แพรนั่งกอดเข่าอยู่ตรงนั้นจนตัวเริ่มเย็นจัด
ลมทะเลพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มสั่น
เอกที่ยืนรักษาระยะห่างอยู่เงียบๆ ไม่ยอมเดินจากไปไหน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจก้าวเข้ามานั่งลงข้างเธอในระยะที่พอเหมาะ ก่อนจะยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้
“แพร... พี่ไม่กล้าสัญญาอะไรกับหนูหรอก เพราะพี่รู้ดีว่าคำสัญญาของพี่มันอาจไร้ค่าไปแล้ว แต่ถ้าหนูยอมให้พี่พูดสักนิด พี่อยากบอกว่า... หนูไม่ต้องรีบตัดสินใจอะไรตอนนี้เลยนะ เจ็บขนาดนี้ ไม่ต้องฝืนเข้มแข็ง ปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาให้หมดเถอะ เรื่องที่เกิดขึ้นกับ อ.กร ไม่ใช่ความผิดของหนูเลย หนูทำดีที่สุดแล้วจริงๆ”
เขานิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ถ้าหนูสับสน พี่ขอแนะนำในฐานะคนที่เคยพังมาก่อนนะ อย่างแรกคือ ให้เวลาตัวเอง อย่าเพิ่งรีบกลับไปคุยกับเขาตอนนี้เลย ตอนที่ใจยังแตกสลายหนูอาจจะพูดอะไรที่ทำให้ตัวเองเจ็บปวดกว่าเดิม พักให้พอจนกว่าหนูจะหยุดร้องไห้ได้ก่อน แล้วค่อยนัดคุยกันแบบใจเย็นๆ”
แพรนั่งฟังนิ่งๆ ท่ามกลางเสียงลมที่พัดเบาๆ
“ลองถามตัวเองให้ชัดว่ายังอยากไปต่อไหม ถ้าคำตอบคือยังอยาก เขาก็ต้องเคลียร์ทุกอย่างให้ชัดเจน ต้องตัดขาดกับ อ.วิภา ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่แค่บอกว่าไม่ได้มีอะไร
แต่ถ้าหนูไม่ไหวแล้ว... หนูมีสิทธิ์จบได้ทันทีโดยไม่ต้องรู้สึกผิดเลยนะแพร และสุดท้าย... หาคนที่ไว้ใจได้ระบายออกมาบ้าง พี่แอน เพื่อนสนิท หรือคุณแม่หนูก็ได้ หนูไม่ต้องแบกความเจ็บนี้ไว้คนเดียวหรอก มันหนักเกินไปจริงๆ”
เอกลดเสียงลง “ส่วนพี่... พี่จะไม่ขอให้หนูกลับมาคุยกับพี่นะ พี่รู้ว่าพี่ไม่มีสิทธิ์นั้นแล้ว แต่ถ้าวันไหนหนูอยากระบาย หรือแค่อยากมาทะเลเงียบๆ แบบนี้ พี่พร้อมอยู่ตรงนี้เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะหวังอะไรตอบแทน พี่แค่อยากเห็นหนูไม่ต้องร้องไห้คนเดียวอีก”
เขาลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือมาให้แพร “ถ้าหนูพร้อมแล้ว พี่พาไปส่งบ้านนะครับ... หรือถ้าอยากนั่งอยู่ตรงนี้ต่อ พี่ก็จะรออยู่ข้างๆ แบบนี้แหละ หนูตัดสินใจได้เลยครับ”
“หนูไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ ค่ะ... หนูเจ็บจนคิดอะไรไม่ออกเลย หนูไม่อยากกลับบ้านเลยจริงๆ” แพรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสับสนและสิ้นหวัง
เอกทรุดตัวลงนั่งข้างเธออีกครั้ง “พี่เข้าใจครับ ตอนนี้หนูเจ็บจนคิดอะไรไม่ออก มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ใครเจอแบบนี้ก็ต้องเป็นเหมือนกันทั้งนั้น ไม่ต้องรีบหาคำตอบหรอกครับ ปล่อยวางเรื่องพวกนั้นไปก่อนได้ไหม”
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าบนตักแพร มาซับน้ำตาที่แก้มให้เธอเบาๆ “ถ้าไม่อยากกลับบ้าน คืนนี้พี่ไม่บังคับครับ เราจะนั่งอยู่ตรงนี้จนฟ้าสว่างก็ได้ หรือถ้าอยากพักแต่ไม่อยากกลับบ้าน พี่มีบ้านพักเล็กๆ แถวนี้ที่พี่เคยเช่าไว้ตอนทำวิจัย พี่จะนอนโซฟาเอง หนูได้นอนเตียงคนเดียว จะได้อาบน้ำให้ใจสงบลงหน่อยโดยไม่ต้องเจอห้องที่เต็มไปด้วยความทรงจำตอนนี้ พี่สัญญาว่าจะไม่เข้าใกล้หนูเกินไป แต่ถ้าหนูไม่อยากไป พี่ก็จะส่งหนูไปโรงแรมใกล้ๆ แล้วพี่กลับคอนโดตัวเอง”
เขามองหน้าแพรด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “หนูแค่บอกมา... พี่ทำให้ได้หมดทุกอย่าง”
ความเงียบปกคลุมไปชั่วครู่ มีเพียงเสียงคลื่นที่ซัดสาด แพรหันไปมองหน้าเอกตรงๆ ก่อนจะถามขึ้น
“คืนนี้หนูอยากถามพี่เอกเรื่องนึง... ทำไมตอนนั้นพี่ทำแบบนั้นกับหนูคะ ทั้งที่พี่ก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น”
เอกถอนหายใจยาว “พี่ยอมรับว่าตอนนั้นหน้ามืดจริงๆ พี่เสียใจที่ตัวเองช้าไปก้าวเดียวเสมอ พี่พยายามจีบแพรมาตลอดแต่หนูกลับมีใจให้คนอื่น พี่ไม่รู้ว่าไอ้กรมันจีบหนูแบบไหนหนูถึงเลือกมัน แต่เพราะพี่ชอบแพรมากจริงๆ พี่ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนมาตลอด 7 ปีเลยนะ เมื่อก่อนเคยลองคบคนอื่นดูแต่มันก็ไม่ใช่ พี่ไม่ใช่คนรักใครง่ายๆ ต่อให้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง พี่ก็ฝืนใจให้รักไม่ได้ถ้าใจไม่ไป”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“พ่อพี่เขาพยายามบอกให้พี่เรียนต่อ เพื่อที่จะมาสานต่อตำแหน่งเขา พ่ออยากจะดันให้พี่เป็นรองอธิการในอนาคต”
“พ่อพี่... ที่เป็น ศาสตราจารย์ ดร.ประวุติ อะเหรอคะ?” แพรย้อนถามด้วยความแปลกใจ
“ใช่ครับ ท่านอยากให้พี่เรียนต่อ แต่พี่ก็ไม่เอา พี่ไม่มีกำลังใจ พี่ไม่รู้จะทำเพื่อใคร” เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะหันมาสบตาเธอ “แพร... ถ้าแพรเป็นแฟนพี่ พี่จะทำให้ตัวเองมั่นคง พี่จะกลับไปเรียนต่อให้หนูไม่ต้องน้อยหน้าใคร ถึงพี่จะไม่ใช่ผู้ชายในฝันของแพร แต่พี่จะพยายามเป็นฐานที่มั่นให้แพรให้ได้”
บรรยากาศที่เคยเหน็บหนาวกลับเริ่มอุ่นขึ้นด้วยความจริงใจ เอกประคองมือของแพรขึ้นมา สัมผัสจากมือที่สากและสั่นเทาด้วยความประหม่านั้นส่งถึงใจเขา ค่อยๆ วางมือของเธอลงบนหน้าอกข้างซ้าย... ตรงตำแหน่งหัวใจ
“ถ้าพี่มีแพรจริงๆ พี่คงไม่มองใครอีกแล้วในชีวิตนี้ พี่ไม่ได้จะมาขอความรักจากหนูในวันที่หนูอ่อนแอนะแพร...” น้ำเสียงของเขาหนักแน่น “แต่พี่อยากให้หนูได้ยิน... ว่าหัวใจของไอ้ผู้ชายห่วยๆ คนนี้ มันยังเต้นเป็นจังหวะเดิมมาตลอดหลายปี”