Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 602 สถานการณ์ที่วุ่นวาย

สถานการณ์ที่วุ่นวาย

 

            เมื่อได้รับคำยืนยันจากเทพมังกรและราชันมังกรพิสุทธิ์ กัสก็วางใจได้อย่างเต็มที่ แม้เขาจะยังมีความกังวลใจเหลืออยู่ แต่เขาก็ตัดสินใจทุ่มกำลังทั้งหมดไปกับการต่อสู้ด้วยเพลิงต้นกำเนิดสีขาวดำของเขา

            ทันทีที่ตัดสินใจได้ กัสก็ระเบิดพลังออกมาจนถึงขีดสุดในทันที เพลิงต้นกำเนิดขาวดำขยายตัวออกไปทุกวินาที จนขยายใหญ่กว่า 1 พันกิโลเมตร ทำให้วิหารแห่งดวงดาวแทบจะถูกกลืนกินเข้าไปภายในวังวนเพลิงสีขาวดำที่เกรี้ยวกราด

            พร้อมกันนั้นเทพเจ้าแมลงก็ระเบิดพลังของมันออกมาเช่นกัน มันส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดและระเบิดพลังออกมา ส่งผลให้ฝูงแมลงเพิ่มจำนวนขึ้นในระดับที่น่าสะพรึงกลัว

            ความหนาแน่นของฝูงแมลงนั้นมีมากจนทำให้ไม่อาจแยกแยะพวกมันได้ สิ่งที่ทุกคนเห็นนั้น แทบจะไม่ต่างอะไรจากคลื่นน้ำสีดำที่ดูราวกับปรอท มันเคลื่อนตัวไปมาอย่างเกรี้ยวกราดและปะทะเข้ากับข่ายอาคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            การปะทะที่รุนแรงนี้สร้างแรงกดดันให้กับท่านหญิงไอโกะและราชันมังกรพิสุทธิ์เป็นอย่างมาก

            เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะตัดสินใจทำบางสิ่ง แทนที่เขาจะทุ่มพลังไปกับการโจมตีเทพเจ้าแมลง เขาก็หันไปให้ความสำคัญกับการป้องกันแทน

            การตัดสินใจของกัสไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล หลังจากปะทะกับเทพเจ้าแมลงมาครั้งหนึ่ง เขาก็มั่นใจว่าเพลิงต้นกำเนิดของเขาในตอนนี้ไม่อาจทำอันตรายเทพเจ้าแมลงได้

            เมื่อทำอันตรายอีกฝ่ายไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องฝืน สู้หันมาต่อสู้กับฝูงแมลงที่บุกเข้ามาโจมตีข่ายอาคมจะเหมาะสมกว่า ไม่เพียงแต่จะช่วยลดแรงกดดันให้กับท่านหญิงไอโกะและราชันมังกรพิสุทธิ์ได้

            แต่การพัฒนาวิถีแห่งการกลืนกินของเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน กัสจึงตัดสินใจได้ไม่ยาก

            เทพมังกรและราชันมังกรพิสุทธิ์ก็ไม่ได้มีท่าทีใดๆ มีเพียงรอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกมัน ขณะที่ท่านหญิงไอโกะนั้นยิ้มหวานออกมาด้วยความชื่นชม

            การตัดสินใจของกัสในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณที่แหลมคมของเขาและประสบการณ์ต่อสู้อันลึกซึ้งที่เขามี

            เมื่อวังวนเพลิงต้นกำเนิดแผ่ขยายออกไปรอบด้านและทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งให้กับวิหารแห่งดวงดาว แรงกดดันที่ทุกคนได้รับก็ลดลงไปส่วนหนึ่ง

            แต่การป้องกันของกัสก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เมื่อเทียบกับความหนาแน่นของฝูงแมลงที่ดูราวกับคลื่นยักษ์ วังวนเพลิงของกัสก็ไม่ต่างอะไรจากม่านกระดาษ มันถูกฉีกกระชากจนขาดเป็นชิ้นๆ ไปทุกครั้งที่มันก่อตัวขึ้น

            ทว่ากัสก็ไม่ยอมแพ้ แม้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้เขาสูญเสียมากยิ่งกว่าเดิม เขาก็ไม่สนใจและยังคงฝืนต่อไปอีกนานหลายวัน

            การต่อต้านของกัสก็ไม่ได้ไร้ซึ่งความหมาย หลังจากฝืนอยู่นานกว่า 3 วัน ดวงตาของกัสก็ทอประกายออกมาครั้งหนึ่ง

            แสงสว่างที่เดือดพล่านสว่างขึ้นในดวงตาของกัสร่างขาว ก่อนที่แสงสว่างอันลึกล้ำจะปรากฏขึ้นในดวงตาของกัสร่างดำ

            การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของกัสนั้นเกิดขึ้นอย่างเงียบงันโดยที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้

            แต่ในวินาทีนั้นสัญชาตญาณที่แหลมคมของกัสก็ไขว่คว้าบางสิ่งได้ มันเป็นดังการรู้แจ้งเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกสติปัญญาที่แหลมคมของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์วิเคราะห์จนเข้าใจอย่างถ่องแท้

            เพียงชั่วอึดใจความเข้าใจที่น้อยนิดก็กลายเป็นทักษะความสามารถใหม่ที่สมบูรณ์แบบ กัสทั้งสองร่างก็เคลื่อนไหวพร้อมกัน

            มืออีกข้างหนึ่งของพวกมันที่ว่างอยู่ก็ยกขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะผลักออกไปอย่างดุดัน พริบตานั้นหัวสิงโตสีดำและขาวก็ปรากฏขึ้นที่ข้างกายของพวกมัน

            กัสร่างขาวมีหัวสิงโตดำปรากฏขึ้น กัสร่างดำมีหัวสิงโตขาวปรากฏขึ้น ทั้งสองหัวปรากฏขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่พวกมันจะพ้นเพลิงต้นกำเนิดที่มีสีต่างจากพวกมันออกมา

            หัวสิงโตสีดำพ้นเพลิงต้นกำเนิดขาว หัวสิงโตสีขาวพ้นเพลิงต้นกำเนิดดำ ทั้งสองหัวพ้นเพลิงที่แตกต่างออกมาด้วยเคล็ดลับของ ‘วงจร’ ที่กัสเข้าใจได้จากการรู้แจ้งในเสี้ยววินาที

            วงจรที่กัสรู้แจ้งคือ วงจรการกำเนิดของเพลิงขาวดำ วงจรนี้ไม่ได้ช่วยให้เพลิงต้นกำเนิดทรงพลังขึ้น แต่มันช่วยลดภาระในการควบคุมเพลิงต้นกำเนิดของกัสได้เป็นอย่างดี

            หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที ความเข้าใจของกัสก็ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ทั้งสองร่างก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง พวกมันขยับมือที่ยกขึ้นมาอย่างแผ่วเบา โบกไปทางซ้ายและขวาพร้อมกัน หัวสิงโตที่มีสีต่างจากหัวแรกก็ปรากฏขึ้นที่ข้างกายของพวกมัน

            หัวสิงโตสีขาวปรากฏขึ้นข้างหัวสิงโตสีดำตามจังหวะการขยับมือของพวกมัน กัสทั้งสองร่างขยับมือไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างเป็นจังหวะ หัวสิงโตที่มีสีต่างจากมันก็ปรากฏขึ้นสลับกันไปอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด

            เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หัวสิงโตสีขาวดำที่เรียงสลับสีก็ต่อตัวกันจนกลายเป็นวงแหวนวงหนึ่งรอบวิหารแห่งดวงดาวพร้อมกับพ้นเพลิงต้นกำเนิดออกมาไม่ขาดสาย

            หลังจากวงแหวนที่เกิดจากหัวสิงโตปรากฏขึ้นโดยสมบูรณ์ ดวงตาของกัสก็ทอประกายขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่าง

            กัสร่างขาวยิ้มออกมาด้วยความสมใจ ทั้งยังหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะที่กัสร่างดำยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกอันลึกลับที่ชวนให้รู้สึกสงสัย

            ทั้งสองร่างแสดงอารมณ์ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดและยิ่งพวกมันแสดงอารมณ์ออกมามากเท่าไหร่ ความแตกต่างของทั้งสองก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเท่านั้น

            ราวกับภายในร่างกายทั้งสองร่างนั้นได้มีจิตใจที่แตกต่างกันสองดวงกำลังเติบโตขึ้นภายใน

            หลังจากเสียงหัวเราะสงบลง กัสทั้งสองร่างก็ลงมือพร้อมกัน พวกมันโบกมือไปในทิศทางเดียวพร้อมกัน วงแหวนหัวสิงโตก็เริ่มหมุนวนอย่างช้าๆ พร้อมกับพ้นเพลิงต้นกำเนิดออกมาไม่ขาดสาย ส่งผลให้วังวนเพลิงต้นกำเนิดที่ก่อตัวขึ้นกลายเป็นวังวนเพลิงสีขาวดำที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ

            เมื่อเพลิงต้นกำเนิดขาวดำซ้อนทับกัน มันก็เกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการปะทุขึ้นมาติดต่อกันถี่ยิบ จนเกิดเป็นระเบิดลูกโซ่อันไร้จุดสิ้นสุดที่ก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่ระเบิดออกไปรอบทิศทาง

            พลังจากการระเบิดนั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด พวกมันซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ และม้วนกวาดออกไปรอบด้าน ปะทะเข้ากับฝูงแมลงอย่างดุดัน ทำให้ฝูงแมลงถูกผลักดันย้อนกลับไปอย่างต่อเนื่อง

            ยิ่งปะทะ ฝูงแมลงก็ยิ่งแตกกระจาย พวกมันกรีดร้องออกมาด้วยความไม่พอใจและระเบิดพลังออกมาทะลวงเข้าไปในวังวนเพลิงไม่ยอมหยุด

            ภายใต้การปะทะของทั้งสอง ทำให้จำนวนแมลงที่บุกผ่านเข้าไปได้ลดลงไปส่วนหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ แรงกดดันที่เกิดขึ้นก็บรรเทาลงจนสัมผัสได้

            “ยอดเยี่ยม!!”

            เทพมังกรอุทานออกมาด้วยความชอบใจ มันส่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความพึงพอใจเป็นที่สุด ซึ่งทำให้กัสยิ้มกว้างออกมาและระเบิดพลังผลักดันออกไปมากยิ่งกว่าเดิม

            แรงกระตุ้นนี้ทำให้กัสมุ่งมั่นยิ่งขึ้น เขารู้สึกกระหายในชัยชนะมากขึ้น จนกระทั่งเกิดเป็นความต้องการชนะที่เขาไม่กล้าคิดถึงก่อนหน้านี้

            ทันทีที่ความต้องการสู้ก่อตัวขึ้น เทพเจ้าแมลงก็รู้สึกราวกับมันถูกดูหมิ่นจนเกิดเป็นความรู้สึกอัปยศจนไม่อาจยอมรับได้

            พริบตานั้นความโกรธเกรี้ยวที่บ้าคลั่งก็ระเบิดออกมาจนชั้นบรรยากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น

            ความโกรธเกรี้ยวนี้มุ่งตรงไปยังกัสเป็นครั้งแรก ราวกับมันไม่พอใจที่ศัตรูซึ่งไม่เคยอยู่ในสายตาของมันมาก่อนบังอาจคิดที่จะเอาชนะมันเช่นนี้ ทำให้มันรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของเทพเจ้าที่แท้จริงถูกทำให้มัวหมอง

            ทันทีที่ความโกรธเกรี้ยวปะทุขึ้นมา แรงกดดันของเทพเจ้าก็ระเบิดออกมา กดทับลงไปยังจิตใจของกัส ทำให้จิตใจของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรงทำให้เลือดไหลทะลักออกมาจากดวงตา

            ทว่าพริบตาต่อมาเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวของเทพเจ้าแมลงก็ขาดช่วงไปทันที เมื่อดวงตาที่ดุร้ายของเทพมังกรกวาดมองไปยังมัน

            จิตสังหารและความบ้าคลั่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าของอสูรร้ายบรรพกาลระเบิดออกมาในเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้จิตใจของเทพเจ้าแมลงสั่นสะท้านรุนแรงยิ่งกว่าที่กัสรู้สึกหลายสิบเท่า

            พริบตานั้นความคิดของเทพเจ้าแมลงก็กลายเป็นว่างเปล่า ฝูงแมลงจำนวนนับไม่ถ้วนแตกสลายไปรอบทิศทาง เปิดทางให้กับวังวนเพลิงของกัสได้แทรกเข้าไปกลืนกินพวกมันเข้าไปเกินกว่าครึ่ง

            เมื่อกัสได้สติเขาก็สับสนไปชั่วขณะ แต่ถึงจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ไม่มีทางปล่อยให้โอกาสที่เกิดขึ้นตรงหน้าหลุดลอยไปอย่างแน่นอน

            ชั่วอึดใจนั้น กัสทั้งสองร่างที่มีเลือดไหลออกมาจากตาก็สูดลมหายใจเข้าไปพร้อมกัน เพลิงต้นกำเนิดขาวดำที่แผ่กว้างออกไปก็หดตัวลงในอึดใจและหายเข้าไปในปากของกัสทั้งสองร่าง

            จากนั้นเพียงชั่วอึดใจพวกมันก็ขยับมือพร้อมกัน สะบัดมือออกไปอย่างเร่งร้อน หัวสิงโตสีขาวดำชุดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น เรียงต่อกันจนเกิดเป็นวงแหวนหัวสิงโตวงที่สองและสาม

            เมื่อวงแหวนหัวสิงโตเพิ่มขึ้นเป็นสามวง แรงผลักดันก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ถึงขนาดที่สามารถระเบิดฝูงแมลงชุดใหม่ให้ถอยห่างออกไปจากวิหารแห่งดวงดาวได้ชั่วขณะ

            แรงผลักดันนี้ม้วนกวาดออกไปราวกับคลื่นยักษ์ ผลักดันฝูงแมลงทั้งหมดจนถอยกลับไปช่วงใหญ่

            เมื่อเห็นภาพนี้ดวงตาของกัสก็ทอประกายขึ้นมาอีกครั้ง พริบตานั้นก็บังเกิดเป็นความรู้แจ้งและกลายเป็นความเข้าใจในชั่วอึดใจสั้นๆ

            วงแหวนหัวสิงโตวงแรกที่ถูกขนาบด้วยวงแหวนอีกสองวงก็หยุดหมุน จากนั้นมันก็หมุนไปอีกทิศทางและระเบิดแรงดึงดูดอันทรงพลังออกมา

            อึดใจนั้นรูปร่างของวังวนเพลิงทั้งสองวงก็เปลี่ยนไป มันระเบิดพลังผลักดันที่รุนแรงกว่าก่อนหน้านี้ออกมาและทำให้วังวนเพลิงทั้งสองแผ่ขยายออกไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมนับสิบเท่า

            ในขณะเดียวกันนั้นระหว่างรอยต่อของวังวนเพลิงทั้งสองที่อยู่ด้านบนและล่าง ก็กลายเป็นวงแหวนเพลิงที่ดูดกลืนเพลิงต้นกำเนิดเข้าไปราวกับหลุมดำ

            เพลิงต้นกำเนิดส่วนเกินทั้งหมดที่เกิดจากการแผดเผาแมลงนั้นถูกวงแหวนเพลิงวงนี้ดูดกลืนเข้าไปและปลดปล่อยออกไปยังด้านบนและล่าง กลายเป็นส่วนเสริมที่ทำให้วังวนเพลิงทั้งสองทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

            เมื่อวงแหวนหัวสิงโตทั้งสามมั่นคงดีแล้ว ดวงตาของกัสก็ทอประกายขึ้นมา ความพึงพอใจฉายชัดอยู่ในดวงตา ขณะที่สีหน้าเริ่มสงบลงพลางครุ่นคิดถึงการปรับปรุงความสามารถใหม่นี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

            การปรับปรุงต่อจากนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่กัสก็ไม่ละความพยายาม เขาใช้เวลาที่ยาวนานจากการต่อสู้ที่ไม่จบไม่สิ้น แผดเผาแมลงไปนับไม่ถ้วนในการฝึกฝนขัดเกลาและสร้างแนวคิดที่แปลกใหม่

            ในช่วงเวลานั้นเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว การต่อสู้บนวิหารแห่งดวงดาวก็เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น

            เริ่มแรกคนที่รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนวิหารแห่งดวงดาวอาจจะมีเพียงไม่กี่คน มีเพียงบรรพชนของตระกูลใหญ่ที่ก้าวไปถึงระดับธรณีประตูเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้

            แต่ไม่นานนักข่าวการต่อสู้ในครั้งนี้ก็ค่อยๆ แพร่กระจายออกไปจนทั่วทั้งทวีป จนตระกูลใหญ่น้อยทั้งหมดสามารถรับรู้ได้

            แม้ว่าจะมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เห็นภาพการต่อสู้ด้วยตาของพวกมันเองและได้เห็นความรุนแรงของการต่อสู้ที่เกิดขึ้น

            แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกมันสงสัยในข่าวที่แพร่ออกมา ทั้งนี้ก็เพราะทันทีที่ข่าวการต่อสู้แพร่กระจายออกไป ตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ก็เริ่มเคลื่อนไหว

            เริ่มต้นจากตระกูลจักรพรรดิห้าธาตุที่ประกาศสงครามกับตระกูลไอรอนบลัดที่เพิ่งจะพ่ายแพ้ตระกูลอันดูวเดธไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน

            การประกาศสงครามของตระกูลจักรพรรดิห้าธาตุนี้ทำให้ผู้คนสับสนเป็นอย่างมากเพราะตระกูลไอรอนบลัดได้พ่ายแพ้ไปแล้ว ความมั่งคั่งของพวกมันก็ถูกแย่งชิงไปเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกมันต้องทำแบบนี้เลย

            ไม่เพียงเท่านั้นการบุกเข้าไปยังอาณาจักรแม่น้ำเพลิงในตอนนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเพราะตอนนี้ตระกูลใหญ่น้อยในอาณาจักรแม่น้ำเพลิงได้เสร็จสิ้นการตัดแบ่งดินแดนของพวกมันแล้ว

            การบุกเข้ามาของตระกูลจักรพรรดิห้าธาตุในครั้งนี้จึงเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากตระกูลใหญ่น้อยในอาณาจักรแม่น้ำเพลิงที่ครอบครองดินแดนอยู่

            แม้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะจบลงที่ชัยชนะของตระกูลจักรพรรดิห้าธาตุที่เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ทั้ง 12 แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็มีมากกว่าสิ่งที่พวกมันได้จากการยึดครองอาณาจักรแม่น้ำเพลิงมาก

            ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากการต่อสู้สงบลงและตระกูลไอรอนบลัดล่มสลายลง ตระกูลดีไวซ์เนอร์ที่เก็บตัวเงียบมาโดยตลอดก็ฉวยโอกาสในตอนที่ตระกูลจักรพรรดิห้าธาตุยังไม่สามารถยึดครองอาณาจักรแม่น้ำเพลิงได้อย่างมั่นคง กระโจนเข้ามาแย่งชิงดินแดนในอาณาจักรแม่น้ำเพลิงด้วย

            การโดดเข้ามาของตระกูลดีไวซ์เนอร์นี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงมากเพราะไม่มีใครจะคิดว่าตระกูลใหญ่อย่างตระกูลดีไวซ์เนอร์จะทำอะไรที่น่ารังเกียจแบบนี้

            เมื่อตระกูลจักรพรรดิห้าธาตุเห็นแบบนั้น พวกมันก็โกรธแค้นเป็นอย่างมากและเลือกที่จะประกาศสงครามกับตระกูลดีไวซ์เนอร์ทันทีและใช้อาณาจักรแม่น้ำเพลิงเป็นสนามรบทำการต่อสู้แย่งชิงดินแดนกันอย่างดุเดือดจนสถานการณ์ภายในอาณาจักรแม่น้ำเพลิงวุ่นวายจนถึงขีดสุด

            หลังจากสองตระกูลใหญ่ประกาศสงครามกันอย่างเหนือความคาดหมาย ตระกูลใหญ่ที่แยกตัวออกมาอย่างตระกูลเทพเซียน ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสายตระกูลของตระกูลเทพยุทธ์ก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน

            ตระกูลเทพเซียนได้ติดต่อไปยังเผ่าเนตรทองคำ เผ่ากระดูกทองคำและเผ่าทรายทองคำ ซึ่งแยกตัวออกมาจากตระกูลเขี้ยวทองเพื่อร่วมมือกันในฐานะของพันธมิตร ‘เทพทองคำ’ เพื่อบุกโจมตีตำหนักกระบี่ของกัส

            การเคลื่อนไหวของพันธมิตรเทพทองคำนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนมากทีเดียวเพราะไม่มีใครเชื่อว่าพวกมันจะกล้าลงมือกับตำหนักกระบี่อีกหลังจากที่พวกมันพ่ายแพ้ไปครั้งแล้วครั้งเล่า

            แต่หลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็ทราบว่าอะไรทำให้พวกมันกล้าที่จะลงมือกับตำหนักกระบี่ ทั้งนี้ก็เพราะพวกมันทราบว่ากัสกำลังต่อสู้กับเทพเจ้าแมลงอยู่บนวิหารแห่งดวงดาว

            ในขณะเดียวกันนั้น พันธมิตรซึ่งก่อตัวขึ้นจากตระกูลระดับกลางจำนวนหนึ่งก็บุกเข้าไปยังอาณาจักรเทพมังกรและประกาศตัวว่าพวกมันจะโค่นล้มราชวงศ์เทพมังกรอย่างกล้าหาญ

            การแสดงออกของพันธมิตรจากตระกูลระดับกลางนี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนมากยิ่งกว่าเหตุการณ์ก่อนหน้ามากเพราะทุกคนทราบดีว่าอาณาจักรเทพมังกรนั้น มีเทพเจ้าที่แท้จริงอย่างเทพมังกรปกป้องอยู่ จึงไม่มีเหตุผลเลยที่พวกมันจะลงมือกับอาณาจักรเทพมังกรแบบนี้

            แต่พวกมันก็ยังกล้าและประกาศสงครามออกมาอย่างกล้าหาญ ทั้งยังส่งกองกำลังบุกเข้าไปโจมตีอาณาจักรเทพมังกรอย่างที่พวกมันประกาศไว้อีกด้วย

            แม้ว่าผลสุดท้ายพวกมันจะเผชิญกับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากอาณาจักรเทพมังกรด้วยกองทัพอัศวินมังกร จนพันธมิตรถูกทำลายลงอย่างน่าอนาถแต่พวกมันก็นับว่าสร้างความเสียหายให้กับอาณาจักรเทพมังกรไม่น้อย ซึ่งทำให้ผู้คนมากมายเกิดความประหลาดใจ

            ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีสายสืบจากตระกูลใดสัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของเทพมังกรจากภายในอาณาจักรเทพมังกรเลย

            ไม่เพียงเท่านั้นพวกมันยังไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของราชันมังกรพิสุทธิ์ซึ่งเคยปรากฏตัวขึ้นในอาณาจักรเทพมังกรก่อนหน้านี้อีกด้วย

            เมื่อเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไปก็มีข่าวลือมากมายที่กล่าวว่าเทพมังกรและราชันมังกรพิสุทธิ์กำลังร่วมมือกับกัสต่อสู้กับเทพเจ้าแมลงอยู่ในวิหารแห่งดวงดาว

            ซึ่งแน่นอนว่าข่าวลือนี้ไม่อาจทำให้ทุกคนเชื่อได้ แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่กล้าเชื่อและส่งกองกำลังของพวกมันบุกเข้ามายังอาณาจักรเทพมังกรเพื่อหวังปล้นชิงทรัพยากรบางอย่าง หรือการลักพาตัวคนบางกลุ่มเพื่อหาความลับของมังกร

            ในขณะที่สถานการณ์ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นั้น ตระกูลเทพสมุทรที่เป็นมิตรกับตระกูลอันดูวเดธและตระกูลเทพมังกรมานานก็เริ่มเคลื่อนไหว พวกมันส่งกองกำลังออกมาช่วยสนับสนุนอาณาจักรเทพมังกร

            แต่การเคลื่อนไหวของพวกมันก็มีอันต้องหยุดชะงักไปหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน เนื่องจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในอาณาจักรเทพสมุทร จากการหักหลังของพันธมิตรของพวกมันซึ่งเป็นตระกูลอันดับ 2 และ 3 ของอาณาจักรเทพสมุทร

            เมื่อเกิดสงครามภายในขึ้นตระกูลเทพสมุทรก็ไม่อาจส่งกองกำลังไปช่วยเหลืออาณาจักรเทพมังกรได้ แรงกดดันที่อาณาจักรเทพมังกรได้รับก็มากยิ่งขึ้น

            จนท้ายที่สุดตระกูลอันดูวเดธก็จำต้องเคลื่อนไหว พวกมันส่งกองกำลังไปสนับสนุน ส่งเทพจำนวนมากออกไปต่อสู้

            แต่การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ก็ทำให้ตระกูลอันดูวเดธได้รับแรงกดดันอย่างหนักเช่นเดียวกัน

            เมื่อกัสทราบข่าวจากท่านหญิงไอโกะดวงตาของเขาก็กลายเป็นสีแดงก่ำ ความโกรธแค้นปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ก่อนที่กัสจะระเบิดพลังออกมาจนเกินขีดจำกัด

            ทว่าอึดใจเดียวพลังชำระล้างของท่านหญิงไอโกะและราชันมังกรพิสุทธิ์พุ่งตรงไปยังกัส ทำให้ความโกรธแค้นอันบ้าคลั่งสงบลงในชั่วอึดใจ

            สีหน้าของกัสกลายเป็นซีดขาว ความสับสนฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเขาขณะที่หันกลับไปมองท่านหญิงไอโกะและราชันมังกรพิสุทธิ์

            “ใจเย็นก่อนสิกัส!”

            “ต..แต่ว่า!”

            “ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกยังไง แต่เจ้าจะใช้อารมณ์ไม่ได้!! ความโกรธแค้นจะทำให้เจ้าอ่อนแอลงนะรู้ไหม!”

            สีหน้าของกัสบิดเบี้ยวไปด้วยความคับแค้นใจ แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธคำพูดของท่านหญิงไอโกะได้เพราะเขาเองก็เข้าใจดีว่าตัวเขาในตอนนี้ไม่อาจใช้อารมณ์โกรธเป็นแรงขับดันได้อย่างที่เคย

            “ถูกอย่างที่ท่านหญิงว่า เจ้าจะโกรธไม่ได้นะกัส ความโกรธแค้นจะทำให้พลังชำระล้างอ่อนแอลง หากเป็นเช่นนั้นพวกเราจะเสียเปรียบเทพเจ้าแมลง”

            สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปเล็กน้อยยามที่กัสร่างดำพูดออกมาด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง การแสดงออกที่ผิดแปลกนี้ทำให้ท่านหญิงไอโกะประหลาดใจเล็กๆ ทั้งนี้ก็เพราะเธอไม่คิดว่ากัสจะสามารถโต้เถียงกับร่างแยกของตัวเองได้

            แต่ไม่นานนักเธอก็เข้าใจได้และตระหนักว่าร่างแยกของกัสนั้น มีความพิเศษที่น่าสนใจ

            “แต่ว่า!”

            แม้จะไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่กัสก็ยอมรับไม่ได้เช่นกัน ยิ่งได้เห็นตำหนักกระบี่ที่เขาพยายามสร้างขึ้นถูกโจมตีอย่างดุดันจากศัตรูและได้เห็นอิจิโกะและน้องนำองครักษ์ผึ้งออกไปต่อสู้ กัสก็ยิ่งรู้สึกแค้นใจ

            เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่อาจยอมรับได้ของกัสร่างขาว กัสร่างดำก็ถอนหายใจออกมาอย่างหาได้ยาก จากนั้นยกข้อเสนอที่น่าสนใจออกมา

            “หากเจ้าทนไม่ไหว เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ”

            “ว่าไงนะ! ให้ข้าลงมืองั้นหรือ แต่ข้าจะทำได้ยังไงกัน!!”

            “ก็ไม่ยากนี่ เจ้าไปฆ่าพวกมัน ส่วนข้าก็อยู่เฝ้าที่นี่ หากไม่นานนักข้าคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา”

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่ความคิดมากมายจะถูกส่งผ่านมาจากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ควบคุมร่างดำทำให้กัสเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

            รอยยิ้มที่ดุร้ายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกัส ก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ

            “เข้าใจแล้ว..ข้ามีเวลาเท่าไหร่”

            “ไม่เกิน 10 ชั่วโมง หากนานกว่านี้ข้าไม่มั่นใจว่าจะเกิดปัญหาหรือไม่ ยังไงเจ้าก็ต้องกลับมาก่อน 10 ชั่วโมง”

            “10 ชั่วโมงสินะ แค่นั้นก็นานเกินพอ!!”

            พูดจบกระบี่เก้าวังเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามือ กระบี่เก้าวังเล่มนี้มีความแตกต่างจากกระบี่เก้าวังทุกเล่มที่กัสมีอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะมันเป็นกระบี่ที่สร้างขึ้นจาก ‘เขามังกร’ ซึ่งเขาได้มาจากหุ่นเชิดวิญญาณ

            ทันทีที่กระบี่ปรากฏขึ้น กลิ่นอายของมังกรก็แผ่ขยายออกไปรอบด้าน ทำให้เทพมังกรเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ ราชันมังกรพิสุทธิ์เองก็ปรายตามองด้วยความสนใจ

            แต่กัสก็ไม่คิดที่จะอธิบายอะไร เขาระเบิดพลังออกมา เชื่อมต่อกระบี่ในมือเข้ากับกระบี่เก้าวังเล่มอื่นซึ่งหลอมสร้างขึ้นเมื่อหลายปีก่อน

            จากนั้นเพียงอึดใจวังวนประตูดวงดาวก็ปรากฏขึ้นจากนั้นกัสก็ก้าวเข้าไปในทันทีและหายตัวไปจากวิหารแห่งดวงดาวอย่างเหนือความคาดหมาย