“เมิ่งฝาน เ้าจำไว้เลยนะ!”
บนทางเดินเลียบเขาที่กว้างขวางเหลือกู่ฉิงเพียงผู้เดียวจากน้ำเสียงที่นางเอ่ยออกมาสามารถเดาได้เลยว่านางจะมีสีหน้าเดือดดาลเพียงใดส่วนเมิ่งฝานก็หายไปตามเส้นทางเลียบเขาแล้วเขารีบวิ่งกลับบ้านโดยปล่อยให้กู่ฉิงยืนโกรธอยู่บนถนนเพียงลำพัง
เมิ่งฝานเดินเร็วจนถึงบ้านด้วยสีหน้าที่เห็นได้ชัดว่ามีความสุขเพียงใดรอยยิ้มบนใบหน้าไม่ได้หุบลงเลยแม้แต่น้อย
การได้มีโอกาสเอาเปรียบกู่ฉิงนับเป็การทำลายความหยิ่งทะนงของนางจนทำให้อีกฝ่ายเดือดดาลขึ้นมา
แต่เขาก็รู้ว่าหากการประลองของหมู่บ้านมาถึง ตนเองจะต้องถูกสาวงามนางนั้นหาเื่เป็แน่
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมิ่งฝานจึงเปลี่ยนเป็ยิ้มเจื่อนในหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้นอกจากกู่ซินเอ๋อร์และหลี่ว์เล่อเขาก็ไม่มีสหายที่ดีใดอีก
ดูท่าคงต้องฝึกฝนให้หนักกว่านี้แล้ว!
เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาก็พบว่ามารดาได้เตรียมอาหารไว้ให้แล้วเมิ่งฝานก็ไม่ได้เกรงใจแต่อย่างใด ยิ่งฝึกฝนหนักเพียงใดก็ยิ่งหิวง่ายเท่านั้นฉะนั้นแล้วเขาจึงรีบกินอาหารคำโต
เมื่อเห็นท่าทีคล้ายกลัวกินไม่ทันของเมิ่งฝานซินหลันจึงหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะถามขึ้นว่า “ช้าหน่อย มันอร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“อาหารฝีมือท่านอร่อยที่สุดแล้วขอรับ!”
เมิ่งฝานว่าพลางกลืนอาหารลงคอไปด้วยซินหลันได้แต่คลี่ยิ้มพลางส่ายหน้าจากนั้นครู่หนึ่งนางก็ย่นคิ้วแล้วลูบศีรษะของเมิ่งฝานอย่างอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา
“อีกราวครึ่งปีเ้าก็จะเป็หนุ่มแล้วสินะ?”
เมิ่งฝานคิดไม่ถึงว่าซินหลันจะเอ่ยออกมาเช่นนี้จึงทำให้เขาชะงักงันไปชั่วครู่ก่อนพยักหน้ารับอีกเพียงครึ่งปีเขาจะมีอายุครบสิบหกปีซึ่งในหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ถือว่าเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานพยักหน้ารับั์ตาของซินหลันก็หม่นหมองลงไปเล็กน้อยจากนั้นนางจึงล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อตรงหน้าอกเพื่อเอาของบางสิ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะแล้วเอ่ยเสียงเบา
“มันเป็ของที่พ่อเ้าทิ้งไว้ให้เพื่อรวบรวมเหรียญทองคำเ่าั้แม่เอาของหลายสิ่งไปขายหมดแล้วเหลือเพียงสิ่งนี้ที่ไม่อาจตัดใจขายได้ พ่อของเ้าก็ได้รับมันมาเมื่อมีอายุสิบหกปีและก้าวขึ้นเป็ศิษย์สำนักชั้นในของพรรคเหมันต์์!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็สั่นสะท้านไปทั้งร่างเมื่อเขามองไปยังสิ่งของที่ซินหลันพูดถึงก็พบว่ามันคือตราสัญลักษณ์สีเหลืองทองชิ้นหนึ่งซึ่งบนตรานั้นเป็ภาพที่เรียบง่ายและสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนทว่ามันกลับทำให้เมิ่งฝานรู้สึกเหมือนถูกลมพายุพัดกรรโชกเข้าหาตัว!
ภาพนี้บางทีผู้อื่นอาจไม่เข้าใจทว่าเมิ่งฝานกลับรู้จักมันผ่านเื่ราวของเมิ่งชางที่ซินหลันเคยเล่าให้ฟังภาพของลมพายุนั้นหมายถึงสายลมกรรโชกที่พัดพาความหนาวเข้ามา
เขาเทียนหาน พรรคเหมันต์์!
เมื่อคิดถึงชื่อนั้นเมิ่งฝานจึงคว้าตราสัญลักษณ์ด้วยมือที่สั่นเทาเมื่อพลิกกลับอีกด้านก็พบว่าบนตราสัญลักษณ์นั้นมีชื่อสลักไว้อย่างเด่นชัด เมิ่ง!
ผู้ที่เป็ศิษย์สำนักชั้นในของพรรคเหมันต์์และได้รับการสลักชื่อไว้ด้านหลังตราสัญลักษณ์จะต้องเป็ศิษย์สำนักชั้นในที่เป็ยอดฝีมือเท่านั้น
ตัวอักษรที่เรียบง่ายเพียงตัวเดียวแต่กลับทำให้เมิ่งฝานคิดขึ้นได้ว่าบิดาอย่างเมิ่งชางในตอนนั้นแข็งแกร่งเพียงใดตราสัญลักษณ์ที่มีตัวเมิ่งสลักเอาไว้ทำให้เหล่าผู้กล้าต้องยำเกรง เพียงแต่ว่า...
“ตราสัญลักษณ์นี้ เป็สิ่งสุดท้ายที่พ่อของเ้ามอบให้มันติดตามพ่อของเ้ามาตลอดชีวิต เ้าเก็บไว้เถอะฝานเอ๋อร์หวังว่าเ้าจะแข็งแกร่งเลิศล้ำได้เช่นเดียวกับพ่อของเ้า” ซินหลันที่ดวงตาแดงก่ำลูบศีรษะของเมิ่งฝานด้วยความรักจากนั้นจึงลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างเงียบงัน
หลายปีมานี้ซินหลันรู้ดีว่าเมิ่งฝานเข้มแข็งมาโดยตลอดมีเพียงตอนที่เห็นของต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของเมิ่งชางเท่านั้นที่อดแสดงท่าทีเช่นนั้นออกมาไม่ได้
เขามองแผ่นหลังของมารดาที่เดินจากไปอย่างหม่นหมองแล้วจับตราสัญลักษณ์เอาไว้แน่นและเงียบงันทว่าั์ตากลับเอ่อล้นไปด้วยความโกรธแค้น
.....
แสงอาทิตย์ร้อนแรงสาดส่องลงบนผิวน้ำสะท้อนเป็ประกายระยิบระยับสวยงาม
เหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบวันการประลองของหมู่บ้านก็จะมาถึงเห็นได้ชัดว่าบรรยากาศการบำเพ็ญตนของเหล่าผู้เยาว์ทั้งบุรุษและสตรีของหมู่บ้านในระยะนี้ค่อนข้างตึงเครียดเพราะยิ่งแสดงฝีมือได้ดีเพียงใดก็ยิ่งหมายความว่ามีโอกาสพัฒนาในวันหน้ามากเท่านั้น
ผู้ที่แสดงฝีมือโดดเด่นในการประลองนั้นอย่างน้อยที่สุดก็จะมีโอกาสได้เข้าร่วมกับหน่วยคุ้มกันหมู่บ้านได้รับทรัพยากรในการบำเพ็ญตนเพิ่มขึ้น หรือหากดีกว่านั้นอาจจะเป็ที่หมายตาของบรรดาพรรควรยุทธ์จากนอกหมู่บ้านอูเจิ้นแล้วได้รับคัดเลือกจากพลังปราณให้เข้าไปยังพรรควรยุทธ์แห่งพลังปราณทั้งหลายเสพสุขกับทรัพยากรในการบำเพ็ญตนที่มากมายยิ่งกว่าทั้งยังสามารถเดินไปบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญพลังปราณได้ไกลขึ้น
แต่หากไม่ได้แสดงพลังที่โดดเด่นแล้วนั้นแม้แต่หมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ก็ยังจะทอดทิ้งเมื่ออายุเกินสิบหกปีก็จะไม่ได้รับความสนใจอีกยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้รับทรัพยากรในการฝึกบำเพ็ญตนบทสรุปโดยส่วนใหญ่ของผู้คนเหล่านี้นอกจากที่ไม่ประสบผลสำเร็จในด้านต่างๆ แล้วยังลงเอยด้วยการใช้แรงงานเพื่อดำรงชีวิต
เมิ่งฝานรู้ดีว่าเมื่อก่อนตนเองก็อยู่ในรายชื่อของผู้ที่อาจถูกหมู่บ้านทอดทิ้งแล้วเกรงว่าหากผ่านการประลองครั้งนี้ไปแล้วเขามีอายุใกล้ครบสิบหกปียามใดทางหมู่บ้านก็คงจะหางานให้เขาทำและคงไม่มีเวลาว่างอย่างเช่นยามนี้
กลายเป็ผู้ที่ต้องเก็บรวบรวมทรัพยากรเพื่อนำไปบ่มเพาะผู้บำเพ็ญตนอื่นด้วยในการประลองของหมู่บ้านทั้งสามครั้งก่อนหน้านี้เขาก็อยู่ในรายชื่อที่ค่อนข้างรั้งท้ายมาโดยตลอด
.......
ตู้ม!
อยู่ๆ ก็มีเสียงะเิดังขึ้น เศษชิ้นส่วนของหินร่วงหล่นลงจากอากาศตกลงไปทั่วสารทิศผิวน้ำที่เคยรินไหลปรากฏระลอกคลื่นมากมายพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากลำธาร คนผู้นั้นคือเมิ่งฝานนั่นเอง
ก้อนหินที่เคยอยู่บนร่างของเมิ่งฝานถูกทำลายลงไปอีกครั้งเขาเพียงขยับร่างกายเล็กน้อยก็ทำให้ก้อนหินแตกกระจาย!
และนี่ก็คืออานุภาพแห่งพลังมหาหัตถ์สังหารที่แม้จะเป็วิชายุทธ์ระดับล่างแต่การปล่อยพลังอย่างเรียบง่ายก็สามารถทำลายก้อนหินได้เช่นกัน
ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องทำให้มองเห็นแสงที่เปล่งประกายขึ้นมาจากกล้ามเนื้อของเมิ่งฝานเขายกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อพบว่าหลังจากที่ฝึกฝนอย่างหนักมาหลายวันพลังมหาหัตถ์สังหารของตนเองก็เลื่อนระดับจากการทำลายหินหนักสองร้อยจินเป็สามร้อยจินแล้ว
มหาหัตถ์สังหารสามร้อยจิน!
เมิ่งฝานกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจเกรงว่าพวกเหลยเทาเ่าั้คงจะคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าเขาจะมีความก้าวหน้าที่รวดเร็วถึงเพียงนี้ขอเพียงให้เวลาแก่ตนเอง เขาย่อมสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้เรื่อยๆเพื่อเติมเต็มส่วนที่แตกต่างจากคนเ่าั้
แน่นอนว่าความก้าวหน้าที่รวดเร็วนี้เกี่ยวข้องกับศิลาสลักลายที่ห้อยอยู่บนตัวของเมิ่งฝานยามนี้สีผิวของเมิ่งฝานคล้ำยิ่งกว่าเดิมแล้ว
แต่หากสังเกตดีๆ ก็จะพบว่าเป็ิัที่เงาแวววับถึงขั้นที่นับได้ว่าดีกว่าผิวของสตรีหลายคนนั่นเป็ผลมาจากการบำเพ็ญตนและขับสิ่งแปลกปลอมจากร่างกายออกมามากกว่าครึ่งแล้วนั่นเอง
เรียกได้ว่าตอนนี้ร่างกายของเมิ่งฝานแข็งแกร่งกว่าผู้ที่อยู่ในระดับพลังเดียวกันไม่น้อยความเร็วในการบำเพ็ญก็สูงกว่าด้วยอานุภาพของการชำระเอ็นล้างกระดูกเป็สิ่งที่ทรงพลังไม่น้อย
ที่มากไปกว่านั้นคือเมิ่งฝานรู้ดีว่านี่เป็เพียงสรรพคุณยามเริ่มต้นฝึกฝนเท่านั้นหากฝึกฝนไปนานกว่านี้แล้วเขาก้าวขึ้นไปอยู่ในขั้นที่สามารถชำระล้างเส้นแขนงปราณได้ความแข็งแกร่งของร่างกายก็จะยิ่งทนทานกว่าผู้อื่นมากขึ้นไปอีกสุดท้ายร่างกายนี้ก็จะไร้ซึ่งสิ่งแปลกปลอม
เขาลูบไปตามิัของตนเองแล้วััได้ว่าหลายวันมานี้ของเหลวสีดำบนตัวลดน้อยลงเรื่อยๆแล้ว นั่นหมายความว่าเขาใกล้จะมีร่างกายที่บริสุทธิ์แล้วนั่นเอง
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมิ่งฝานก็รู้สึกดีใจจนแสดงออกบนใบหน้าในยามนี้เขามีพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมแล้วนั่นย่อมหมายความว่ามีโอกาสชนะในการประลองมากขึ้นด้วย
เขาวาดหวังในของรางวัลอย่างหินโลหิตไว้อย่างมากนานเพียงใดแล้วที่ซินหลันต้องทนทุกข์กับโรคหานซางหากไม่ใช่เพราะเช่นนั้นเมิ่งฝานก็คงไม่ฝ่าอันตรายขึ้นไปบนเขาเยียนหลางดังนั้นหินโลหิตที่เป็ของรางวัลในครั้งนี้จึงต้องเป็ของเขาแต่เพียงผู้เดียว
“รีบบำเพ็ญตนจะต้องทำให้ร่างกายเหลือสิ่งแปลกปลอมให้น้อยที่สุดก่อนการประลองจะมาถึง!"
เด็กหนุ่มกัดฟันแน่นก่อนจะเริ่มขยับตัวอีกครั้งในยามอาทิตย์ขึ้นเขาก็จะฝึกบำเพ็ญตนอยู่ข้างลำธารเมื่อถึงยามจันทรามาเยือนเขาก็จะพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อเข้าถึงพลังที่อยู่ในลูกปัดสีดำ
แม้ว่าการบรรลุระดับพลังขั้นต่อไปจะค่อนข้างยากเย็นแต่สิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในร่างกายของเขาก็ถูกขับออกมาอย่างไม่ขาดสายสุดท้ายก็น้อยลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่แทบไม่เหลืออยู่ในตัว
ในขณะเดียวกันนั้น หลังจากที่เมิ่งฝานพยายามเข้าถึงพลังในลูกปัดสีดำก็ได้ค้นพบบางอย่างจากลูกปัดในคืนหนึ่งก่อนถึงงานประลองเพียงเจ็ดวัน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องร่างกายของเมิ่งฝานที่นั่งนิ่งขยับตัวอย่างฉับพลันพร้อมเผยดวงตาวาวโรจน์เพราะว่า... ผนึกดวงนั้นได้ปลดปล่อยพลังออกมาอีกครั้งซ้ำยังคล้ายกับว่ามันได้ผสานรวมเข้ากับเมิ่งฝานอีกไม่น้อย
เดิมทีผนึกดังกล่าวก็คือสิ่งที่ลูกปัดสีดำมอบมันให้กับเมิ่งฝานเพื่อเป็การช่วยเหลือซึ่งหลังจากที่เขาได้เข้าถึงพลังและผสานรวมกับมันก็ทำให้ผนึกจางหายไปกว่าครึ่งแล้ว
แต่ถึงกระนั้นก็มากพอที่จะทำให้เมิ่งฝานรู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมากแล้วแค่ศิลาสลักลายเขายังได้รับประโยชน์มากมายเพียงนี้ไม่รู้ว่าการผสานรวมครานี้จะนำมาซึ่งประโยชน์แบบใด
ในหัวของเมิ่งฝานมีข้อมูลจากบันทึกของผนึกปรากฏขึ้นมาอีกครั้งมันลอยล่องอยู่อย่างนั้นราวกับภาพเคลื่อนไหวก็ไม่ปาน ในที่สุดเมิ่งฝานก็ลืมตาขึ้นมาแต่ั์ตากลับมีความสั่นสะท้านและตกตะลึงปรากฏขึ้น
แม้เขาจะรู้ว่าสิ่งที่ลูกปัดสีดำมอบให้นั้นทรงคุณค่าเพียงใดแต่ก็คิดไม่ถึงว่ามันจะมีวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูงอยู่ภายในด้วย!
“เคล็ดวิชาทะลวงธารา เดิมทีเป็วิชายุทธ์แห่งคัมภีร์ฮวงจื่อที่เลิศล้ำอย่างยิ่งแต่เนื่องจากมันเป็วิชายุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์จึงไม่อาจแสดงอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้อย่างแท้จริงเหลือเพียงกระบวนท่าในตอนต้นเท่านั้นแต่เช่นนั้นก็ยังมีอานุภาพที่เทียบได้กับวิชายุทธ์ระดับสูง!”
แม้ว่าวิชายุทธ์ของคัมภีร์ฮวงจื่อจะมีเพียงอานุภาพที่เทียบได้กับระดับสูงแต่มันก็ทำให้หัวใจของเมิ่งฝานเต้นระรัว
ยังไม่ต้องพูดถึงคัมภีร์ฮวงจื่อเพียงแค่วิชายุทธ์ระดับสูงรอบหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ก็มีผู้ฝึกฝนอย่างชำนาญเพียงไม่กี่คนเท่านั้นแม้แต่ผู้นำหมู่บ้านอูเจิ้นอย่างกู่หยวนก็ยังชำนาญวิชายุทธ์ระดับสูงเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเห็นได้ชัดว่ามันล้ำค่าถึงเพียงใด
เมิ่งฝานคิดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่าลูกปัดสีดำเม็ดนี้จะมีบันทึกวิชายุทธ์เช่นนี้เอาไว้ด้วย!
เขาระงับความตื่นเต้นในใจแล้วยิ่งมั่นใจว่าตนเองจะบอกเื่ลูกปัดสีดำเม็ดนี้ให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้เป็อันขาดหากแพร่งพรายออกไปเขาก็ไม่รู้ว่าจะนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่วุ่นวายถึงเพียงใด
เมิ่งฝานััถึงพลังของวิชายุทธ์ระดับสูงแล้วรู้สึกว่าเืลมในกายกำลังร้อนขึ้นคล้ายกับถูกแผดเผาก็ไม่ปานแม้ว่าวิชายุทธ์นี้จะยากต่อการฝึกบำเพ็ญตน แต่มันก็มีอานุภาพที่น่ากลัวยิ่ง
เมิ่งฝานเข้าถึงพลังในระดับแรกของมันอย่างเงียบงันเขานั่งขัดสมาธิแล้วพึมพำขึ้นในใจ
ลูกปัดสีดำเม็ดนี้ แม้ข้าเมิ่งฝานจะไม่รู้ว่าเ้าเป็ใครแต่ข้าก็เป็ผู้ที่รู้จักบุญคุณคน ในเมื่อเ้าให้พลังในการพัฒนาแก่ข้า วันข้างหน้าหากข้าแข็งแกร่งขึ้นก็จะพยายามช่วยเหลือเ้าอย่างสุดกำลัง!
ภายใต้แสงจันทร์นั้นใบหน้าของเมิ่งฝานเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อเขาหลับตาลงแล้วเข้าถึงพลังทะลวงธาราอย่างเงียบงันเมิ่งฝานคิดไม่ถึงเลยว่าก่อนที่การประลองจะมาถึงตนเองจะโชคดีถึงเพียงนี้ เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่นหากสามารถฝึกฝนพลังในระดับแรกของเคล็ดวิชาทะลวงธาราสำเร็จนั่นจะกลายเป็ท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา
เล่ากันว่ากู่ฉิงก็ได้ฝึกฝนวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูงเช่นกันจึงทำให้นางหยิ่งทะนงในความสามารถของตนเองมาโดยตลอด คิดว่าบุรุษสตรีในวัยเดียวกันของหมู่บ้านอูเจิ้นไม่มีผู้ใดเทียบนางได้ไม่รู้ว่าหากเมิ่งฝานแสดงวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูงนี้ออกไปแล้วจะทำให้กู่ฉิงมีสีหน้าแบบใด