นิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว**

    Re-new ตอนที่ 101 ตระกูลโจว

    ตอนที่ 101 ตระกูลโจว

     

    หยูไห่กับนางหลิวต่างก็มองหน้ากันทั้งคู่ต่างก็เห็นสายตาอับจนหนทางจากอีกฝ่าย พวกเขาทั้งคู่เป็นรุ่นลูกจึงทำอะไรกับนางจางที่ชอบกดขี่และไม่มีความละอายใจได้ไม่มากถ้าพวกเขายืนหยัดตั้งมั่นจนเกินไปผู้หญิงสองคนตรงหน้าพวกเขาคงจะใส่ร้ายพวกเขาให้ชาวบ้านฟังว่าพวกเขาอกตัญญูในทางตรงกันข้าม ถ้าพวกเขายอมมากเกินไป ตั๊กแตนคู่นี้ก็จะจับพวกเขากินและจะกินทุกสิ่งและทุกอย่างที่พวกเขาจะเอื้อมมือคว้าเอาไว้ได้

     

    “สะใภ้หลี่ เหตุใดเจ้ายังมาก่อเรื่องที่นี่อีก? ” ขณะที่สองสามีภรรยากำลังพยายามหาทางแก้ปัญหาอยู่นั้น เสียงของเฒ่าหยูก็ดังขึ้นจึงทำให้พวกเขามีความหวังขึ้นมา

     

    นางหลี่จะขี้ขลาดเมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อสามีนางเสียงเอ่ยเบาว่า “ท่านพ่อ ข้าก็เพียงแค่มาเป็นเพื่อนท่านแม่...”

     

    นางจางเอ่ยขัดขึ้นมาทันที ใบหน้าของนางฉาบรอยยิ้มเอาไว้ขณะที่กล่าวกับเฒ่าหยู“ตาเฒ่า ลูกรองยังมีใจกตัญญูอยู่น่ะ ครอบครัวของพวกเขาคิดวิธีหาเงินแบบใหม่ได้พวกเขาก็เลยจะช่วยพวกเราด้วย ! ”

     

    เมื่อเฒ่าหยูได้ยินสิ่งที่นางเอ่ยเขาก็มองไปทางหยูไห่ด้วยสีหน้าสำนึกผิดและเจือไปด้วยความขอบคุณ ลูกชายของเขาคนนี้กตัญญูมาตั้งแต่เด็กๆ ต่อให้สัตว์ที่จับมาได้จะตัวเล็กตัวน้อยยังไง เขาก็จะเอากลับบ้านมาเพื่อให้ทุกคนได้กินอันที่จริงหลังจากเขาลงหลักปักฐานแต่งงาน เขาก็ยังเอาเงินที่หามาได้ให้กับกองกลางโดยไม่เก็บเอาไว้เองเลยสักอีแปะเดียว

     

    เมื่อคิดได้ดังนี้เขาไม่สมควรเป็นพ่อของลูกรองเลยเขาผลักลูกชายออกจากครอบครัวในช่วงที่ลูกลำบากมากที่สุด โชคดีที่ลูกชายของเขาสามารถรอดชีวิตมาได้และขาของเขาก็ไม่โดนตัดอีกด้วย...

     

    เฒ่าหยูเบนสายตามาที่นางจาง “ข้ารู้เรื่องวิธีหาเงินของพวกเขาแล้ว! พวกเขาก็แค่ขายของกินเล่นหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกวันมิใช่รึ ? หยุดโลภมากเสียทีครอบครัวของลูกรองอาศัยเงินเล็กน้อยพวกนี้เอาตัวรอดอยู่นะ ! ”

     

    “หมายความว่าเยี่ยงไร ? มันมิใช่เงินเล็กน้อยเลยนะพวกเขาได้เงินวันละ 20 - 30 อีแปะเชียว มากยิ่งกว่าที่เจ้ากับลูกใหญ่เอากลับบ้านทุกวันนี้เสียอีก! นี่เป็นความหวังดีของลูกรองเลยนี่ เขาจะช่วยให้พวกเรารวยกันทั้งตระกูล ตาเฒ่าลูกสามจะเข้าร่วมการสอบเข้าโรงเรียนหรงซวนเร็วๆ นี้ ถ้าเขาสอบผ่านและได้เป็นบัณฑิตที่ผ่านการสอบระดับเขต  เขาก็จะได้รับผลประโยชน์มากมายเลยมิใช่รึ...ตอนนี้ครอบครัวของเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ในเมืองเขาต้องการเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ! ” นางจางเอาเรื่องของลูกชายคนเล็กขึ้นมาเอ่ยอีกครา

     

    ขณะที่นางจางชักแม่น้ำทั้ง 5 ไปเรื่อย ๆเสี่ยวเฉากับครอบครัวของนางต่างก็พากันนิ่งเงียบ เห็นได้ชัดว่านางกำลังบังคับให้พวกเขาสอนวิธีทำอาหารตุ๋นให้แล้วนางจะบิดเรื่องให้กลายเป็นว่าพวกเขาคือฝ่ายที่อาสาจะสอนได้เยี่ยงไร ?

     

    แม้ว่าเสี่ยวเฉาจะไม่รู้สึกหวาดหวั่นอะไรแต่พ่อของนางนั่นต่างออกไป เขาเป็นลูกกตัญญูและใจอ่อนมาตลอด เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อของเขาเช่นนี้หยูไห่ก็ไม่สามารถปฏิเสธคำขอใด ๆ ได้เลย สุดท้ายเสี่ยวเฉาก็ถูกบังคับให้แบ่งเครื่องเทศที่นางซื้อมาส่วนหนึ่งและให้สอนวิธีใช้พวกมันให้กับนางจางด้วยความโกรธนางจึงแกล้งทำเป็นลืมบอกรายละเอียดวิธีการเตรียมและทำความสะอาดหัวหมูและเครื่องในอย่างถูกต้องแก่ผู้หญิงทั้งสองคนนั้น

     

    นางได้จองหัวหมูกับเครื่องในหมูจากร้านของคนขายเนื้อหวังที่ตลาดท่าเรือเอาไว้แล้ว  นอกจากนี้คนขายเนื้อก็เป็นคนใจดีและซื่อสัตย์อีกด้วยสำหรับเขาไม่สำคัญว่าเขาจะได้เงินจากใครแต่สิ่งสำคัญกว่าก็คือการรักษาความสัมพันธ์เอาไว้และไม่ให้มีชื่อเสียงเรื่องที่ไม่ทำตามสัญญาดังนั้นวัตถุดิบของพวกเขาจะไม่มีปัญหาในอนาคต นางวางแผนจะทำการค้าตามปกติส่วนใครจะเป็นคนที่ทำเงินได้มากกว่านั้น...ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเอง !

     

    ในขณะเดียวกัน คุณชายสามโจวก็ตรงกลับบ้านไปหลังจากซื้อผักดองจากตลาดและสามารถเอาขึ้นโต๊ะได้ทันเวลาอาหารอย่างพอดิบพอดี

     

    ทั้งสามครอบครัวของตระกูลโจวไม่ได้แยกบ้านกันดังนั้นทุกคนจึงร่วมรับประทานอาหารด้วยกันในห้องโถงใหญ่นั้น พื้นปูด้วยกระเบื้องหินอ่อนเงางามที่ถูกขัดให้ใสราวกับกระจก  คานของหลังคาก็ทาสีด้วยสีสันสดใสและโคมไฟแก้วอันงดงามก็ถูกห้อยลงมาจากเพดาน

     

    ที่ด้านขวาของห้องโถงใหญ่มีตู้โชว์ทำจากไม้มะฮอกกานีสีแดงบนตู้มีสิ่งของล้ำค่าจัดวางเอาไว้อย่างดี แจกันลายครามสีน้ำเงินและขาวที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ก่อนตกแต่งด้วยภาพวาด‘กุ้ยกู้จื่อลงจากภูเขา’ แจกันลงยาลายดอกบ๊วย แจกันคอยาวที่ทำจากหยกสีขาวล้วนพร้อมหูจับสองอันและของโบราณอื่น ๆ ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี

     

    ฉากกั้นตกแต่งที่ทำจากไม้จันทน์แดงอยู่ทางด้านซ้ายมันถูกฝังด้วยหยกขาวที่สลักเป็นภาพวาดอรหันต์ 500 รูปมันสวยงามหรูหราจนยากที่จะละสายตาได้

     

    ประมุขของตระกูลโจวนั่งอยู่ตรงกลางและที่นั่งอยู่ด้านขวาของพวกเขาคือลูกชายคนโตของตระกูลโจวหัวหน้าตระกูลโจวมีลูกชาย 3 คน ลูกสาว 2 คนลูกชายคนโตกับลูกชายคนที่สองเกิดจากภรรยาของเขาลูกชายคนโตเป็นคนหัวโบราณในการทำธุรกิจและทำได้แค่รักษาความมั่งคั่งในปัจจุบันของครอบครัวเอาไว้เขาเป็นผู้ดูแลธุรกิจส่วนหนึ่งของครอบครัว ถึงเขาจะไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรใหญ่โตแต่เขาก็ไม่ได้ทำความผิดพลาดใหญ่ ๆ เช่นกัน

     

    ลูกชายคนเล็กของตระกูลโจวมีลูกชาย 2คนและลูกสาว 1 คน ลูกชายคนเล็กเกิดจากอนุ แม้ว่าลูกชายคนเล็กจะเกิดจากอนุแต่เขาก็สนใจในเรื่องทำธุรกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและมุ่งมั่นอยู่กับการเรียนหนังสือเขาเป็นหนอนหนังสือและพวกอวดรู้อย่างแท้จริง ตรงกันข้ามกับลูกชายคนโตของเขาที่มีความทะเยอทะยานและคว้าทุกโอกาสที่เข้ามาเพื่อแสดงความสามารถของเขาให้หัวหน้าตระกูลเห็นก่อนที่เขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ เขาได้ช่วยหัวหน้าตระกูลดูแลร้านและทำให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะชัดเจนและเป็นระเบียบเรียบร้อยเขาจัดการร้านทั้งสองอย่างรอบคอบระมัดระวังและทำให้รายได้เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งในสาม

     

    นอกจากนี้เขายังทำภารกิจสองสามอย่างที่หัวหน้าตระกูลมอบให้เขาได้อย่างสมบูรณ์แบบดังนั้นชายชราจึงพอใจกับหลานชายคนนี้มาก

     

    ลูกชายคนที่สองของหัวหน้าตระกูลเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยดังนั้นผู้เฒ่าจึงให้ลูกชายคนโตที่แต่งงานแล้วรับหญิงสาวจากครอบครัวที่ฐานะตกต่ำลงมาเป็นอนุเพื่อรักษาเชื้อสายของลูกชายคนที่สองให้ยังอยู่ดังนั้นคุณชายสามโจวจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของบ้านสองของตระกูลแม่ของคุณชายสามโจวเป็นคนเข้มแข็ง ดังนั้นหลังจากให้กำเนิดเขา นางก็ตั้งตัวเป็นแม่ม่ายของบ้านสองและตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับลูกชายคนโตตั้งแต่นั้นมานางก็อาศัยอยู่คนเดียวในบ้านหลังเล็ก ๆ ทางด้านตะวันตกของเขตที่พัก 

     

    นอกจากการก้าวออกจากบ้านในวันที่ 1 และ15 ของแต่ละเดือนเพื่อจุดธูปไหว้ลูกชายคนที่สองของตระกูลโจวแล้ว นางใช้เวลาที่เหลืออยู่แต่ในบ้านนี่คือเหตุผลที่หัวหน้าตระกูลโจวมองว่าสองแม่ลูกมีความสำคัญแม้ว่าพวกเขาจะมีสถานะที่น่าอึดอัดใจในครอบครัวก็ตาม

     

    ลูกชายคนที่สามของตระกูลโจวเป็นคนที่รู้จักแต่จะสนุกกับชีวิตอย่างเดียวไม่สามารถทนความลำบากใด ๆ ได้เลย

     

    ดังนั้นผู้เฒ่าโจวจึงต้องดึงสายบังเหียนกลับไปอยู่ในมือเขาตอนที่เขาอายุมากแล้วและกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของตระกูลโจวอีกครั้งเขาไม่มีความหวังเหลือให้สำหรับลูกชายแล้วดังนั้นเขาจึงเฝ้าสังเกตหลานชายของเขาอย่างเงียบ ๆ ด้วยความหวังว่าจะสามารถเลือกผู้สืบทอดที่จะนำความรุ่งโรจน์และเกียรติยศมาสู่ตระกูลโจวให้มากขึ้นได้

     

    แม้ว่าโจวซือฟางที่เป็นลูกชายของลูกชายคนโตจะมีความสามารถแต่เขาก็เกิดจากลูกของอนุ ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้วเป็นที่รู้กันดีว่ามีความแตกต่างกันระหว่างเด็กที่เกิดจากภริยาเอกและเด็กที่เกิดจากอนุนอกจากนี้เขายังอารมณ์ร้อนโกรธง่าย การทำอะไรด้วยความรีบร้อนเนื่องจากความโลภอาจนำไปสู่ความพินาศของทั้งครอบครัวได้ดังนั้นในฐานะผู้นำตระกูลที่คอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ เขาจึงต้องหักคะแนนของโจวซือฟาง

     

    สำหรับโจวซือชู่ของบ้านสองนั้นเขาแสดงถึงพรสวรรค์ที่น่าตกตะลึงมาตั้งแต่เด็กแต่ถึงจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างสวยงาม แต่เขาก็ยังเด็กเกินไปสิ่งนี้ทำให้ผู้นำตระกูลกังวลอยู่ตลอดจนทำให้ผมของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวเร็วขึ้น...

     

    “ฮ่า ๆ !พอเป็นเรื่องอาหารข้านี่โชคดีจริง ๆ กลับบ้านมาทันเวลากินข้าวด้วย ! ” คุณชายสามโจวถือผักดอง 2 ไหเดินเข้ามา พอเขาเห็นทุกคนหันมาสนใจเขา เขาจึงยิ้มและทำความเคารพปู่กับย่า

     

    หัวหน้าตระกูลโจวส่งเสียง หึ ออกมาอย่างเย็นชาและเอ่ยว่า“ยังกลับบ้านเป็นอยู่รึ ! นอกจากร้านเจินซิวแล้วเจ้าก็มิเคยแตะธุรกิจอย่างอื่นของตระกูลเลยอ่าใช่...เจ้าเคยเอ่ยถึงเรื่องโรงงานเครื่องปรุงรสเมื่อตอนก่อนสิ้นปีนี่ไปถึงไหนแล้วล่ะ ? ตอนที่อายุเท่าเจ้า พ่อของเจ้าก็สามารถเครือข่ายในตลาดจังหวัดภาคใต้ได้แล้วนะ! ”

     

    เนื่องจากเขามีสถานะที่น่าอึดอัดในตระกูลย่าของโจวซือชู่จึงเลี้ยงเขาไว้ข้างกายนางตั้งแต่เด็กเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่น ๆปฏิบัติไม่ดีต่อเขา ดังนั้นความสัมพันธ์ของเขากับท่านปู่ท่านย่าจึงดีมาตลอดสิ่งนี้ทำให้หลานชายคนอื่น ๆ ในตระกูลอิจฉาเขา อันที่จริงเมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านผู้เฒ่าดูเหมือนไม่พอใจหลานชายคนอื่นจะเงียบด้วยความกลัว แม้แต่คุณชายใหญ่ตระกูลโจวก็ต้องพิจารณาคำกล่าวของเขาก่อนจะเอ่ยอะไรออกมาแต่โจวซือชู่นั้นยิ้มได้ทุกครั้ง เขาตอบว่า “ท่านปู่ พวกเรายังมีท่านปู่คอยดูแลธุรกิจของตระกูลอยู่มิใช่รึขอรับ? ถึงท่านปู่จะแก่แต่ยังแข็งแรงอยู่เลย อยู่บ้านเฉย ๆ มิทำอะไรเลยมันน่าเบื่อจะตายส่วนเรื่องโรงงานของข้า ท่านปู่เคยกล่าวว่าเอาไว้ให้ข้าฝึกทำธุรกิจนี่ขอรับ ข้ายังเด็กมันก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย ค่อย ๆ ทำทีละนิดดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของธุรกิจ! ”

     

    “อายุ 13 นี่ยังถือว่าเด็กอยู่อีกรึ ? อายุเท่านี้ก็แต่งงานได้แล้ว! สะใภ้รอง เจ้าต้องเริ่มคิดเรื่องการแต่งงานของเขาได้แล้วนะ หลังจากหมั้นหมายแล้วก็ถือว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรเริ่มทำธุรกิจจริงจังและหยุดวิ่งเล่นอยู่นอกบ้านและไม่ยอมกลับบ้านได้แล้ว! ” ท่านผู้เฒ่าตระกูลโจวรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากและหวังว่าจะถ่ายทอดความรู้ทางธุรกิจทั้งหมดของเขาให้เด็กหนุ่มได้

     

    นางเจียง แม่ของโจวซือชู่ตอบรับด้วยท่าทางอ่อนหวาน โจวซือชู่ยิ้มแสยะให้แม่ของเขาและเอ่ยว่า “ท่านปู่รู้ได้เยี่ยงไรว่าข้ามิสนใจธุรกิจของตระกูล? ข้ามิได้วิ่งเล่นไปทั่วโดยมิมีจุดมุ่งหมายเสียหน่อย ครั้งที่แล้วข้าไปท่าเรือก็ได้ปลาหมักที่อร่อยมากๆ มามิใช่รึ ? ”

     

     

    ถ้าเขาไม่ได้เอาเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวก็คงจะดีกว่านี้เพราะท่านผู้เฒ่าตระกูลโจวขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินและเอ่ยว่า “พ่อครัวของร้านเจินซิวยังมิรู้วิธีทำปลาหมักนี้อีกรึ? ไหนคุยโวโอ้อวดว่าเป็นพ่อครัวชื่อดัง แต่ก็มิได้เก่งไปกว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จากชนบทเลยนี่! ”

     

    “ท่านปู่ใจเย็น ๆ ก่อนเถอะขอรับ มิใช่ว่าพ่อครัวร้านเจินซิวคุยโวโอ้อวดเรื่องชื่อเสียงของตนเองหรอกแต่เรื่องการทำอาหารนี่หากทำผิดขั้นตอนหนึ่งก็สร้างความแตกต่างได้แล้ว สูตรปลาหมักนั่นน่าจะเป็นสูตรลับที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของนาง จึงมิใช่เรื่องที่จะคิดออกง่ายๆ น่ะขอรับ” หลานชายคนโต โจซือฟาง เอ่ยแทรกขึ้นมาและอธิบายอย่างฉลาด

     

    โจวซือชู่เห็นด้วย “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ! รออีกหน่อยเถิดขอรับ ถ้าเขาคิดไม่ออกจริง ๆ ประเดี๋ยวข้าจะไปหาเด็กคนนั้นแล้วซื้อสูตรจากนางมาเลย”

     

    แม่เฒ่าตระกูลโจวรักหลานชายของนางเป็นอย่างมากนางพยักหน้าเห็นด้วยและเอ่ยว่า  “ชู่เอ้อร์กล่าวถูก! เอาล่ะเลิกสนทนาเรื่องธุรกิจแล้วเริ่มกินกันเถิด....”

     

    โจวซือชู่รีบตบไหผักดองในมือราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าเขาเดินไปหาท่านย่าและได้สบตากับนางแล้วเอ่ยว่า “ย่ารักหลานที่สุดหลานก็รักย่าที่สุดเช่นกัน ข้ารู้ว่าช่วงนี้ท่านย่ามิค่อยอยากอาหารก็เลยไปที่ร้านผักดองซื้อของกินเล่นพวกนี้มาหวังว่ามันจะช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้ย่าได้ ลองกินดูหน่อยนะขอรับ ! ข้าแบกกลับมาเองตลอดทางเลยนะ ! ”

     

    เมื่อแม่เฒ่าโจวเห็นใบหน้ายิ้ม ๆ ของหลานชายนางก็รู้สึกดีขึ้นมาทันที นางลูบหัวของเขาอย่างอ่อนโยนราวกับเขายังเป็นเด็กเล็ก ๆและเอ่ยว่า “ชู่เอ้อร์ของย่ากตัญญูจริง ๆ ชิงเหลียนไปที่ครัวแล้วแบ่งผักดองพวกนี้ใส่จานออกมาให้ทุกคนได้ลองชิมกันด้วยเถอะ”

     

    นางเจียง แม่ของโจวซือชู่มองลูกชายด้วยความรักและกล่าวว่า “ระวังอย่าได้คุยโวโอ้อวดเยอะต่อหน้าท่านย่าล่ะ หากท่านย่ากินแล้วไม่ชอบขึ้นมาลูกคิดว่าสถานการณ์จะเป็นเยี่ยงไร ? ”

     

    โจวซือชู่นั่งถัดจากแม่ของเขาและดึงแขนนางเหมือนเด็กเอาแต่ใจเขาทำหน้ามุ่ยแล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่มิสำคัญหรอกว่าคนอื่นจะไว้หน้าข้าหรือไม่ แต่ท่านแม่ต้องช่วยลูกของท่านแม่สิถ้ามันไม่อร่อยก็ช่วยกินอีกหน่อยนะขอรับ ! ”

     

    ย่าของเขาชี้นิ้วใส่หลานชายแล้วหัวเราะเบาๆ “เจ้าลิงน้อย...หลานกตัญญูเช่นนี้ย่าจะช่วยไว้หน้าเจ้าด้วยจะกินเพิ่มอีกสักสองสามคำก็แล้วกัน...”

     

    เมื่อหัวไชเท้าหวานกรอบ 1 จานกับถั่วแช่เหล้า1 จานถูกยกออกมา พวกมันถูกจัดวางอย่างมีศิลปะบนจานคริสตัลพร้อมราดน้ำมันงาด้านบนกลิ่นหวานและเปรี้ยวน่ากินช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้ทุกคนเป็นอย่างมาก

     

    สื่อถังสาวใช้ส่วนตัวของแม่เฒ่าโจวยกจานหัวไชเท้าขึ้นโต๊ะให้นายหญิงของนางและจากนั้นก็ใช้ตะเกียบงาช้างคีบใส่ในชามข้าวต้มของนายหญิงหัวไชเท้าหวานกรอบเจือเผ็ดนิด ๆ เข้าคู่กันได้อย่างดีกับข้าวต้มซึ่งเป็นข้าวที่ดีที่สุดที่สามารถซื้อได้เอามาเคี่ยวอย่างช้าๆ ดวงตาของหญิงชราเป็นประกายด้วยความพอใจขณะที่กินอาหารอย่างเพลิดเพลิน

     

    “เป็นเยี่ยงไรบ้างขอรับ ? ย่าถูกใจหรือไม่? ” ในบรรดาหลานชายทั้งหมด มีโจวซือชู่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่เรียกแม่เฒ่าว่า ‘ย่า’ ส่วนคนที่เหลือต่างเรียกนางว่า ‘ท่านย่า’

     

    แม่เฒ่าตระกูลโจวเคี้ยวอย่างละเอียดเพื่อลิ้มรสชาติที่แตกต่างของข้าวต้มและหัวไชเท้าดองผ่านไปครู่หนึ่งนางก็สบตากับหลานชายแล้วพยักหน้าช้า ๆ “มิเลว มิเลว ! ย่าจะมิเชื่อในรสนิยมของหลานย่าได้เยี่ยงไรกัน ? ”

             

    คล้ายกับเรื่องนิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน