน เชนเม่ยอิงตอบไม่ได้ แต่ก็พยายามทำเป็มั่นใจ หญิงคนนั้นจึงเดินผ่านไป เชนเม่ยอิงมองช่องขายตั๋วอีกครั้ง เราจะไปไหนดี โยนเหรียญแล้วกัน
หัว ปักกิ่ง
ก้อย เซี่ยงไฮ้
เชนเม่ยอิงมองเหรียญที่หมุนอย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งมองก็เหมือนมันยิ่งหมุนช้า
“จะไปไหน” ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาถาม
เชนเม่ยอิงกลัวว่าชายคนนั้นจะหยิบเหรียญของเธอไป จึงรีบหยิบมันขึ้นมาก่อน
“ถามแค่ว่าจะไปไหน กลัวไปได้”
เชนเม่ยอิงนึกในใจเอาว่ะ เห็นอะไรก่อนก็เป็อันนั้น เธอจึงเปิดฝ่ามือออก ก้อย เซี่ยงไฮ้ก็เซี่ยงไฮ้
ชายและหญิงวัยกลางคนยังคงยืนมองเด็กสาว “ว่าไงจะไปไหน” เสียงผู้หญิงเอ่ยขึ้น
“ไปเซี่ยงไฮ้”
ผู้หญิงคนนั้นก็รีบจัดแจงพาเชนเม่ยอิงไปที่ช่องขายตั๋วของตัวเองทันที
“เซี่ยงไฮ้หนึ่ง” แล้วก็เดินจากไป เชนเม่ยอิงมองดูตั๋วที่ได้รับมา ก่อนที่จะถามต่อว่า “ตั๋วใบนี้ใช้ได้จนถึงเซี่ยงไฮ้เลยใช่ไหมคะ”
“อื่อ” คนขายตั๋วพยักหน้า ก่อนที่จะโบกทำมือมือให้เธอออกจากช่องตั๋วไป
“คนต่อไป”
เชนเม่ยอิงยังอยากรู้อีก “แล้วตอนต่อรถ”
“คนต่อไป” คนขายตั๋วไม่สนใจเธอเลย เชนเม่ยอิงจึงเอาตั๋วไปถามหญิงร่างท้วมที่พาเธอมาซื้อตั๋วที่ช่องนี้
“คุณป้าคะ”
“เรียกใครว่าป้า”
“เอ่อ คุณน้าคะ ตอนไปต่อรถที่เมืองนี้” เชนเม่ยอิงบอกชื่อเมืองตามตั๋ว แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่สนใจ มองหาลูกค้าคนอื่นต่อ
เชนเม่ยอิงจึงมองหาเพื่อนร่วมชะตากรรมซึ่งก็มีไม่น้อย เมื่อมีคนร้องะโบอกว่า เซี่ยงไฮ้ คนก็กรูไปที่ช่องรอขึ้นรถบัสช่องนั้นทันที เพื่อที่จะได้ขึ้นรถ
เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เชนเม่ยอิงต้องแย่งชิงกับคนอื่น มันช่างน่ากลัวนักทุกคนเกรี้ยวกราด ฉุดกระชากยื้อแย่ง ผลักและเตะกันออกจากทางของตน
เมื่อก้าวขาขึ้นรถไปได้แล้วถึงจะไม่ได้นั่งก็ยังดีกว่าไม่ได้ขึ้น เธอมองดูคนที่มีกระเป๋าสัมภาระใบโตและลูกเล็กหนึ่งคนที่ยืนร้องไห้ พวกเขาไม่ได้ขึ้นรถเพราะแก่งแย่งกับคนอื่นไม่ได้จึงได้แต่นั่งร้องไห้ รถทางไกลมีแค่วันละเที่ยวเท่านั้น ใครตกรถก็ไม่ได้ไป เธอหวังว่าหลายคนคงจะได้เงินค่าตั๋วคืน หรือไม่ก็สามารถใช้ตั๋วที่มีในวันถัดไปได้