ตอนที่ 10
“นี่พวกเ้า เป็ใครกันแน่...” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
สองเด็กหนุ่ม หัวเราะเบา ๆ กอดคอกันพลางประสานเสียง...
“พวกเราก็เป็เพียงเด็กหนุ่มสองคน ในชนบทรกร้างแห่งนี้อย่างไร?”
หญิงสาวใบหน้าบิดงอเล็กน้อย นางพอจะทราบดีว่ายังไม่หาคำตอบอันเป็สาระใดๆ จากทั้งสองคนได้ แต่ลึก ๆ ในใจก็รู้สึกติดค้างสองเด็กหนุ่ม ที่ทำให้นางรอดพ้นจากอันตรายในครั้งนี้...
ใน่จังหวะที่ทั้งสามคนกำลังโล่งใจหลังชัยชนะอยู่นั้นเอง จู่ ๆอสรพิษเนตรมรกตที่จวนจะตายอยู่รอมร่อ ไม่อาจที่จะขยับร่างกายได้ด้วยซ้ำ แต่มันก็รีดเค้นลมหายใจเฮือกสุดท้ายอ้าปากพ่นของเหลงสีดำออกมา จากทิศทางและระยะได้พุ่งตรงเข้าหา หญิงสาวถือพัดเหล็กที่หันหลังอยู่!!
เนื่องด้วยนี่เป็การเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรครั้งแรกของเหล่าผู้เยาว์ทำให้ทุกคนประเมินพลังชีวิตของสัตว์อสูรต่ำเกินไป... ซุน เบิกตากว้างขึ้นทันที เป็เพียงคนเดียวที่รู้ตัวก่อนผู้ใด...
“ระวัง!!”
เด็กหนุ่มพุ่งเข้ากระโจนใส่ร่างของหญิงสาว...ของเหลวสีดำเฉียดแผ่นหลังของชายหนุ่มไปเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งสองจะนอนล้มทับกันบนหาดทราย...เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็ว จนไม่มีใครทันได้เตรียมการ ทำให้ผ้าที่ปิดหน้าของหญิงสาวหลุดออกมาในจังหวะชุลมุนกว่าจะรู้อีกครั้งริมฝีปากของชายหนุ่ม ก็กดทับลงบนริมฝีปากของนางเข้าเสียแล้ว...
กังเฉิง หมุนควงทวนยาว ก่อนจะฟาดลงที่ศีรษะของอสรพิษตนนั้นอีกครั้งปลิดชีพลมหายใจสุดท้ายของมันอย่างสมบูรณ์... ก่อนที่ กังเฉิง จะหันมองมายังทั้งสองคนภาพที่เห็นทำให้ กังเฉิง ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ไม่อาจเอ่ยทักกับความบังเอิญครั้งนี้...
ดวงตาของทั้งสอง เบิกโพลงทันที...
ก่อนที่หญิงสาวจะผลักร่างของ ซุน ออกสุดแรง!!
ด้วยความแข็งแกร่งจากลมปราณที่เกื้อหนุน แน่นอนว่า ซุน เกลือกกลิ้งไม่เป็ท่าออกไปไกลหลายสิบก้าวบนหาดทรายนางลุกขึ้นพร้อมใบหน้าที่แดงระเรื่อ พยายามใช้มือของนางปาดเช็ดไปบนริมฝีปาก ใจนึกอยากดุด่าสารพัดแต่ไหนเลยที่นางจะไม่ทราบว่า ซุน คือผู้ที่ได้ช่วยนางไว้อีกครั้ง...
ซุน แข็งค้างไปชั่วครู่เช่นกัน แม้จะรู้สึกเจ็บจากแรงผลักแต่ก็ไม่ได้าเ็อะไรมากนัก... ก่นด่าตนเองขึ้นในใจอย่างช่วยไม่ได้...
‘บัดซบ!! นี่มันฉากในละครชัด ๆไม่คิดว่าจะบังเอิญเกิดกับข้าเข้าจริง ๆ’
นางกัดขบฟันแแ่ อยู่ชั่วครู่หนึ่ง...
“ถึงเ้าจะช่วยข้าไว้ แต่ข้าไม่คิดจะขอบคุณเ้าหรอกนะ!!”
เด็กหนุ่ม ลุกขึ้นปัดเศษทรายบนร่างของตน พยายามทำให้ใบหน้าเรียบเฉยที่สุดสะกดข่มความตื่นเต้น...
“ไม่เป็ไร... ถึงข้าจะช่วยเ้าไว้ แต่ก็ทำเื่เสียหายกับเ้าข้าขอเป็ฝ่ายขออภัยก็แล้วกัน...”
เวลานี้ใบหน้าของนาง ไร้ซึ่งสิ่งใดปกปิด... ประจวบเหมาะกับที่เปลวเพลิงบนร่างของอสรพิษกำลังลุกโชนหาดทรายนี้จึงเต็มไปด้วยแสงสว่าง ทำให้ทั้ง ซุน และ กังเฉิงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงกับความงามของหญิงสาวกระทั่งแสงสลัวยามราตรียังมิอาจบดบังความเจิดจรัส...
นางนับเป็หญิงงามล่มเมืองผู้หนึ่ง!!
แม้บุคลิกของนางจะน่ากลัวก็ตามที...
“ศิษย์พี่ฉี ปลอดภัยดีหรือไม่?!” เสียงของ เหม่ยลี่ดังขึ้น กลุ่มหญิงสาวทั้ง 5 ที่หลบหนีไปก่อนหน้านี้มองเห็นแสงไฟจากเปลวเพลิงที่ชายหาดพวกนางก็ตัดสินใจกลับมา...
“ข้าปลอดภัยดี...” นางกล่าวสั้น ๆ ก่อนจะดึงผ้าชิ้นใหม่ ขึ้นมาปกปิดใบหน้าส่วนหนึ่งอีกครั้ง
ซากร่างของสองอสรพิษค่อย ๆ มอดไหม้อย่างช้า ๆคงใช้เวลาอีกมากกว่าจะสูญสลาย ซึ่งหากเป็เช่นนั้นก็นับว่าน่าเสียดายยิ่ง เพราะอวัยวะเกือบจะทุกส่วนของสัตว์อสูรล้วนมีราคาหากถูกสกัดอย่างถูกต้อง จะกลายเป็วัตถุดิบที่มีคุณสมบัติทางตัวยาสูงมาก...
“ศิษย์พี่ฉี... พวกเราจะเอายังไงต่อไปดี?!” เหม่ยลี่ เอ่ยถามขึ้นแ่เบา
หญิงสาวแซ่ฉี ทอดถอนหายใจหนักหน่วง...
“ผู้ที่จัดการอสรพิษทั้งสองตน คือเด็กหนุ่มสองคนนี้ ดังนั้นพวกเราจึงไม่มีสิทธิ์ในซากร่างของอสรพิษแม้แต่น้อยกระทั่งอาจารย์เจวียนยังถูกสังหาร ภารกิจในครั้งนี้ถือว่าเป็ความล้มเหลวที่ไม่น่าให้อภัยและข้าจะขอเป็ผู้รับผิดชอบต่อท่านเ้าสำนักเอง...”
หญิงสาวทั้ง 5 คน สีหน้าสลดลงในทันทีแต่พวกนางก็ไม่อาจเอ่ยวาจาทัดทาน... หญิงสาวที่ปกปิดใบหน้าสืบเท้ามายัง ซุน และกังเฉิง...
“ข้าขอรับศพของอาจารย์กลับไป ได้หรือไม่…”
ทั้งคู่หันมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ...
ทุกคนช่วยกันดับเปลวเพลิงที่ลุกโชน ก่อนจะทำการผ่าร่างของ อสรพิษเนตรมรกตดึงเอาร่างของอาจารย์หญิงออกมา... แน่นอนว่านางได้สิ้นลมไปแล้ว กระดูกทั่วร่างแหลกละเอียดจากมวลกล้ามเนื้อของอสรพิษที่บดขยี้ทั้งยังถูกพิษร้ายแทรกซึมจนซากศพเปลี่ยนเป็สีม่วงในบางส่วน เป็ภาพที่น่าเวทนา จนเหล่าหญิงสาวต้องหลั่งน้ำตา...
หญิงสาวแซ่ฉี ดึงชายแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นถึงผิวที่ขาวเนียนผุดผ่องแต่สิ่งที่สะดุดตายิ่งกว่าคือแหวนวงหนึ่งที่นางสวมใส่ นางยื่นมือไปใกล้ ๆศพของอาจารย์หญิง ก่อนที่จะดูดเอาร่างนั้นให้หายเข้าไปในมิติพิเศษภายในแหวน...
“แหวนมิติเก็บของ...” ซุนหลุดปากออกมาทันทีด้วยความใ แหวนนี้นับเป็หนึ่งในอาวุธอักขระั้แ่โบราณจัดเป็ของมีค่ามหาศาล เขตชุมชนรกร้างแห่งนี้ไม่อาจพบเห็นได้โดยง่าย... ซุน เคยอ่านเจอแต่ในตำราก็ไม่เคยพบเห็น แหวนมิติ ของจริงมาก่อน
หญิงสาวแซ่ฉี ตวัดสายตามองมายังสองชายหนุ่ม...
“พวกเ้าชื่ออะไร?!”
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อนางเอ่ยถาม...
“หากพวกข้าบอกเ้าไป... มิใช่ว่าเ้าจะส่งคนมาเล่นงานหรือ่ชิงลูกแก้วดวงจิต จากพวกข้าในภายหลังงั้นหรือ?!”
“ข้าถามเพราะรู้สึกติดค้างพวกเ้า... แต่หากไม่อยากบอกกล่าว ข้าจะจดจำว่าสุนัข และ สุกร ช่วยเหลือข้าไว้...” นางเค้นเสียงไม่สบอารมณ์ เมื่อถูก ซุน สบประมาทมองนางในแง่ร้าย
กังเฉิง ต้องรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย...
“ข้ามีนามว่า กังเฉิง... ส่วนสหายข้าผู้นี้ ออกจะแปลกคนไปเสียบ้าง แต่ก็นับเป็คนดีมีนามว่า ซุน...”
หญิงสาว กดหัวคิ้วต่ำลง...
“ซุน ?! ไม่มีแซ่?!”
“ไม่มี... ข้าเป็คนเถื่อน พอใจเ้าหรือยัง?!” ซุน กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถึงแม้ชายหนุ่มจะใกับความงามของนางอยู่บ้างแต่ ซุน ฝึกการควบคุมสติและสมาธิมาั้แ่ยังเล็ก ความงามของหญิงสาวจึงไม่อาจเป็ผลต่อจิตใจเท่าใดนัก...
หญิงสาวอึ้งไปเล็กน้อย ในสายตาของนาง ซุนนับว่าเป็คนที่ประหลาดผู้หนึ่ง...
“ข้าจะจดจำนามพวกเ้าไว้... ตัวข้านามว่า ฉีลู่ชิง ศิษย์หลักแห่งสำนักหงส์สราญ...”
“ฉีลู่ชิง...” ซุน เอ่ยทวน พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย...
เหม่ยลี่ เดินเข้ามาหา กังเฉิง ประสานมือย่อตัวลงอย่างสุภาพ...
“ตัวข้านามว่า เหม่ยลี่... ต้องขออภัยคุณชายกังในเื่เมื่อกลางวันที่ข้าเสียมารยาทต่อท่าน...”
กังเฉิง ตื่นเต้นเล็กน้อย แสดงท่าทีประหม่าชัดเจน...
“มะ...ไม่เป็ไร ข้าชินเสียแล้ว”
เหม่ยลี่ ยกชายเสื้อคลุมขึ้นปกปิดริมฝีปาก พลางหัวเราะเบา ๆ
ฉีลู่ชิง หันมองยังเหล่าศิษย์น้อง...
“พวกเรากลับ... ข้าจะรีบกลับไปรายงานเ้าสำนัก...”
เหล่าหญิงสาวแสดงความขอบคุณ ก่อนจะพากันเดินจากไป... สองชายหนุ่ม ค่อยๆ ทิ้งร่างนอนแผ่ลงบนหาดทราย เกิดเสียงถอนหายใจหนักหน่วงพร้อม ๆ กัน
“เฮ้อ... ช่างเป็ค่ำคืนที่เหน็ดเหนื่อยเสียจริง!!” กังเฉิง ร้องะโขึ้น
“เ้าเข้าใจผิดแล้วสหาย... ความเหน็ดเหนื่อยจริง ๆมันหลังจากนี้ต่างหาก!!” ซุน กล่าวพลางชี้ตรงไปยังซากร่างขนาดใหญ่ของสองอสรพิษ...
สุดท้ายทั้งสองก็จำต้องลุกขึ้นมาอีกครั้ง เก็บกวาดทุกสิ่งอย่างบนหาดทรายเพื่อลบร่องรอยการต่อสู้...มิเช่นนั้นจะทำให้ใน่เช้ามีผู้เข้ามาพบเห็น และทั้งสองจะถูก่ชิงซากร่างอสรพิษที่เปรียบดังขุมทรัพย์มีราคา
ทั้งสองทำการชำแหละซากศพอสรพิษตลอดทั้งคืน... ก่อนจะนำทุกสิ่งไปแอบซ่อนไว้ภายในอุโมงค์ถ้ำละแวกนั้นการจะนำทุกสิ่งไปขายในคราเดียวอาจทำให้ทั้งสองคนถูกสงสัย และจะกลายเป็ที่เพ่งเล็งจากกลุ่มมิจฉาชีพได้...ซุน จึงตัดสินใจที่จะทยอยนำมันไปขายทอดตลาด กระจัดกระจายตามหมู่บ้านทั้ง 7 แห่งเพื่อกลบเกลื่อนที่มา...
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ลูกแก้วดวงจิต ชั้นลมปราณสีเขียว และ ชั้นลมปราณสีน้ำเงิน...รวมไปถึงของวิเศษล้ำค่าอย่าง เนตรมรกต ที่ยังไม่แน่ชัดในที่มา ว่ามันไปอยู่กับอสรพิษตนนั้นได้อย่างไร...ซุน ได้ทดสอบการใช้งาน เพียงมองผ่าน เนตรมรกต ก็สามารถสะกดการเคลื่อนไหวของกังเฉิง ได้จริง ๆ นั่นย่อมแปลว่าผู้ไร้ลมปราณ ก็ยังสามารถใช้งานของวิเศษชิ้นนี้ได้...
สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งสองคน...
และไม่คิดที่จะขายของสำคัญทั้ง 3 สิ่งนี้ออกไป...
ใกล้รุ่งสาง ดวงตะวันเริ่มจะโผล่ขึ้นมา... สองชายหนุ่มเก็บกวาดชายหาดโดยใช้ทรายปกปิดร่องรอย ถึงจะทำออกมาได้ไม่ดีนักจากความเร่งร้อน แต่ร่องรอยการต่อสู้รวมถึงคราบโลหิตของอสรพิษก็ไม่สะดุดตาอีกต่อไปแล้ว...
ซุน เหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่ง เมื่อดวงตะวันเจิดจ้าขึ้น...
“นี่มัน?!”
มันคือ ป้ายทองแดง ที่สลักตราตระกูลฉี...แน่นอนว่ามันเป็ของใครอื่นไปไม่ได้ นอกเหนือจาก ฉีลู่ชิง หญิงงามที่ปกปิดใบหน้า ซึ่งคาดว่ามันคงจะบังเอิญตกหล่นระหว่างการต่อสู้...
ซุน ชั่งใจเล็กน้อยว่าจะนำไปส่งมอบให้กับทางการดีหรือไม่แต่หลังขบคิดวิเคราะห์แล้ว ซุน ที่เป็ คนเถื่อน อาจถูกกล่าวหาว่าเป็ผู้ขโมยป้ายนี้ก็เป็ได้คนของทางการมักตัดสินลงโทษ คนเถื่อน ก่อนที่จะสืบหาความจริงเสียอีก...จึงตัดสินใจเก็บมันไว้กับตัว เชื่อมั่นว่าหลังจากที่ ฉีลู่ชิง รู้ตัวว่าป้ายสำมะโนครัวของตนเองหายไปก็คงจะกลับมาที่นี่เอง ถึงเวลานั้น ซุน ค่อยส่งคืนป้ายทองแดงให้กับนาง...
ระหว่างนั้นจู่ ๆ ซุน ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรงในฉับพลัน จนเริ่มยืนโคลงเคลงโซซัดโซเซก่อนจะทรุดตัวนอนลงบนหาดทราย... ด้าน กังเฉิง ที่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะขบขัน...
“อะไรกัน... ออกแรงคืนเดียว ถึงกับย่ำแย่เชียวหรือ?!บอกแล้วว่าให้ข้าช่วยเ้าฝึกลมปราณ...”
ไม่มีเสียงตอบรับ หรือปฏิกิริยาใดเกิดขึ้น...
กังเฉิง เริ่มเห็นท่าไม่ดี จึงรีบตรงเข้ามา...
และก็ได้พบว่า ปลายนิ้วของ ซุน เริ่มที่จะเปลี่ยนเป็สีม่วง!! สภาพคล้ายกับศพของ อาจารย์หญิง เมื่อคืนที่ได้พบเห็น... ใบหน้าของกังเฉิง ซีดเผือดลงในบัดดล ก่อนจะหวนนึกถึงเื่เมื่อคืน ในตอนที่ ซุน ช่วยผลักหญิงสาวให้พ้นจากพิษ...
มีคราบสีดำบางส่วน แตะถูกด้านหลังเสื้อคลุมของ ซุน... กังเฉิงรีบเปิดเสื้อขึ้น และพบว่าด้านหลังของ ซุน มีรอยสีม่วงเกิดขึ้นจริง ๆแต่คงเพราะมันเป็รอยที่เล็กมาก ปริมาณพิษอันน้อยนิดจึงใช้เวลาตลอดทั้งคืน กว่าที่จะแสดงอาการออกมา...
“บ้าเอ้ย!!” กังเฉิงแผดเสียงขึ้น
ก่อนจะยกร่างที่หมดสติของ ซุน แบกขึ้นหลังทันที...
.........................................................