“บ้านหลังนั้นสวยจัง”
“ตึกสไตล์ยุโรป แสดงว่าเ้าของบ้านต้องมีฐานะดีแน่ๆ”
“แต่แค่สองชั้นเองนะ”
“ดูสภาพสิน่าจะเกินห้าสิบปีแน่ๆ”
“นี่ๆ คุยกันพอหรือยัง ได้เวลาเข้าฉากแล้ว”เสียงหนึ่งดังเตือนบรรดาตัวประกอบให้เข้าฉาก “เหยาซื่อเธอนะจำไว้ว่าเป็แค่ตัวประกอบ ไม่ต้องทำตัวเด่นเกินหน้านักแสดงหรอกนะ”
“ค่ะ”
หลินเหยาซื่อยิ้มทะเล้นพลางก้มศีรษะเป็เชิงขอโทษเพื่อนร่วมป้องปากหัวเราะอย่างรู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้ใส่ใจกับเสียงหัวเราะนี้นัก
“จากตัวประกอบเดินไปเดินมาจนได้เป็ตัวประกอบที่มีบทพูดกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายเลยนะ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างชื่นชม
“ฉันนับถือเลย”
หลินเหยาซื่อแค่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มแล้วเตรียมตัวไปเข้าฉากแม้จะเป็แค่ ‘ตัวประกอบ’แต่เธอก็เคยเรียนการแสดงมาก่อน ยืดอกรับเลยล่ะ เธออยากเป็ดาราอยากเป็นักแสดงที่เจิดจรัสเป็ที่รู้จัก แม้เป็ความฝันที่คนอื่นพากันหัวเราะเยาะว่าหญิงสาวที่เติบโตในสถานสงเคราะห์อย่างเธอจะใฝ่สูง ั้แ่จำความได้ เธอก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นแม่บุญธรรมบอกว่า เธอถูกนำมาวางไว้ที่ประตูซึ่งก็เหมือนเด็กหลายๆคนที่พ่อหรือแม่ไม่กล้านำมามอบให้ต่อหน้าเ้าหน้าที่ เด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ต่างคาดหวังว่าจะมีครอบครัวใจดีมารับไปอยู่ด้วยเธอเองก็เช่นกัน เธอพยายามอย่างที่สุด ตั้งใจเรียน ฝึกเขียนอักษร วาดภาพ เล่นดนตรีแต่สุดท้าย...ไม่มีใครเลือกเธอเลย แม้ว่าเธอจะอยู่มานานแค่ไหนก็ตาม เธออยากเป็ดารา อยากเป็คนที่มีแต่คนรุ่มล้อมไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวและผิดหวังครั้งแล้วครั้งแล้ว เธอทำงานพิเศษ เก็บเงินไปเรียนการแสดงแต่เมื่อไปสมัครเป็นักแสดงก็ได้เพียงบทเล็กๆ น้อยๆ เดินผ่านกล้องไปมาแต่ความมุ่งมั่นของเธอทำให้เริ่มได้รับแสดงที่มีบทพูด แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ได้เห็นหน้าตัวเองตั้งหลายวินาที
แต่ยังไม่ทันได้เป็ดาราเธอก็ประสบอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเขาแล้วโผล่มาในปี 1980 นี้แล้ว
หลินเหยาซื่อที่เริ่มปรับตัวกับชีวิตใหม่ได้แล้วสะบัดศีรษะไปมาเื่ที่ผ่านมาแล้วก็ช่างมันเถิด ตอนนี้คือต้องใช้ชีวิตที่นี่ต่อไปโดยเฉพาะตอนนี้เธอมีลูกแฝดวัยสามขวบต้องเลี้ยงดู มือเรียวหยิบกรอบรูปที่มีรูปชายหญิงคู่หนึ่ง ผู้หญิงในภาพคือ ‘หลินเหยาซื่อ’ ส่วนผู้ชายในภาพน่าจะเป็...
“พ่อ!”
เด็กสองคนส่งเสียงพร้อมกันยื่นมือมาหมายจะจับกรอบรูป หลินเหยาซื่อย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้าทำให้เด็กๆได้จับรูปได้ถนัดมือ
“แม่!”
“อื้ม ถูกต้อง นี่แม่ แล้วนี่ก็พ่อ” หลินเหยาซื่อเอ่ยชมเด็กฝาแฝดทั้งสองคน ป้าฮุ่ยชิวเห็นว่าเธอจำอะไรไม่ค่อยได้จึงเล่าเื่ราวความหลังช่วยฟื้นความทรงจำให้หลินเหยาซื่อเองก็ยอมรับว่า บางครั้งจะมีภาพบางภาพปรากฏแวบๆ ขึ้นมาในหัวเดาเอาว่าเป็ความทรงจำของเ้าของร่างนี้
เลี้ยงเด็กสามขวบสองคนไม่ใช่เื่ยากสำหรับหลินเหยาซื่อ การที่เธอเติบโตในสถานสงเคราะห์เด็กทำให้ต้องช่วยดูแลเด็กคนอื่นเ้าหน้าที่มีไม่พอ เธอต้องช่วยั้แ่อาบน้ำเปลี่ยนผ้าอ้อมป้อนนมป้อนอาหารตลอดจนเข้าครัวเพื่อช่วยแม่ครัวปรุงอาหารงานทุกอย่างล้วนผ่านมือเธอมาแล้วทั้งสิ้น เมื่อได้มาอยู่ในร่างนี้เธอต้องเลี้ยงจางลี่-จางหย่งก็ไม่ทำให้ลำบากใจอันใด เพียงแค่เธอไม่มีความรู้สึกหรือความทรงจำยามอุ้มท้องและคลอดลูกเธอจึงรู้สึกเพียงว่าตนเองเป็คนเลี้ยงเด็กมากกว่าเป็แม่จริงๆ แต่ไม่เป็ไรนานวันเข้า เธอคงััความเป็แม่ได้เอง
“พ่อก็หล่อเหมือนกันนะเนี้ย”
เหยาซินอดพูดไม่ได้ในบ้านมีรูปกั๋วคังเหรินอยู่หลายภาพในห้องนอนของเธอก็มีอัลบั้มภาพที่มีรูปของกั๋วคังเหรินอยู่มาก ‘หลินเหยาซื่อ’ คงหลงรัก ‘กั๋วคังเหริน’มากทีเดียว แต่น่าจะเป็รักอยู่ฝ่ายเดียว เพราะนอกจากรูปแต่งงานสองสามรูปแล้วไม่มีรูปคู่อื่นเลย รวมทั้งแทบไม่เห็นรอยยิ้มจากผู้ชายในภาพ เพราะแบบนี้หรือเปล่าในที่เกิดเหตุจึงพบร่างนักร้องสาวจากไนต์คลับคนหนึ่ง เขาอาจมีผู้หญิงที่ตัวเองเลี้ยงดูไว้ หรือบางที เขาอาจใช้สถานการณ์นี้ไปใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนอื่นก็ได้ แต่ถ้าเป็อย่างนั้นจริง เขาก็น่าจะกลับมาหย่ากับ‘หลินเหยาซื่อ’ ให้เรียบร้อยก่อนสิหรือว่า ‘หลินเหยาซื่อ’ ไม่ยอมหย่าเขาจึงใช้วิธีหายตัวไปอย่างนี้ แต่เขาคงไม่ได้ ‘ตาย’ หรอกนะไม่พบศพก็ยังไม่ถือว่าเป็คนตายนี่
“คุณนายค่ะให้คนยกจักรเย็บผ้าออกมาให้แล้วค่ะ”
“ขอบใจจ๊ะ”
หลินเหยาซื่อตื่นจากภวังค์เธอไม่มีเวลามาสนใจผู้ชายที่หายไปคนนั้นหญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วจูงมือเด็กทั้งสองคนไปที่ห้องนั่งเล่นบ้านหลังนี้กว้างขวางดี ด้านหลังที่เคยเป็สวนดอกไม้ เธอก็จ้างคนมาทำเสียใหม่มีเล้าไก่เล็กๆ และทำแปลงผัก ป้าฮุ่ยชิวเล่าว่าแต่ก่อนบ้านนี้ก็มีคนรับใช้มากมายเื่คนสวนแทบไม่มีปัญหาเลย แต่หลังจากนายท่านใหญ่เสียชีวิตและคุณผู้ชายหายตัวไปการเงินในบ้านขัดสน จำต้องให้คนรับใช้ทยอยออกกันไป แต่เมื่อ้าใช้งาน หลินเหยาซื่อจะจ้างเป็รายวัน ป้าฮุ่ยชิวไปตามคนสวนเก่ามาช่วยทำแปลงผักให้คุณนายใช้เวลาแค่สองวันก็ได้ตามที่เหยาซื่อ้า
“คุณนายไม่เสียดายหรือเ้าคะ”ป้าฮุ่ยชิวอดถามไม่ได้
“มีอะไรให้เสียดายกันเล่า”เหยาซื่อหัวเราะเสียงใสขณะจูงมือเด็กฝาแฝดไปดูเล้าไก่ แม่ไก่สามตัวและพ่อไก่หนึ่งตัวอีกไม่นานก็จะเก็บไข่กินได้
“ปล่อยไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์มันน่าเสียดายมากกว่า”
ป้าฮุ่ยชิวเป็คนเก่าคนแก่ซ้ำยังไม่รู้หนังสือ ชีวิตเหลือตัวคนเดียว เมื่อหลินเหยาซื่อสั่งให้ทำอะไรนางก็ลงมือทำทันทีแม้จะมีคำถามในใจอยู่บ้างก็ตาม จักรเย็บผ้าที่ถูกเช็ดคราบฝุ่นออกจนสะอาดเหมือนใหม่คนงานที่จ้างให้มาช่วยยกจักรไม่เพียงแค่เช็ดทำความสะอาดยังหยอดน้ำมันจักรเช็กสภาพให้ด้วย
“คุณนายจะเอามาทำอะไรเ้าคะ”ป้าฮุ่ยชิวใช้จักรเย็บผ้าไม่เป็ แต่ถนัดเย็บผ้าด้วยมือมากกว่าจำได้ว่านายท่านใหญ่ซื้อให้คุณผู้หญิงที่ตอนนั้นอายุแค่สิบสี่สิบห้า แต่เห็นใช้ไม่กี่ครั้งก็ให้คนมายกไปเก็บในห้องเก็บของก็ไม่น่าแปลกนักหรอก คนมีเงินนี่ จะมานั่งเย็บผ้าเองทำไมกัน
“จักรเย็บผ้าก็ต้องเย็บผ้าสิ” หลินเหยาซื่อหัวเราะเสียงแล้วยกมือลูบจักรยี่ห้อซิงเกอร์สีดำไปมา“เสื้อผ้าของจางลี่จางหย่งเก่าแล้ว จะเย็บชุดใหม่ให้แล้วก็เสื้อผ้าของเหยาซื่อเอ่อ...ของฉัน ไม่มีกางเกงที่เหมาะกับใส่ทำงานเลย จะไปซื้อก็ต้องใช้เงิน ฉันเห็นในบ้านเรายังมีผ้าเก็บไว้หลายพับเอาออกมาใช้ดีกว่าปล่อยให้มันโดนปลวกแทะเอา”
“คุณนายจะเย็บเสื้อผ้าเอง...” ป้าฮุ่ยชิวแทบไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อได้ยินว่าเงินปันผลอะไรสักอย่างของคุณนายได้ลดลงเงินเ่าั้ต้องเก็บไว้ซื้อแป้งและข้าวสารคิดได้ดังนั้นแล้วนางก็อดเห็นใจหลินเหยาซื่อไม่ได้ หากคุณผู้ชายยังอยู่คุณนายคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้
แต่เหยาซื่อไม่ได้คิดแบบเดียวกับฮุ่ยชิวเธอแค่อยากประหยัดเงิน เื่เย็บเสื้อผ้าก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเมื่อครั้งที่อยู่สถานสงเคราะห์เธอก็ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ตัวเองและคนอื่นๆอยู่บ่อยๆเื่พวกนี้จึงเป็เื่เล็กน้อยเท่านั้น และหลายวันก่อนหลังจากฟื้นมาและตั้งสติได้เธอเดินสำรวจบ้านก็พบในห้องเก็บของมีผ้าไหมและผ้าฝ้ายเก็บไว้หลายพับในเมื่อเก็บไว้ไม่ได้ใช้อะไร มิสู้เธอเอามาทำประโยชน์ไม่ดีกว่าหรือ
“ป้าฮุ่ยชิวเก็บหนังสือพิมพ์เก่าๆไว้อยู่ใช่ไหมเอามาให้ฉันหน่อยนะ” เธอหันไปสั่งพร้อมรอยยิ้มแล้วมองเด็กสองคนที่ดูจะตื่นเต้นกับจักรเย็บผ้าไม่น้อย เศษผ้าที่เหลือเธอยังทำประโยชน์ได้หลายอย่างความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในสมอง หญิงสาวยิ้มกริ่ม คนอย่าง ‘หลินเหยาซื่อ’ ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรอกนะ คุณโชคชะตา!