เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 154 เรื่องอื้อฉาว

            เมื่อผู้ดูแลกล่าวจบ ฝูงชนก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

            คนที่ทำให้มันเชื่องได้สามารถนำมันกลับไปด้วยได้!นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนในลานประลองเชลยรู้สึกสนใจ! การได้เป็นเจ้าของสัตว์อสูรที่ทรงพลังจะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์มีความสามารถในการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัว

            แน่นอนว่าหากอยากพาปีศาจสิงโตเพลิงกลับไปด้วย ก็ต้องทำให้มันเชื่องเสียก่อนหากล้มเหลวก็อาจนำไปสู่ความตายได้

            คนที่สามารถเข้าร่วมการต่อสู้ได้จะต้องมีขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5ขึ้นไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถเอาชนะสิงโตเพลิงนั่นได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทำให้เชื่องเลย

            ผู้ดูแลเริ่มพูดอีกครั้งว่า “ขอแนะนำว่าผู้ที่เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ควรมีพลังในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 ขึ้นไปแต่ถ้าผู้ที่มีระดับต่ำกว่าขั้นที่ 5 และสามารถสังหารปีศาจสิงโตเพลิงได้ข้าจะมอบรางวัลเป็นหินหยวน 100 ก้อน”

            ดวงตาของฝูงชนพลันลุกวาวขึ้น พวกเขาล้วนถูกล่อลวงด้วยของรางวัล

            คนในกลุ่มของหลินเชียนต่างก็เป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่พวกเขาทุกคนหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ หลินเชียน

            “ศิษย์พี่มู่ฟ่าน ไม่ใช่ว่าท่านต้องการจับสิงโตเพลิงหรอกหรือ?”

            ศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้นมา ส่วนชายที่ถูกเรียกว่ามู่ฟ่าน ขณะนี้กำลังจ้องสิงโตเพลิงด้านล่างด้วยสายตาเป็นประกาย

            เขาทะลวงผ่านขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 แล้ว ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับสิงโตเพลิง

            “ศิษย์พี่มู่ฟ่าน หากท่านอยากลองดู ข้าสามารถพูดคุยกับคนดูแลให้ได้ แม้ว่าท่านจะพ่ายแพ้แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแต่อย่าบาดเจ็บก็พอ”

            ศิษย์อีกคนหนึ่งกล่าว ทำให้ดวงตาของมู่ฟ่านเป็นประกายขึ้นมาเขาหันไปมองคนพูดอย่างชั่งใจเล็กน้อย

            มู่ฟ่านรู้สถานะของอีกฝ่ายดี แล้วยังรู้ว่าอีกฝ่ายมีอำนาจมากพอที่จะทำเช่นนั้น 

            ถ้าเขาชนะและสามารถทำให้สัตว์อสูรปีศาจเชื่องได้ในขณะต่อสู้เขาก็สามารถนำมันกลับไปได้ ไม่เพียงแค่นั้น… เขายังได้รับหินหยวนระดับกลาง 20 ก้อนอีกด้วย และถึงแม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ตราบใดที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสข้อเสนอนี้ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก แล้วใครกันจะกล้าปฏิเสธ?!

            เมื่อเห็นมู่ฟ่านมองมาที่ตน ชายคนนั้นก็พยักหน้าให้มู่ฟ่านอย่างมีเลศนัย

            “ก็ได้ ข้าจะลองดู”

            ดวงตาของมู่ฟ่านเป็นประกายสดใสขึ้นมา เขาพอจะเข้าใจอะไรบางอย่างบ้างแล้วที่แท้... อีกฝ่ายก็อยากจะยกเจ้าสิงโตเพลิงตัวนั้นให้กับเขานั่นเอง 

            “ศิษย์พี่มู่ฟ่าน ท่านเป็นคนที่กล้าหาญมาก” ศิษย์คนอื่นๆต่างประจบสอพลอขึ้นพร้อมกัน

            จากนั้นมู่ฟ่านก็กระโดดขึ้นไปในอากาศและทะยานเข้าสู่ลานประลองเรียกสายตาอิจฉาให้จ้องมองมาที่ตน

            “ท่าร่างของศิษย์พี่มู่ฟ่านช่างงดงามยิ่งนัก! สมแล้วที่ชื่อว่าเงาทะยานแสดงให้พวกเขาเห็นว่าศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่อย่างพวกเราทรงพลังแค่ไหน!”

            ศิษย์คนหนึ่งตะโกนออกมาเสียงดังจนดึงดูดความสนใจของทุกคนได้

            “ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่นี่เองไม่แปลกใจเลยที่แข็งแกร่งขนาดนี้”

            “ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ล้วนมีสถานะที่สูงส่งพวกเขาจะกลายเป็นบุคคลสำคัญในอนาคต”

            ฝูงชนแสดงความคิดเห็นไปต่างๆ นานาทำให้ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่แสดงท่าทางหยิ่งยโสและภาคภูมิใจออกมา

            ในวันก่อตั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ได้มีคนเข้ามาก่อกวนทำให้ชื่อเสียงของนิกายได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เหล่าศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จึงหาโอกาสกอบกู้ชื่อเสียงขึ้นมาอีกครั้งและเวลานั่นก็มาถึงแล้ว พวกเขาจะใช้ที่นี่กระจายชื่อเสียงของนิกายตัวเอง อีกไม่ช้านิกายของพวกเขาจะต้องถูกเรียกว่า‘นิกายอันดับหนึ่ง’ หลายปีผ่านไปพลังของนิกายก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆเมื่อถึงตอนนั้นนิกายของพวกเขาก็จะขึ้นมาแทนที่สำนักเทียนอี้!!!

            เมื่อคิดได้ดังนี้ศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

            หลินเชียนที่นั่งอยู่ในกลุ่มก็เผยสีหน้าหยิ่งผยองออกมาการได้กลายเป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ทำให้นางรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากในอนาคตนางจะสวมเครื่องแบบของนิกายกลับไปที่เมืองหยางโจว ให้ผู้คนในเมืองหยางโจวได้รู้ว่านางโดดเด่นมากแค่ไหนยามที่อยู่ในเมืองหลวง!!!

            ขณะที่มู่ฟานกำลังเดินตรงไปที่ลานประลองเชลย ทันใดนั้นก็มีเงาสายหนึ่งพุ่งผ่านหน้าเขาไปเสียก่อน

            เหตุการณ์นี้ทำให้ม่านตาของมู่ฟ่านพลันหดลง ใครกัน? ใครกันที่กล้าตัดหน้าข้า!!!

            ฝูงชนก็รู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกัน พวกเขามองออกว่าศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ต้องการออกมาแสดงความสามารถของตัวเองแต่คาดไม่ถึงว่าจะมีคนกล้าตัดหน้าพวกเขา ซึ่งการกระทำของอีกฝ่ายราวกับไม่เห็นศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่อยู่ในสายตา

            ศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ทุกคนพลันเปลี่ยนสีหน้าโดยเฉพาะมู่ฟ่านกับศิษย์ที่ส่งสัญญาณให้เขา ในดวงตาของพวกเขาฉายแววร้อนใจขึ้นมา

            คนผู้นั้นเหลืออีกก้าวเดียวก็จะเข้าไปในลานแล้ว มู่ฟ่านจึงตะโกนออกไปว่า “หยุด!”

            ร่างเบื้องหน้าเขาก็หยุดลง ชายคนนั้นสวมหน้ากากเงินซึ่งทำให้ทุกคนมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา

            แน่นอนว่าคนคนนี้คือ หลินเฟิง

            “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านแต่เพราะว่าเขาสวมหน้ากากอยู่ จึงทำให้เสียงที่ลอดออกมาฟังดูประหลาด

            “เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้ามาถึงก่อน?”

            มู่ฟ่านกล่าวอย่างฉุนเฉียว ตอนที่เขากำลังทะยานร่างเข้ามาเขาคิดว่าคงไม่มีใครกล้ามาตัดหน้าเขา แต่จู่ๆ คนผู้นี้กลับพุ่งผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็ว

            “เจ้าอยากจะบอกว่า เจ้าต้องการเข้าไปในลานประลอง?”

            หลินเฟิงถามอย่างเย็นชา ทำให้มู่ฟ่านเริ่มโกรธขึ้นมา

            เมื่อหลินเฟิงเห็นมู่ฟ่านไม่ตอบกลับมา เขาจึงกล่าวต่อ “หากเจ้าไม่ได้ป่าวประกาศว่าจะเป็นคนต่อสู้กับสิงโต ฉะนั้นกฎก็ย่อมเป็นกฎผู้ที่เข้าไปในลานประลองเชลยก่อนก็คือผู้ที่ท้าประลองได้”

            ประกายแสงวาบผ่านดวงตาของมู่ฟ่าน ก่อนที่เขาจะพูดว่า “ข้ามู่ฟ่าน เป็นศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ หวังว่าสหายจะไว้หน้าข้าด้วยการปล่อยให้ข้าต่อสู้ในรอบนี้”

            มู่ฟ่านจงใจย้ำคำว่า ‘ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่’ เพื่อให้หลินเฟิงกลัว

            หลินเฟิงแสยะยิ้มออกมา ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่?

            “ขอโทษที ข้าไม่เคยได้ยินชื่อลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่มาก่อนและนอกจากนี้ ข้าก็ไม่รู้จักเจ้า ดังนั้นข้าจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องไว้หน้าเจ้า”

            หลินเฟิงกล่าวจบ ในขณะนั้นผู้คนจำนวนมากรู้สึกประหลาดใจเขาเป็นคนแปลกอะไรขนาดนี้!เขาไม่เคยได้ยินชื่อลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่มาก่อน!

            ศิษย์จากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ทุกคนต่างลุกขึ้นยืน และจ้องมองหลินเฟิงอย่างโกรธเกรี้ยวผู้ชายคนนี้มันบ้าไปแล้ว!

            “อย่าทำอะไรที่เจ้าจะต้องเสียใจภายหลัง”

            มู่ฟ่านกล่าวขณะจ้องมองหลินเฟิงอย่างชั่วร้าย หลินเฟิงหัวเราะและกล่าวว่า “ฮ่าๆ ข้าไม่เคยเสียใจภายหลังอยู่แล้ว”

            หลินเฟิงหันหลังกลับไปและกำลังจะเดินเข้าสู่ลานประลอง

            “ช้าก่อน”

            ใครบางคนกล่าวอย่างร้อนรนขัดจังหวะการเคลื่อนไหวของหลินเฟิง หลินเฟิงหยุดและหันไปมอง ก็พบว่าเป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ที่ลอบส่งสายตามีเลศนัยให้มู่ฟ่าน

            “เจ้าต้องการอะไรอีก?” หลินเฟิงกล่าวขณะยิ้มอย่างเย็นชาพวกเขาทุกคนล้วนเป็นศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่และเป็นสหายของมู่ฟ่านหลินเชียนก็เช่นกัน

            “ให้ศิษย์พี่มู่ฟ่านของข้าต่อสู้กับเจ้าสิงโตนี่ซะ”

            ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาและไม่แยแส เขาสวมเสื้อผ้าที่สวยงามและราคาแพงเห็นได้ชัดว่าเขามีฐานะมั่งคั่งและมาจากตระกูลที่ร่ำรวย

            “เจ้าเป็นคนตัดสินว่าใครสามารถต่อสู้ในลานประลองได้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

            หลินเฟิงถามอย่างเย็นชา

            “ข้าไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ แต่เจ้าสามารถถามผู้ที่รับผิดชอบได้ว่าใครมาก่อน”

            ชายหนุ่มกล่าวอย่างไม่แยแส แต่น้ำเสียงของเขาค่อนข้างมั่นใจ ทุกคนต่างหันกลับไปมองชายที่นำสิงโตเพลิงมา

            ชายคนนั้นชี้ไปที่มู่ฟ่านและกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เขาเป็นคนที่มาถึงกรงก่อน เขาจะได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรปีศาจตัวนี้”

            เมื่อได้ยินแบบนี้ รอยยิ้มขนาดใหญ่ก็ประดับบนใบหน้าของชายหนุ่มผู้ที่ช่วยมู่ฟ่านไว้ “เจ้าได้ยินชัดแล้วนะ”

            เมื่อหลินเฟิงเห็นการแสดงออกที่หยิ่งยโสบนใบหน้าของมู่ฟ่าน และศิษย์คนอื่นๆที่มาจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ จึงกล่าวว่า “ที่แท้เจ้าก็ปกครองที่นี่นั่นเองถ้างั้นข้าจะไม่กลับมาที่นี่อีก และข้าอยากแนะนำให้ทุกคนอย่าได้กลับมาที่นี่เพื่อเสียค่าโง่มานั่งดูงิ้วที่น่าสมเพชนี้อีก”

            เมื่อชายหนุ่มได้ยินหลินเฟิง เขาขมวดคิ้วและกล่าวว่า “เจ้าหมายถึงอะไร?”

             “สิ่งที่ข้าพูดมันยังไม่ชัดเจนอีกหรือ? ถ้างั้นข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังอีกรอบ” หลินเฟิงกล่าวขณะยิ้มอยู่ภายใต้หน้ากาก “ข้าเคยได้ยินมาหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นที่นี่น่าแปลกนักที่มีใครบางคนพ่ายแพ้ในการต่อสู้แต่กลับถูกช่วยไว้ได้ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อข่าวลือพวกนี้ แต่ตอนนี้ข้าเห็นว่าเรื่องอื้อฉาวเหล่านี้จะต้องเป็นความจริงอย่างแน่นอนลานประลองเชลยไม่ยอมใช้กฎที่พวกเขามีในสถานที่แห่งนี้”

     

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน