บทที่8
คำขอบคุณ
ซูเหลียงย่างแกะอยู่หลังบ้านโดยมีฉันหนิงหลง กับถิงถิงคอยยืนดูและช่วยเล็กๆ น้อยๆ
“เป็แกะที่ไหนรึ? ของแบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ”
“คนขายว่าเป็สายพันธุ์จากทางเหนือขอรับแต่เลี้ยงทางตอนเหนือของเทียนเฉวียน เขาจูงมาฆ่าในตลาดเห็นว่าทางเทียนเฉวียนไม่นิยมทานเลยตระเวนหาที่ขายจนมาถึงนี่”
“แกะโตช้า เนื้อรสดี แต่เทียนเฉวียนไม่นิยมทานถ้าเป็เทียนเซวียนอาจจะมีสิทธิ์... เพียงแต่ไกลเกินไป”
“น่าเสียดายขอรับ แกะพันธุ์นี้แทบไม่มีกลิ่นสาบเลยเป็ของดีของทุ่งหญ้าทางเหนือ แต่คนส่วนมากพอได้ยินคำว่าเนื้อแกะก็ขอผ่านแล้ว”
หนิงหลงกับซูเหลียงยืนคุยกันไปเรื่อย
“จะทำแบบเต้าฉีเหอไหม?”ชายหนุ่มถามต่อ
“ี้เีขอรับถ้าฤดูหนาวอาจจะมีอารมณ์ทำ ข้าน้อยไม่ได้ซื้อกระเพาะแกะมาด้วย”
แปลกใจจริงๆที่ซูเหลียงกล้าพูดคำว่าี้เีต่อหน้าคนที่เขาเรียกว่านายท่าน
“เต้าฉีเหอ...?”ถิงถิงไม่เคยได้ยินคำนี้เหมือนฉัน
“เป็การนำเนื้อแกะไปตุ๋นในกระเพาะแกะขอรับ”ซูเหลียงพูดแล้วปาดเหงื่อ เขาหยุดพูดไปเพราะต้องใช้สมาธิ หนิงหลงจึงอธิบายแทน
“กระเพาะแกะจะถูกใช้ต่างหม้อเราเอาเนื้อแกะและมันแกะปรุงรสด้วยเกลือใส่ลงไปในกระเพาะแกะที่ล้างแล้วจากนั้นหินที่ถูกเผาจนร้อนจะถูกหย่อนตามลงไปมัดปิดกระเพาะไว้ให้เนื้อแกะสุกอยู่ด้านใน ส่วนที่ัักับหินจะรสเหมือนถูกย่างส่วนที่เหลือจะถูกตุ๋นด้วยน้ำและไขมันที่ออกมาจากเนื้อ”
เหมือนการตุ๋นในหม้อความดันสินะ
ซูเหลียงยกจานแกะเสียบไม้ให้เราไปกินกันก่อนเนื้อแกะยังมีน้ำมันปุดๆ เด็กหนุ่มดับไฟและเข้าครัวเขาเปิดหม้อที่มีอาหารหน้าตาเหมือนไส้กรอกอยู่ด้านใน เพียงแต่แทนที่ผิวจะใสจนเห็นไส้มันเป็สีขาวลายหินอ่อน
ซูเหลียงคีบไส้กรอกพวกนั้นขึ้นมาหันเป็แว่นและนำไปทอดต่อระหว่างรอให้สุก เขาเอากลีบไป่เหอที่เราเด็ดไว้ก่อนหน้านี้ไปผัดกับผักชนิดอื่น
เบ็ดเสร็จแล้วเราได้อาหารมาสามจานคือเนื้อแกะเสียบไม้ย่าง ไส้กรอก และผัดผักใส่กลีบไป่เหอ
ฉันเข้าไปช่วยซูเหลียงตักข้าวอีกครั้งในขณะที่หนิงหลงยุ่งกับการพยายามให้ถิงถิงล้างมือให้สะอาดหลังเธอไปขุดไส้เดือนระหว่างรอกินข้าว
เนื้อแกะเสียบไม้ย่างร้อนๆมีรสชาติของเครื่องเทศเด่นชัด ไม่มีกลิ่นสาบเลย เนื้อนุ่มหนึบเคี้ยวเพลินกว่าที่คิดกลิ่นมันแกะหอมจนกินได้เรื่อยๆ
ฉันคีบไส้กรอกมากินชิ้นหนึ่งและต้องบอกเลยว่า แม้ตอนโดนทอดมันจะกลิ่นหอมขนาดไหนแต่รสชาติของมันเรียกได้ว่ารุนแรงมาก... ขนาดโรยพริกไปยังกลบไม่หมด
“ที่ต้องรีบทำเพราะเ้านี่ใช่ไหม?”หนิงหลงพูดถึงไส้กรอก
“ขอรับ” ซูเหลียงพยักหน้า “ขอให้ทางร้านย่างมาให้ก่อนจะได้ไม่เสียนี่เป็ตับแกะสับพันด้วยเยื่อลูกไม้ซึ่งเป็เนื้อเยื่อไขมันรอบกระเพาะแกะเห็นว่าเป็ของดีของทางเหนือ ข้าน้อยทานแล้วนึกถึงตอนนั้นจริงๆ”
“ตอนที่เราเจอกันสินะ”
สองหนุ่มนั่งรำลึกความหลังผ่านรสชาติของอาหารฉันอยากรู้ว่าทั้งคู่ไปเจอกันที่ไหนแต่ถามไม่ออก ถิงถิงมัวแต่กินแกะเสียบไม้จนไม่ได้ฟังไม่อย่างนั้นเธอคงถามแทนฉันไปแล้ว
อา... ตับแกะนี่รสชาติรุนแรงจริงๆ ถึงใส่พริกแล้วยังรู้สึกถึงกลิ่นรุนแรงเฉพาะตัวฉันต้องขอผ่าน ปล่อยสองหนุ่มกินกันไป
กลีบไป่เหอรสชาติเหมือนเห็ดมันถูกนำไปสะดุ้งน้ำร้อนก่อนนำไปผัดและถือว่าเป็อาหารหน้าร้อนอย่างหนึ่งของที่นี่ รสชาติไม่ได้ขม ให้บรรยากาศเหมือนเวลาคนบ้านเรากินดอกแคกับน้ำพริกหรือกินไข่เจียวดอกโสน
หลังจบมื้อเย็นฉันทบทวนบทเรียนของวันนี้ก่อนจะเข้านอน ฉันไม่รู้สึกคิดถึงบ้านเลยสักนิดแม้จะไม่ได้มายังโลกนี้โดยความสมัครใจฉันแค่รู้สึกเพลียเพราะวันนี้ทำอะไรไปหลายอย่างเหลือเกิน
บทเรียนของวันนี้เป็การประกอบคำฉันได้เรียนวิธีเขียนชื่อที่เขาตั้งให้ นั่นคือ ‘เหมยฟาง’ ไม่มีใครเรียกฉันด้วยชื่อนั้นจึงรู้สึกเหมือนเป็ชื่อคนอื่น แต่ฉันชอบคิดว่าเป็ชื่อที่เพราะดี
จะว่าไป ทำไมตอนแรกที่เขาเจอฉันเขาพูดคำว่า รั่วหลาน ขึ้นมา? ฉันไปหน้าเหมือนคนที่ป่วยตายไปอย่างนั้นเหรอ?
เมื่อเขียนคำเป็ ฉันเริ่มเรียนการเขียนประโยคสิ่งแรกที่เขาสอนคือประโยคแนะนำตัวเองและในที่สุดฉันสามารถบอกเขาได้สักทีว่าฉันชื่อเมย์
“เ้าชื่อเมย์...”
ฉันพยักหน้าเมื่อเขาอ่านชื่อฉันได้ใกล้เคียงแต่ฉันจิ้มไปที่ชื่อ ‘เหมยฟาง’ ชี้ไปที่หน้าตัวและชูนิ้วโป้งขึ้น
“บอกว่า เรียกชื่อเหมยฟางก็ได้อย่างนั้นรึ?”
ฉันพยักหน้ารัวแต่ความเศร้าลึกล้ำกลับหลั่งไหลเข้ามาในร่าง
หนิงหลง...กำลังเศร้าอยู่ เพราะอะไร?ฉันทำอะไรผิด?
แต่หนิงหลงเอานิ้วจี้ไปที่อกตัวเองและความรู้สึกทั้งหมดที่ฉันรับรู้ได้พลันหายไป
“ไม่มีอะไรข้าแค่คิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา ขอโทษด้วย... ขอโทษสำหรับทุกอย่างเ้าพูดไม่ได้คงลำบากมาก”
ฉันส่ายหน้า เขาไม่ได้ทำอะไรผิดที่เสียงฉันหายไม่ใช่สิ่งที่เขาจำเป็จะต้องมารู้สึกแย่ด้วย
“วันนี้พอเท่านี้ก่อนข้าอยากให้เ้าทบทวนการเขียนอักษรให้คล่อง”
ฉันพยักหน้าก้มหัวขอบคุณอาจารย์และออกจากห้อง
อาจจะมีหลายเื่ที่ฉันยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับเขาทั้งเื่ที่เขาทำงานราชการแต่หมกตัวอยู่ในบ้านบนเขาหรือเื่ที่เขาไม่ยอมให้ฉันออกไปนอกบ้านหรือเื่ที่เขารู้สึกเศร้ากับอะไรบางอย่าง แต่อย่างน้อยตอนนี้ฉันมั่นใจว่าเขาเป็คนดีและเป็คุณครูที่ตั้งใจสอนมากๆ
สักวันหนึ่ง ฉันจะสามารถอ่านหนังสือที่อยู่ในห้องทำงานของเขาได้และเรียนรู้เื่ภายนอกโลกนี้ได้โดยที่ไม่ต้องออกไปที่ไหนไกล
แต่...เดี๋ยวก่อนนะ...
ถ้าระบบการเขียนของที่นี่เป็ระบบเขียนตามเสียงอ่าน...แสดงว่าฉันสามารถอ่านหนังสือได้แล้วไม่ใช่เหรอ? จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็อีกเื่แต่ในเมื่อฉันรู้ตัวอักษรแล้ว ฉันควรอ่านได้แล้วสิ
วันต่อมาเป็วันที่สี่ของฉันที่นี่ เพราะ่บ่ายเมื่อวานฉันตั้งใจท่องวิธีเขียนตัวหนังสือให้ได้ฉันจึงสามารถเขียนประโยคง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง พอได้โอกาส ฉันไปขอหนังสือเด็กจากหนิงหลง
“...ข้าไม่มีหนังสือเด็กแต่ข้าจะพยายามหาอะไรที่อ่านง่ายให้” เขาลุกไปที่ชั้นหนังสือ“เ้าทำให้ข้าแปลกใจ... เขียนประโยคได้แล้วรึ เช่นนี้นับว่าเ้าสามารถสื่อสารกับข้าได้แล้ว?”
ฉันเขียนคำว่า “ใช่” บนกระดาษใกล้มือ
หนิงหลงคลี่ยิ้มบางเป็รอยยิ้มนุ่มนวลอ่อนโยนและเปี่ยมล้นด้วยความเอ็นดู ความอบอุ่นหลั่งไหลเข้ามาในใจของฉัน
“เก่งมาก”
คำชมเพียงสองพยางค์ทำฉันตัวลอยหัวใจเต้นตึกๆ ด้วยความดีใจ
ฉันยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงสามารถเขียนภาษาของที่นี่ได้ราวกับเคยเรียนมาก่อนแล้วแต่ฉันดีใจเพราะมันทำให้ชีวิตง่ายขึ้น และทำให้ฉันได้รับคำชมจากชายหนุ่มที่จริงจังจนบางทีฉันเกรงใจเพราะความหัวช้าของตัวเอง
และในเมื่อฉันสามารถเขียนเพื่อสื่อสารได้แล้วฉันสามารถบอกสิ่งที่ฉันอยากบอกมาตลอดเวลาที่อยู่ในบ้านหลังนี้ได้
“ขอบคุณมากค่ะ”
ฉันหันกระดาษไปทางเขา และหวังว่าลายมือจะพออ่านออก
สีหน้าของหนิงหลงซับซ้อนมีอารมณ์หลากหลายปนกันอยู่ ทั้งที่ปกติใบหน้าของเขาจะนิ่งสนิทเหมือนรูปปั้น
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก...ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษที่เ้าต้องมาลำบาก”
“ไม่ลำบาก” ฉันรีบเขียนคำนั้นบนกระดาษใกล้มือและชูมันขึ้นจากนั้นจึงยื่นกระดาษที่เขียนว่า “ขอบคุณมากค่ะ” ขึ้นอีกครั้ง
“...” หนิงหลงพูดไม่ออกไปครู่ใหญ่ เขาถอนหายใจเฮือกก่อนจะพูดว่า“ไม่ต้องหรอก ที่นี่เป็บ้านของเ้าแล้วเช่นกัน”
ฉันพยักหน้าและยื่นกระดาษขอบคุณออกไปสุดแขนท่าทางของฉันคงดูตลกสำหรับเขา ชายหนุ่มจึงหลุดหัวเราะ
“ขอโทษที...ขอโทษ”เขาขอโทษแบบไม่มีเหตุผลอีกครั้ง “เอาล่ะ แสดงว่าเ้าจะ้ากระดาษ... ไม่สิเอาเป็แบบนี้แล้วกัน ตามข้ามา”
หนิงหลงลุกขึ้นและพาฉันไปยังห้องเก็บของหยิบกระดานไม้น้ำหนักเบาและ...ชอล์ก?
“เป็ของที่ข้าได้รับมาจากทางใต้เ้าลองเอาไปใช้ดู” เขายื่นกระดานไม้แผ่นนั้นให้ และเมื่อฉันได้จับมันก็พบว่า...
นี่มัน...กระดานชนวนชัดๆเลยไม่ใช่เหรอ? ของที่ได้รับมาจากทางใต้? เขาได้รับกระดานชนวนมา?!
แต่ในโลกนี้มันอาจจะไม่ได้ถูกเรียกว่ากระดานชนวน...อาจเป็ของที่พบได้ทั่วไป ไม่ใช่ว่าจะมีแค่ทางใต้อย่างเดียว
ฉันหยิบแท่งชอล์กขึ้นและขีดเขียนบนนั้นจากนั้นลบตัวอักษรออกด้วยมือ แบบนี้สะดวกอยู่เหมือนกันตอนแรกฉันคิดจะเขียนคำพูดที่ใช้ประจำใส่กระดาษไว้และหยิบมาแสดงตอนที่อยากจะพูดแต่แบบนั้นคงต้องยุ่งยากกับการถือกองกระดาษไปมาแถมต้องพลิกหาแผ่นที่้าใช้อะไรที่เขียนแล้วลบได้แบบนี้สะดวกกว่าเยอะ แม้จะมีปัญหาเื่ผงที่ติดมือก็ตาม
“...แล้วยังมีนี่” เขาชูสมุดเล่มหนึ่งขึ้นเป็สมุดร้อยสันด้วยเชือก “เ้าสามารถนำไปใช้บันทึกอะไรก็ได้ ข้ามีหลายเล่ม”
เขาเอาสมุดใส่มือฉันห้าเล่ม ฉันไม่รู้จะเอาไปจดอะไรนอกจากเนื้อหาหนังสือเรียนแต่แล้วฉันก็คิดขึ้นมาได้...
บางทีถ้าฉันอยู่ที่นี่นานไปฉันจะลืมภาษาไทยรึเปล่าเกิดวันใดวันหนึ่งฉันโดนดึงเข้าไปในแสงแบบนั้นอีกและถูกกระชากกลับไปยังโลกเดิมฉันจะต้องใช้ภาษาไทยอีกไหม?
เขียนไดอารี่เป็ภาษาไทยไว้สักหน่อยน่าจะดีฉันจะได้บันทึกเื่ต่างๆ ที่ฉันยังสงสัยเกี่ยวกับคนในบ้านนี้ด้วยคิดได้อย่างนั้นฉันก็รับสมุดมา