ไม่นาน เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปกว่าครึ่งวัน
ในที่สุด ตัวเอกของตระกูลโอวหยางก็มาถึง
ภายในห้องโถงหลักของตระกูลโอว โอวหยางเฉินและเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลต่างให้การต้อนรับกันอย่างดี
เพราะผู้ที่เดินทางกลับมาในครานี้ คือโอวหยางชิง บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลโอวหยางและเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา
โอวหยางชิงมีรูปร่างสูงโปร่ง ผิดกับผู้เป็นบิดาที่อ้วนท้วน
ใบหน้าของเขาค่อนข้างธรรมดา ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายไปด้วยความเฉลียวฉลาด
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวของเขาไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง
โอวหยางชิงยังได้นำศิษย์พี่ทั้งสองจากนิกายวายุโลหิตกลับมาด้วย
คนแรกคือ "หลี่เทีย" ศิษย์ฝ่ายในของนิกายวายุโลหิต ชายหนุ่มรูปหล่อ ผู้มีนัยน์ตาสีแดงฉานและเส้นผมสีเพลิง ลักษณะท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ดวงตาของเขาจ้องมองทุกสิ่งรอบกายราวกับเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่า
อีกคนหนึ่งคือ "หย่าเฟย" หญิงสาวผู้มีรูปลักษณ์งดงาม เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น สวมใส่ชุดของนิกายที่เป็นโทนสีดำตัดกับแดง ดูสง่างามและทรงอำนาจ เธอคือศิษย์สายในของนิกายวายุโลหิต ความสามารถของเธอย่อมไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน
บรรยากาศภายในห้องโถงหลักตึงเครียด ทว่าโอวหยางเฉินยังคงยิ้มแย้ม ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความยินดีอย่างที่สุด
เขากล่าวต้อนรับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพ
“นายน้อยหลี่เทียกับคุณหนูหย่าเฟย!”
“ต้องขอขอบคุณที่พวกท่านรับคำขอร้องของข้า!”
“ที่จริงพวกท่านไม่จำเป็นต้องลำบากถึงเพียงนี้ก็ได้”
หลี่เทียยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยโส
“ไม่เป็นไรหรอก ศิษย์น้องของข้าต้องการความช่วยเหลือ”
“ข้าผู้เป็นศิษย์พี่.. มีหรือจะไม่ช่วย!”
เขากล่าวด้วยท่าทีเหนือกว่า จงใจแสดงอำนาจของตนเองให้โอวหยางเฉินและคนของตระกูลโอวเห็นอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน หย่าเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้าหยอก
“ว่าแต่ท่านโอวหยาง.. หากพวกเราช่วยให้ท่านเอาชนะตระกูลตงได้”
“ท่านคิดจะมอบอะไรให้พวกเราหรือ?”
คำพูดของนางเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ แววตาส่องประกายไปด้วยความโลภ
โอวหยางเฉินพอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาลอบขุ่นเคืองอยู่ในใจ
“พวกเจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากโจรเลยจริงๆ”
“เพียงแต่เป็นโจรในคราบของศิษย์นิกายเท่านั้น!”
ทว่าแม้ชายร่างอ้วนจะคิดเช่นนั้น แต่ก็ไม่กล้าที่จะแสดงออก
โอวหยางเฉินรีบเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะถูมืออ้วนๆของตนเอง พลางหันไปสั่งการข้ารับใช้
“ไปนำของที่เตรียมไว้ออกมา!”
เพียงชั่วครู่เดียว ข้ารับใช้ก็ก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับกล่องหยกขนาดไม่ใหญ่นัก
เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะส่งมันให้กับผู้นำตระกูลโอว
โอวหยางเฉินยื่นมืออ้วนหนาของตนออกไปรับ ก่อนจะรีบยื่นกล่องนั้นไปให้กับหลี่เทียและหย่าเฟย
“นี่คือค่าตอบแทนสำหรับชัยชนะล่วงหน้าของท่าน!”
“ข้าเชื่อว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรเช่นพวกท่านแล้ว ทั้งสองจะต้องพึงพอใจอย่างแน่นอน!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเยินยอ
หลี่เทียรับกล่องหยกมาไว้ในมือด้วยความยินดี ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มบาง ก่อนจะเปิดกล่องออกช้าๆ
ทันทีที่ฝาหยกถูกเปิดออก สิ่งที่อยู่ภายในก็สะท้อนประกายสว่างไสว
เผยให้เห็นแหวนสีขาวนวล
บนพื้นผิวของมันถูกสลักไว้ด้วยลวดลายเพลิงหนึ่งเส้น แสดงถึงคุณสมบัติพิเศษของมัน
“นี่คือ.. แหวนกักเก็บมิติระดับต่ำงั้นรึ?!”
หัวใจของหลี่เทียและหย่าเฟยต่างเต้นระรัวขึ้น เพราะวัตถุชิ้นนี้มีมูลค่ามหาศาล!
แหวนกักเก็บมิติถือเป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร มูลค่าของมันไม่ต่างไปจากหินปราณเซียนระดับต่ำนับพันก้อน
สำหรับผู้ฝึกตนระดับต่ำ แค่จะได้ครอบครองเพียงวงเดียวก็นับว่ายากเย็นเป็นอย่างมาก แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่มีเลยซักวงนึง
“ถูกต้องแล้ว นายน้อยหลี่เทีย”
โอวหยางเฉินหัวเราะเสียงทุ้ม พลางยิ้มอย่างภูมิใจ
“นอกจากแหวนกักเก็บมิติระดับต่ำ”
“ภายในแหวนยังมีหินปราณเซียนอีกหนึ่งร้อยก้อนด้วย!”
“ข้าเชื่อว่าพวกท่านจะสามารถบ่มเพาะพลังได้อย่างสบายใจ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาของหย่าเฟยก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
เธอปรายตามองไปยังแหวนกักเก็บมิติ ก่อนจะหันไปพูดกับหลี่เทียด้วยรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยเลศนัย
“หลี่เทีย ให้ข้าลงประลองเองดีไหม?”
“แหวนกักเก็บมิติข้าขอ ส่วนหินปราณเซียนระดับต่ำเจ้าก็เอาไป”
น้ำเสียงของเธอราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความต้องการที่ชัดเจน
ทว่ามีหรือที่หลี่เทียจะตอบรับข้อเสนอนี้ ชายหนุ่มหัวเราะเยาะในลำคอ
ก่อนจะหยิบแหวนมิติขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สวมใส่ไว้ที่นิ้วของตนเองอย่างไม่ลังเล
“ไม่มีทาง! ศิษย์น้องโอวเป็นคนเชื้อเชิญข้ามา”
“เจ้าต่างหากที่ขอติดตามมาด้วยเอง..”
“ของรางวัลสำหรับชัยชนะ แน่นอนว่าต้องเป็นของข้า!”
หย่าเฟย พอได้ยินคำพูดนั้นก็ส่งเสียง "ชิ!" ออกมาอย่างไม่พอใจ เธอขมวดคิ้ว ดวงตาฉายแววไม่สบอารมณ์
แต่ในขณะที่หญิงสาวแสดงท่าทีเช่นนั้น หลี่เทียกลับลอบยิ้มมุมปาก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย
ขณะเดียวกัน สายตาของเขาก็ค่อยๆไล่มองเรือนร่างของหญิงสาว โดยเฉพาะบริเวณเนินอกที่ขาวเนียนภายใต้ชุดคลุมของนิกาย
ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์
“แต่ถ้าเจ้ายอมตอบรับ 'คำขอ' ของข้าละก็..”
“ข้าจะมอบแหวนกักเก็บมิตินี้ให้เจ้าเลยก็ได้!”
พอเห็นสายตาอันเจ้าเล่ห์ของหลี่เทีย
หย่าเฟยก็เผยรอยยิ้มเย้ายวนออกมา มีหรือที่หญิงสาวจะไม่รู้
ตัวของนางค่อยๆขยับตัวเข้าไปใกล้ ร่างกายแนบชิด กลิ่นกายหอมอ่อนๆของนางลอยมาแตะปลายจมูกของเขา
พร้อมกับที่ริมฝีปากสีแดงสด เปล่งคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ถ้าเจ้าต้องการแบบนั้นละก็..”
แววตาของนางฉายแววเร่าร้อน
รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าช่างเย้ายวน เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งสตรีเพศที่รู้จักใช้ร่างกายของตนเองให้เป็นประโยชน์
แต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังเล่นเกมจ้องตากันอยู่นั้น
“ศิษย์พี่!”
เสียงกระแอมดังขึ้น ขัดจังหวะบรรยากาศทั้งหมดในพริบตา
โอวหยางชิงที่ยืนอยู่ด้านข้างส่งเสียงเรียกออกมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนได้ไหมขอรับ”
“ตอนนี้พวกเราควรจะวางแผนการกันก่อน”
“เพื่อที่จะพิชิตชัยชนะในการประลองครั้งนี้!”
คำพูดของโอวหยางชิง ทำให้หย่าเฟยถอนตัวกลับมาอย่างเสียดาย
ขณะที่หลี่เทียเพียงแค่หัวเราะในลำคอ นั่งเอนตัวลงบนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
จากนั้นก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ท่าทางผ่อนคลายราวกับไม่เห็นการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่เลยแม้แต่น้อย
“แผนการอะไรกันศิษย์น้อง?”
เขาเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโอหัง
“คนอย่างข้าไม่จำเป็นต้องใช้แผนการอะไรทั้งสิ้น!”
เขาวางถ้วยชาในมือลง ก่อนจะมองไปยังทุกคนในห้องโถง ดวงตาสีแดงฉานของเขาฉายแววเย้ยหยัน
“คอยดูเถอะ วันพรุ่งนี้ ข้าจะบดขยี้ตัวแทนของตระกูลตงให้กลายเป็นเศษซาก!”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ปราศจากความลังเลแม้แต่น้อย
“กล้าดียังไงกัน? ตระกูลตงถึงกล้าตอบรับคำท้าประลอง?”
“พวกมันคิดว่าตนเองมีโอกาสชนะงั้นหรือ?”
“ทั้งรากฐาน ทั้งทรัพยากร ทั้งวิชาต่างๆ... พวกมันไม่มีทางเทียบกับพวกเราได้เลย!”
น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าว เต็มไปด้วยอำนาจของศิษย์จากขุมพลังอำนาจใหญ่อย่างนิกายวายุโลหิต
เขาแสยะยิ้มมุมปาก แววตาฉายประกายแห่งความโหดเหี้ยม
“สุดท้ายแล้ว พวกตระกูลตงก็แค่เศษสวะที่คิดฝันสูงเกินตัวเท่านั้นเอง!”