จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    ตอนที่ 36 เขตห่วงห้าม

                    หลังจากที่เรียนวิชาศาสตร์แห่งสังหารเสร็จแล้วเซย์รินจึงกลับมาที่ห้องพักของตนตอนนี้ตัวมันนั้นกำลังคิดถึงเรื่องเล่าที่ได้รับฟังจากเอลซ่าถึงเขตห่วงห้ามที่มักจะมีการกล่าวขวัญกันว่าหากได้เข้าไปแล้วจะไม่มีโอกาสที่จะได้กลับออกมาอีกเลยเรื่องดังกล่าวนี้สร้างความสงสัยแก่ตัวมันมากจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ที่ส่งคนไปสำรวจถึง500 คนกลับไม่มีใครรอดกลับมาเลยแม้แต่คนเดียว


    มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับพื้นที่แห่งนั้นคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกอะไรคือสาเหตุสำคัญที่ไม่มีใครได้กลับมาเลยหรือข้างในนั้นมันจะมีสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่ภายในนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนคาดเดาเต็มไปหมดอยู่ภายในหัวของเด็กหนุ่มถ้าหากว่าตัวข้าเองลองเข้าไปสำรวจแล้วจะสามารถมีชีวิตรอดกลับมาได้ไหมนะขนาดตัวราชาริวมะเองมีความแข็งแกร่งที่ห่างจากตัวข้าเพียงแค่ 1 ระดับ


                          ตัวมันยังไม่คิดที่จะเหยียบเท้าไปด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำกลับส่งแต่ลูกน้องไปแล้วก็ไม่ส่งไปอีกเลยนับตั้งแต่เมื่อ10ปีก่อนแสดงว่าตัวราชาริวมะจะต้องรู้อะไรบางอย่างเป็นแน่จึงเลือกที่จะให้เป็นเพื่อนที่ปิดตายแล้วห้ามใครเข้าไปอีกเอาไงดีล่ะข้าจะไปถามด้วยตัวเองหรือจะเข้าไปสำรวจเลย เด็กหนุ่มนั่งคิดนอนคิดอยู่นานสุดท้ายจึงตัดสินใจไปดูด้วยตาตัวเองหากไปถามราชาริวมะเสียก่อนคงอาจจะใช้เวลานานแน่…


    ณ เขตห่วงห้าม

    ที่นี่บรรยากาศอึมคึมเป็นอย่างมาก ทั้งที่เป็นเวลาตอนกลางวันแท้ๆแต่กับไม่มีแสงแดดเลยแม้แต่น้อยบริเวณทางด้านหน้าทางเข้าถูกล้อมด้วยรั่วเหล็กเป็นแนวยาวตลอดทางสุดลูกหูลูกตาไร้ที่สิ้นสุดปากทางเข้าเป็นประตูเหล็กขนาดยักษ์ถูกแปะด้วยข้อความอักษรขนาดใหญ่ว่า เขตหวงห้าม เมื่อมองสภาพแวดล้อมทั่วบริเวณทำให้เซย์รินถึงกับใจสั่นแทบที่จะเต้นไม่เป็นจะหว่ะ


                                    บรรยากาศจะหน้ากลัวเกินไปแล้วแต่เมื่อมาถึงที่นี้แล้วมีเพียงแค่หนทางเดียวซินะคือไหนๆก็มาแล้วมีแต่จะต้องไปต่อเท่านั้นเด็กหนุ่ม ค่อยๆปีนรั่วรวดหนามเพื่อข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามเมื่อข้ามมาถึงยังเขตหวงห้ามแล้วเข้าก็เดินทางต่อทันที อากาศภายในบริเวณนี้เย็นยะเยือกมันจึงค่อยๆเดินเข้าไปโดยที่ระวังทุกฝีก้าวหากเกิดสิ่งที่ผิดพลาดขึ้นมาคงจะมีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่เมื่อเดินมาสักพัก จะเห็นโบราณสถานแห่งหนึ่งที่อยู่ในใจกลางป่าเขาดิบชื้นอะไรกันแท้ที่จริงแล้วภาพตรงหน้ามันคืออะไรกันแน่ทำไมถึงมีโบราณสถานภายในพื้นที่ของเขตหวงห้ามกันแล้วนั้นมันอะไรภูเขาขนาดย่อมที่อยู่ใกล้ๆกับทางเข้าโบราณสถานเซย์รินจึงค่อยๆเดินไปสำรวจใกล้ขึ้นและใกล้ขึ้นเมื่อมันเห็นภาพตรงหน้าถึงกับแข็งค้างกระดูก อย่างงั้น รึ !!!


    อย่าบอกนะว่าภูเขาขนาดย่อมสีขาวตรงหน้าที่ถูกกองซุมกันจะเป็นกระดูกของมนุษย์อะไรมันจะเยอะขนาดนั้นทำไมกระดูกมนุษย์ที่มากมายขนาดนี้ถึงมารวมกันอยู่ที่นี่หรือเจ้าพวกนี้คือคนที่เข้ามาที่แห่งนี้แล้วไม่ได้กลับออกไปมันเกิดอะไรกับที่นี่กันแน่…..

    ขนาดที่เซย์รินกำลังตกใจภาพตรงหน้าอยู่ๆนั้นก็มีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาจากไม่ไกลจากเขามากนัก

    หืม….เหมือนจะมีหนูสกปรกตัวใหม่เข้ามาในที่นี่แหะทั้งที่ไม่มีคนมาเหยียบที่นี่แล้วถึง10 ปี แล้วแท้ๆ


    เด็กหนุ่มหันกลับไปมองยังที่มาของเสียง…สิ่งที่พบเห็นก็คือ ผู้ชายวัยกลางคน คนหนึ่งที่มีลักษณะผิดแปลกจากมนุษย์ปกติทั่วไปที่ส่วนหัวของมันนั้นเหมือนมีเขางอก ออกมาเสียด้วย บุคลิกท่าทางมีสง่าราศี ไม่เหมือนกับคนปกติธรรมดาสามัญท่านเป็นใครกันใช่มนุษย์รึไม่…

    อะไรกัน นี่เจ้าไม่รู้จักเผ่ามารรึยังไง… ชายวัยหลางคนพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะพอใจนักกับคำทักทายครั้งแรกจากเด็กหนุ่มตรงหน้า


    "ข้าย่อมรู้จักอยู่แล้วเผ่ามารแต่ข้าไม่เคยเห็นเผ่ามารที่ไหนจะมีลักษณะเหมือนดั่งท่านมาก่อน

    "แล้วตัวข้ากับเผ่ามารที่เจ้ารู้จักแตกต่างกันยังไงมิทราบ ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงเค็มขึม

    เผ่ามารโดยปกติทั่วไปแล้วหน้าตาจะคล้ายคลึงกับปีศาจแต่จะมีรูปร่างที่เหมือนมนุษย์แต่ผิวโดยส่วนมากของพวกเผ่ามารนั้นจะสีซีดแต่ตัวท่านนั้นแตกต่าง รูปร่างเหมือนดั่งมนุษย์แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับมนุษย์คือส่วนที่เขาของท่าน


    "อ่ะโห….ตาถึงไม่เลว ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงพรึงพอใจเป็นอย่างมากจากคำพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้า

    ข้าขอถามอะไรท่านได้รึไม่ ไอ้โบราณสถานแห่งนี้มันคืออะไรกันแล้วกองกระดูกมากมายที่กองเป็นภูเขานี้ด้วยมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมมีผู้คนถึงได้ตายไปมากมายขนาดนี้


                           สถานที่ที่เจ้าถามนั้นมันก็คือด่านทดสอบ ยังไงล่ะ หากผ่านบททดสอบไปได้ จะทำให้คนผู้นั้นมีพลังความแข็งแกร่งที่มากขึ้นหรือแม้แต่จะได้ทักษะระดับตำนานเชียวล่ะ ส่วนโครงกระดูกที่เจ้าถามเมื่อครู่ว่าเกิดอะไรขึ้น หืม….จะพูดให้ง่ายๆก็คือข้าสังหารพวกมันเองยังไงล่ะ

    อะไร นะทำไมท่านถึงต้องสังหารผู้คนมากมายขนาดนั้นด้วย เพื่ออะไรกัน


    ก็เพราะว่าเผ่ามารกับเผ่ามนุษย์ไม่สามารถยืนอยู่ร่วมโลกกันได้ยังไงล่ะพวกมนุษย์นั้นช่างมีจิตใจที่ชั่วร้ายอำมหิตยิ่งนักพวกมันไปมีปัญญาที่จะสังหารฆ่าได้ พวกมันจึงหลอกล่อข้ามาที่นี่และก็ปิดผลึก จึงไม่สามารถที่จะทำให้ตัวข้านั้นหนีรอดจากที่นี่ได้ ข้าถูกขังมาที่นี่กว่า 1 หมื่นปีแล้ว ผู้คนที่หลงเข้ามาที่นี่ข้าก็เพียงแค่สังหารเจ้าพวกนั้นทั้งหมดเพื่อเป็นการแก้แค้นเล็กๆที่มันบังอาจกล้าที่จะมาทำกับข้าเยี่ยงนี้เอาล่ะเจ้าหนูทีนี้เจ้าก็ตายๆไปได้แล้ว

    ตู๊มมมม ตู๊มมมมมมมม


                          ร่างของเซย์ริน ถึงกับกระเด็นไปไกลอะไรกันพลังระดับนี้มัน ตั้งแต่ที่เขามีพลังอยู่ในระดับตำนานนั้นก็ยังไม่เคยบาทเจ็บขนาดนี้มาก่อนคู่ต่อสู้เพียงแค่โจมตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นทำให้ตัวเด็กหนุ่มถึงกับบาดเจ็บแต่ก็ยังไม่ถือขั้นว่าสาหัดมากนัก

    ส่วนทางด้านชายวัยกลางคนเผ่ามารนั้นก็มีท่าทีแตกตื่นด้วยเช่นกัน อะไร เจ้าเด็กนั้นมันยังไม่ตาย มันมีพลังระดับใดกันที่ทนรับการโจมตีธรรมดาของข้าได้ปกติร่างของมันต้องแหลกเหลวไปแล้วนิ

    เซย์รินจึงระเบิดพลังของตนเองออกมาตู๊มม ตู๊มมม


    หืออออ เจ้าเด็กนี่มันระดับตำนานขั้นที่ 5 อย่างงั้นรึบ้าหน้าเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดขนาดเด็กๆสายเลือดราชวงษ์ของข้าอายุขนาดพอๆเจ้าเด็กนี่ ยังมีระดับพลังเพียงแค่สรรค์ขั้น6 เอง

    เซย์รินปล่อยทักษะดัชนีสายฟ้าของตนขั้นสูงสุดออกมาทันทีอย่างโดยไม่ต้องคิดเพราะเขาสำผัสได้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีความแข็งแกร่งกว่าตนมาก เมื่อเกร๊งพลังเต็มที่แล้วจึงปล่อยออกไปยังศัตรูตรงหน้า


    ตู๊มม ตู๊มมมเกิดการระเบิดครั้งใหญ่แผ่นดินสนั่นสะไหว ฝุ่นคะคุ้งเต็มไปหมด…

    เมื่อฝุ่นเริ่มจากหายไปกับยังเห็นร่างของชายวัยกลางคนเผามารยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน

    มันตบมือ ดังเปาะเปะ แปะ แปะ ไม่เลวไม่เลว เจ้าสามารถทำเสื้อผ้าของข้าขาดเป็นชิ้นๆได้ ยอดเยี่ยมยิ่งนัก

    เมื่อกล่าวจบมันปลดปล่อยพลังของมันออกมา

    หวืดด     หวืดดด


    เด็กหนุ่มถึงกับหน้าเปลี่ยนสีนี่มันพลังระดับใดกันทำไมระดับพลังช่างห่างไกลอย่างนี้….มันเกินความรู้ความเข้าใจของตนไปไกลแล้ว

    เจ้าหนู เจ้าอย่าได้ตกใจไปข้าเปลี่ยนใจที่จะไม่สังหารเจ้าแล้ว

    อะไร นะ นี่เปลี่ยนใจง่ายๆอย่างนี้เลยรึ เด็กหนุ่มจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างโง่งม….

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องจงเรียกข้าว่าจอมราชัน ที่คุณอ่าน