The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๔๔ พิธีมอบรางวัล

            การต่อสู้โดยมีผู้เล่นสายสุคติเวทสนับสนุนอยู่เบื้องหลังก็ไม่ต่างจากการฟันกันคนละดาบแล้วซดน้ำยาฟื้นพลังสักเท่าไหร่นักทำให้แม้จะผ่านมาหลายนาที ทั้งสามฝ่ายต่างก็ยังไม่มีใครล้มลงสักคน

            แถมทั้งหมดยังต่อสู้กันอยู่บริเวณทางแยกที่พวกเขาต้องผ่านไปเพื่อไปยังทางออกด้วย

            วิฬาร์ก้มลงมองดูแผนที่อีกทีเผื่อว่าจะหาทางอ้อมจากสงครามย่อยๆ ตรงนี้ดูแต่ก็ไม่เจอเส้นทางอื่นที่พอใช้ได้อีกเลย

            “ฝ่าไปกันเถอะ”วิฬาร์เสนอ เพราะเขาขี้เกียจจะรอแล้ว

            คนอื่นมองหน้ากันอย่างลังเลเล็กน้อยพวกเขาไม่อยากจะเอาตัวไปเสี่ยงสักเท่าไหร่นักในสถานการณ์แบบนี้

            “เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก็จะจบการทดสอบแล้วผมว่าเราควรรีบไปดีกว่า ไม่รู้ว่าข้างหน้ายังจะมีอะไรอีกรออยู่ตรงนี้ดีไม่ดีจะไม่ผ่านเอา” ผู้เล่นอีกคนในกลุ่มบอก

            ทุกคนก้มดูเวลาก็เห็นว่าเหลือเวลาอีกไม่มากจริงๆแถมพอดูเส้นทางที่เหลือจากในแผนที่ก็ไม่นับว่าใกล้ต้องใช้เวลาเดินไม่น้อยกว่าสิบนาที อีกทั้งถ้าเกิดเดินไปแล้วเจอการต่อสู้แบบนี้อีกก็คงต้องใช้เวลาฝ่าไปอีกช่วงหนึ่ง ดังนั้นพวกเขาจะมาเสียเวลาตรงนี้ก็ใช่ที่

            “งั้นไปกันเถอะ”ลาวเดอร์เอ่ยนำ

            เมื่อตัดสินใจได้วิฬาร์ก็ร่ายเวทแสงเพื่อบัฟสถานะบางส่วนให้เพื่อนร่วมทีม ก่อนที่ทั้งเขา ซานเชสและหลิวอี้จะโผล่หน้าออกไปดูสถานการณ์แล้วแบ่งหน้าที่กันเพื่อลอบโจมตีฉกฉวยโอกาสในพริบตาที่ทั้งหมดยังไม่ทันตั้งตัวเอาไว้

            ศรเวทลมและไฟจากวิฬาร์และคำสาปจากคทาของราชีฟพุ่งตรงไปยังผู้เล่นสายสนับสนุนที่ยืนอย่างไม่ระวังเพราะถือดีว่าตัวเองอยู่แนวหลังอย่างแม่นยำส่วนซานเชสที่รอจังหวะอยู่ ก็ซ้ำผู้เล่นแนวหน้าคนหนึ่งอีกจังหวะด้วยธนูเพื่อหลอกล่อให้ฝั่งตรงข้ามคิดว่าเป็นอีกปาร์ตี้หนึ่งลอบโจมตี

            ทันทีที่โดนโจมตีเข้าไปก็ทำให้เวทมนตร์ที่ร่ายสนับสนุนเพื่อนในแนวหน้าหยุดชะงักผู้เล่นสามคนจากสองปาร์ตี้จึงตายทันที รวมถึงผู้เล่นแนวหน้าคนหนึ่งที่กินศรของเจ้าหนูซานเชสไปสองดอกก็ล้มเสียจังหวะจนหน้าคะมำพื้นไปอีกคน

            พอเหตุการณ์พลิกผันผู้เล่นปาร์ตี้ที่ได้เปรียบก็ยิ่งโหมบุกอย่างหนักหน่วง

            “ไป!”

            พอได้จังหวะลาวเดอร์ก็เป็นหัวหอกนำทางปาร์ตี้ของพวกเขาฝ่ากลุ่มผู้เล่นทั้งสามปาร์ตี้ไปอย่างรวดเร็ว

            โล่จากผู้เล่นระยะประชิดทั้งสามคนที่วิ่งอยู่ข้างหน้ากระแทกผู้เล่นคนแล้วคนเล่าจนกระเด็นไปคนละทิศละทางต่อจากนั้นทั้งหอกและดาบจากผู้เล่นแนวที่สองก็เรียกเลือดออกมาจากคนเหล่านั้นอีกก้อนหนึ่งตามมาด้วยเวทมนตร์ก่อกวนและโจมตีของวิฬาร์กับราชีฟที่ทำให้คนที่รับมือการโจมตีสองระลอกแรกไหวต้องล้มลุกคลุกคลานลงไปกับพื้นและปิดท้ายด้วยหลิวอี้กับเพื่อนอีกคนที่จ้วงแทงลงไปพร้อมใส่สกิลโจมตีอันหนักหน่วง และเงาอัญเชิญที่สั่งให้มันถ่วงเวลาผู้เล่นคนไหนก็ตามที่คิดจะฝ่าวงล้อมตามพวกเขามา

            ปาร์ตี้สิบคนของพวกเขาพุ่งทะลวงแนวรบราวกับหั่นแตงสับผักผู้เล่นคนที่ตายยังไม่ทันรู้ตัวว่ามีคนสิบคนผ่านหน้าพวกเขาไปด้วยซ้ำส่วนคนที่อยู่คล้อยหลังมาหน่อย แม้จะตอบสนองทัน แต่ก็โจมตีโดนพวกวิฬาร์ไปไม่กี่ดาบเรียกเลือดพวกเขาไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            เพียงพริบตาพวกเขาก็ทะลวงผ่านการต่อสู้ตรงหน้าไปได้จากนั้นทั้งหมดจึงวิ่งหน้าตั้งเพื่อดึงตัวเองออกจากการปะทะของทั้งสามปาร์ตี้ป้องกันพวกนั้นไหวตัวทันว่าที่พวกเขาตีฝ่าทั้งสามฝ่ายไปนั้นเป็นเพราะได้แผนที่และรู้ทางออกแล้ว

            เมื่อวิ่งหลบแยกหนึ่งมาทุกคนก็พักขาแล้วหอบกันตัวโยน หลิวอี้ที่รั้งท้ายสุดเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้เล่นคนไหนตามมาก็ยืนพิงกำแพงอย่างวางใจพลางชะเง้อคอไปดูเป็นระยะๆ

            “รีบไปกันเถอะค่ะตอนนี้พวกนั้นอาจจะกำลังตกใจกันอยู่ เลยยังไม่ทันทำอะไรแต่ถ้าเกิดพวกนั้นมีหัวคิดสักหน่อย ก็คงจะหยุดตีกันแล้วตามเรามาแน่ๆ” ผู้เล่นแต่ละคนแม้จะมีความเก่งกาจอ่อนด้อยไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเกิดในสามสิบคนนั้น มีคนคิดได้สักคนว่าในเขาวงกตแห่งนี้ผู้เล่นส่วนใหญ่จะต้องเดินไปเดินมาและต่อสู้กับทั้งผู้เล่นหรือสัตว์อสูรเพื่อเก็บชิ้นส่วนแผนที่โดยไร้จุดหมายนำทางดังนั้นจึงเป็นได้ไม่ได้เลยที่จะมีผู้เล่นกลุ่มไหนเดินทางอย่างมีเป้าหมายเว้นเสียแต่ว่ากลุ่มนั้นมีแผนที่ชิ้นสมบูรณ์ในมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            ถ้างั้นคนที่คิดได้ก็อาจจะรีบบอกแผนนี้ให้กับคนในกลุ่ม หรืออาจจะเจรจาหย่าศึกกับกลุ่มอื่นเพื่อหันมาชิงไอเทมสมบูรณ์จากพวกเขากันก่อนก็เป็นได้

            และวิธีรับมือที่ดีที่สุดของพวกเขาในตอนนี้ก็คือรีบช่วงชิงเวลาที่ยังเงียบสงบนี้หนีไปให้ไกลที่สุด

            “ไปกัน”

            สิบคนพร้อมใจกันลุกขึ้นพาร่างกายที่ยังเหนื่อยหอบวิ่งตามคำสั่งของวิฬาร์ที่ถือแผนที่นำทางเอาไว้

            ทั้งหมดเคลื่อนขบวนอย่างรัดกุมโดยให้เขาเป็นคนบอกทางไปเรื่อยๆ

            เส้นทางแม้จะวกวนแต่เมื่อมีแผนที่อยู่ในมือ ก็เหมือนถือสูตรโกงเกมเอาไว้ ทำให้พวกเขารุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว

            แต่เมื่อเวลาจบการทดสอบกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆก็ดูเหมือนว่าผู้เล่นส่วนใหญ่ที่ยังไม่สามารถรวบรวมชิ้นส่วนแผนที่ได้จะเริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถผ่านภารกิจด้วยวิธีปกติทำทำให้เริ่มมีคนหัวใส แตกแถวออกมาจากกลุ่มตัวเอง เดินวนไปวนมาโดยกะว่าจะดวงดีเดินไปเจอกลุ่มที่ทำภารกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเดินตามเป็นปลิงเกาะหลังไปแทน

            ทำให้ระหว่างที่พวกเขาเดินมาเจอผู้เล่นแตกกลุ่มทุกจำนวน ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ผู้เล่นเดี่ยวยันผู้เล่นสองสามคนตลอดทาง

            แต่มีหรือที่ผู้เล่นไม่กี่คนจะคณนามือผู้เล่นเต็มปาร์ตี้อย่างพวกเขา

            ทั้งตี้ฯพากันฆ่าฟันมาตลอดทาง

            ฝ่าฟันจนเป็นเส้นทางเลือดสายหนึ่ง

            จนกระทั่งพวกเขาเดินมาถึงสุดปลายทางที่แผนที่บอกลาวเดอร์ที่เดินนำอยู่ตรงหน้าอย่างกล้าหาญมาตลอดทางก็หยุดเท้าลง

            “หืมทำไมหยุดล่ะ ถึงแล้วหรอ?” ราชีฟที่เดินระวังหลังมาตลอดทางหันกลับมาแล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจ

            “ข้างหน้า…ทางตัน” ลาวเดอร์ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสับสน

            แผ่นคอนกรีตสูงชะลูดจนต้องแหงนคอตั้งบ่าถึงจะพอมองเห็นยอดด้านบนกางกั้นอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทำเอาสับสนไม่น้อย

            “ไหนลองเคาะๆดูซิ” ราชีฟแนะ

            พอลาวเดอร์เคาะดูมันก็เรืองแสงขึ้น ก่อนจะมีข้อความขึ้นว่า

            “โปรดใส่แผนที่”

            วิฬาร์เห็นดังนั้นก็เดินเข้าไปแล้วยกแผนที่ในมือขึ้นมาแตะกับผนังคอนกรีตเบาๆ

            วาบ…

            พริบตาถัดมาพวกเขาก็เด้งออกมาจากการทดสอบในสภาพมึนงงทั้งสิบคน

            “จบแล้ว?”

            “ใช่จบแล้วครับ”

            ซานเชสเป็นคนที่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างสับสนเมื่อเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนไปในพริบตาจนเขาตั้งสติไม่ทัน จากนั้นเสียงนุ่มระรื่นหูก็ดังขึ้นที่เบื้องหลังทำเอาพวกเขาถึงกับจินตนาการไปทันทีว่าเจ้าของเสียงก็คงจะเป็นคุณเจ้าหน้าที่รูปหล่อหน้าตาดีอัธยาศัยงามสักคนหนึ่งก็เป็นได้

            ‘เสียงใครวะเนี่ย อย่างหล่อเลย’ ราชีฟคิดในใจ

            วิฬาร์จึงหันมาหมายจะเอ่ยคำขอบคุณ

            ‘เชี่ย!’ เขามองหน้าเจ้าของเสียงนุ่มคนนั้นแล้วสะดุ้งในใจอย่างรุนแรง

            “เชี่ย!” แต่เก้าคนรอบข้างเขากลับอุทานออกมาเสียงดังลั่น

            จะไม่ให้อุทานออกมาได้ยังไงในเมื่อไอดอลตัวเป็นๆ ดันมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาในระยะที่เรียกได้ว่าแทบจะหายใจรดต้นคอ!

            “พาราฟิน! นพเคราะห์ พาราฟิน!!!” เก้าคนข้างๆวิฬาร์ตะโกนแหกปากเสร็จก็กรูกันเข้าไปรุมล้อมไอดอลของตนซะยกใหญ่เพราะถึงแม้ว่าแต่ละคนจะชื่นชอบคนละเศียรของอนันตนาคราชแตกต่างกันแต่เมื่อมีโอกาสได้เจอกับหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งอนันตนาคราชเข้าให้ไม่ว่าใครต่อใครก็ต้องมีอาการตื่นเต้นกันทั้งนั้น ไม่ต่างกับเจอนักร้องของวงที่ตัวเองชอบกันเลยทีเดียว

            เอ่อ…จะยกเว้นก็เพียงวิฬาร์นี่แหละ

            เขายืนยิ้มมุมปากค้างเอาไว้พลางพ่นลมหายใจออกจากจมูกดังพรืดเมื่อเห็นพาราฟินปั้นหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพราะถูกใจที่มีคนมาห้อมล้อมชื่นชมเขาอย่างออกหน้าออกตาทักคนโน้นที จับมือคนนั้นที เอ่ยถามว่าเป็นยังไง ยากมั้ยอย่างลื่นไหลโดยไม่ได้ปล่อยมือจากหลิวอี้ที่เขย่ามือเขาอย่างตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย

            ใช่สิมุมมองคนนอกที่มีต่อมันก็คงจะประมาณว่าว่าพ่อเทพบุตรสุดเท่ ผู้มีความสุขุมรอบคอบที่คอยดูแลข่าวสารและงานด้านผจญภัยของกิลด์อย่างไม่เคยหยุดพักบลาๆ

            และที่มานี่ก็คงจะหาข้ออ้างประเภทว่า ‘มาดูงานแถวนี้แล้วนึกขึ้นได้ว่ากิลด์กำลังทำการคัดเลือกสมาชิกใหม่ก็เลยถือโอกาสมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเลือดใหม่ทุกคน หวังว่าจะเติบโตและเป็นกำลังที่ดีในอนาคตให้กับอนันตนาคราชบลาๆ ’ แน่นอน

            ทั้งๆที่ความจริงแล้ว มันต้องแอบโดดงานหลักของมันมาเพื่อจะรอดูว่าเขาจะเอาตัวรอดจากบททดสอบมาได้ในเวลากี่นาทีแล้วก็รอเห็นสีหน้าของเขาตอนมอบตรากิลด์ให้เพื่อเอาเรื่องนี้ไปแซวลับหลังเขาในตอนท้ายแน่ๆ

            เห้อ...เขาล่ะเหนื่อยใจกับมันจริงๆ

            วิฬาร์มองบนแล้วสั่นหัวเบาๆกับความบ้าๆ บวมๆ ของเพื่อนสนิทคนนี้

             

            ………………..

             

            “ยินดีด้วยนะครับหวังว่าจะเติบโตและเป็นกำลังที่ดีในอนาคตให้กับอนันตนาคราชนะครับ”พาราฟินเอ่ยอย่างยิ้มแย้มพลางเอื้อมมือมาตบไหล่เขาสองสามทีด้วยความเอ็นดู ท่ามกลางสายตาของผู้เล่นใหม่นับสิบที่ยืนมองอยู่ด้านหลังในพิธีมอบป้ายตรากิลด์และไอเทมต้อนรับให้กับสมาชิกส่วนเขาที่ตอนนี้อยู่ในสภาพลูกกิลด์คนใหม่ที่ได้กระทบไหล่ดาราดังก็ได้แต่ยิ้มรับด้วยความเสแสร้งเท่านั้น

            “ครับคุณพาราฟินผม จะ ทำ อย่าง เต็ม กำ ลัง” เขากัดฟันพูดแล้วเน้นทุกคำอย่างหนักแน่น แม้ว่าความหมายที่แฝงอยู่เบื้องหลังของประโยคนั้นจะไม่ใช่เรื่องราวรวบรัดธรรมดาอย่างที่คนนอกจะเข้าใจได้ก็ตาม

            แต่ถึงคนนอกจะไม่เข้าใจทว่าคนในกลับเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

            วิฬาร์จะก่อความวุ่นวายให้พวกเขาอย่างเต็มกำลังด้วยความเต็มใจ!

            พาราฟินที่ได้ยินคำสัตย์ของวิฬาร์กลับฟังแล้วหน้าซีดลงเรื่อยๆพลางสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างหนาวเหน็บ ส่วนมือที่เอื้อมออกไปตบไหล่วิฬาร์ก็ชะงักค้างลงแล้วหดกลับมาอย่างหวาดกลัว

            ‘ฉิบหายแล้วกู’

            พาราฟินมองตามหลังวิฬาร์พร้อมกับรอยยิ้มค้างในสมองหวนรำลึกถึงความวุ่นวายหลายๆ รอบที่เกิดขึ้นในอดีต

            พาราฟินเป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยเขาจึงเป็นหนึ่งในคนที่ชอบวิ่งไปโน่นมานี่อยู่เสมอ เห็นอะไรน่าสนุกก็เขาไปแจมนึกอะไรเพี้ยนๆ ออกก็ลองทำดูสิ่งที่ถนัดที่สุดคือเปลี่ยนจากเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้วุ่นวายไม่จบสิ้นสุดท้ายคนอื่นๆ ในแก๊งจึงต้องมาตามล้างตามเช็ดให้อยู่บ่อยๆ นานเข้าก็ถูกด่าว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความวุ่นวาย

            แต่ถ้าเอาตัวเขาไปเทียบกับวิฬาร์แล้วละก็เหมือนเอาพ่อไปวัดกับลูก

            ถ้าเขาเป็นเทพแห่งความวุ่นวายละก็วิฬาร์คือเทพแห่งความวิบัติ!

            เพราะถ้าเกิดวันไหนมีพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกขึ้นมา เปลี่ยนตัวก่อเรื่องเป็นวิฬาร์แทนแล้วละก็ เรียกได้ว่าอาทิตย์แหกจันทร์หด อังคารสลด พุธพินาศ พฤหัสขาดกันเลยทีเดียว ตามล้างตามถูกันแทบไม่ไหว

            แม้วิฬาร์จะถนัดการจัดการปัญหาพลิกแพลงเรื่องราวให้คลี่คลายลงด้วยดี แต่ถ้าเกิดมันหงุดหงิดขึ้นมาแล้วละก็…

            วิฬาร์ก็มีวิธีเปลี่ยนจากเรื่องไม่เล็กไม่ใหญ่ให้เป็นหนังไตรภาคได้…

            และเหตุการณ์ครั้งนั้นในยุคเบต้าเทสต์พาราฟินกับทุกคนยังจำได้ไม่มีวันลืม

            การทรยศครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของกิลด์อนันตนาคราช

            การทรยศของออโรร่า ขุนพลแสงเหนือแห่งอนันตนาคราช

            สิ่งที่เกิดแม้ทุกคนจะรู้ดีและย้ำเตือนว่าไม่ใช่ความผิดของวิฬาร์ แต่มันก็ยังเอาแต่โทษตัวเองที่ดูคนไม่ดีเลี้ยงงูเห่าไว้ใกล้ตัวจนถูกแว้งกัด และหลังจากเสียศูนย์อยู่พักหนึ่ง วิฬาร์ที่ตั้งสติได้จึงตั้งใจจองล้างจองผลาญกิลด์นี้ไม่เลิกหยุดงานส่วนใหญ่ในความรับผิดชอบลงทั้งหมด ยกพลทัพทัณฑฆาตทั้งก๊วนไปถล่มดาร์คฮอไรซอนโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

            แถมกลุ่มแก๊งห้าร้อยของวิฬาร์ก็ดันเป็นลูกขุนพลอยพยักได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน บอกให้ไปก็ไปไม่มีฉุดรั้งห้ามปรามกันแม้แต่น้อย

            สงครามครั้งนั้นก่อสร้างความเดือดร้อนให้ผู้เล่นฝั่งโน้นอย่างมหาศาลระบบเศรษฐกิจล่มไปสองเมือง หมู่บ้าน NPC ร้างเป็นสิบแห่ง ผู้เล่นฝั่งนั้นถูกลดระดับกันระนาวทำเอาความสัมพันธ์ของสองกิลด์ที่แย่อยู่แล้ว ดิ่งลงถึงจุดวิกฤติ

            สองกิลด์ถึงกับต้องเกณฑ์ทัพมาตั้งประจันกันแถบชายแดนอยู่ครึ่งเดือนปิดพรมแดนไม่ให้ใครเข้าออก ไม่ซื้อขายไอเทมกันอยู่พักใหญ่พื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของเกมเป็นอัมพาตไปอีกสามเดือนกว่าจะฟื้นคืนกลับมาเสียหายกันทั้งสองฝ่าย

            พวกเขาจำได้ดีเลยว่าผลกระทบจากปัญหาคราวนั้นทำเอาทั้งเจ็ดคนแทบไม่ได้กินไม่ได้นอนติดๆ กันนับเดือน เพราะต้องดับไฟตรงนั้นดับร้อนตรงนี้ วิ่งไปวิ่งมาจนสายตัวแทบขาด

            แม้ว่าการเอาสมาชิกกิลด์มาทำเรื่องส่วนตัวจะดูไม่ค่อยเหมาะแต่พวกเขาก็เข้าใจเหตุผลความปวดร้าวของวิฬาร์ดี อีกทั้งสมาชิกทัพทัณฑฆาตทั้งห้าร้อยคนก็สนับสนุนวิฬาร์เต็มที่ลูกพี่ว่ายังไง ลูกน้องก็ว่าตาม จึงไม่มีใครต่อต้านการกระทำนี้ของวิฬาร์อย่าว่าแต่นี่ก็เป็นเกมเกมหนึ่ง หัวร้อนแล้วกระทืบคนระบายอารมณ์ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง

            หลังจากให้คำสัตย์ว่าจะก่อเรื่องกับพาราฟินเสร็จวิฬาร์ก็เดินหลบออกไป ปล่อยให้พาราฟินยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นโดยมีลูกกิลด์คนถัดมาที่จะขึ้นมารับป้ายตราสัญลักษณ์กิลด์กรี๊ดกร๊าดจนเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากภวังค์ รีบกุลีกุจอหยิบป้ายอันใหม่มาจากด้านข้างจนดูลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย



    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน