บทที่ 13 พลังทางกายภาพ
เฉินซือหยางใช้เวลาอีกหลายวันขลุกอยู่แต่ในหอตำราที่เกี่ยวข้องกับพลังจิติญญาของตระกูล หนำซ้ำยังเดินวนเวียนมองหาอาวุธที่จะให้ความรู้สึกที่ตอบสนองและถูกชะตากันกับตน สุดท้ายนอกจากความรู้ความเข้าใจที่ประดับสมอง พลังจิติญญาของมันก็มิได้กระเตื้องรุดหนา สรรพวุธทั้งหลายในอาคารแห่งนี้เองก็เงียบกริบไม่มีเสียงตอบรับหรือตอบสนองต่อตัวมันแม้เพียงกระผีก
ตามความเข้าใจของเฉินซือหยาง อย่างน้อยฝึกคัมภีร์เหล่านี้ก็น่าจะส่งเสริมพลังจิติญญาได้บ้าง เพราะเสมอมาก็เป็คัมภีร์เหล่านี้ที่ทำให้บิดามันถูกยกให้เป็ยอดฝีมือลำดับต้นๆ แห่งเมืองไผ่เขียว เช่นเดียวกับเฉินอู่หลงเองก็เพราะฝึกคัมภีร์เหล่านี้มันถึงได้ทะลวงขึ้นไปในระดับที่เป็อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของเมืองไผ่เขียวเช่นกัน ตัวมันมิใช่ไม่เข้าใจในความหมายหรือการตีความตามคัมภีร์ มันมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมสามารถทำความเข้าใจและตีความในตำราของตระกูลได้ แต่เหตุไฉนสรรพวิชาหรือความรู้เหล่านี้จึงไม่มีผลต่อมัน
จินเยว่รับรู้ความนึกคิดของชายหนุ่ม นางเองก็ไม่แน่ใจในรูปแบบพลังจิติญญาที่เพาะบ่มของชายหนุ่ม หากการกระตุ้นการเพาะบ่มเกิดจากพลังชีวิตและจิติญญาของนาง นางยังพอจะอธิบายกับชายหนุ่มได้ว่าระดับความเข้มข้นของพลังจิติญญานางที่กระตุ้นถ่ายเทให้มันสูงเกินกว่าระดับความรู้แห่งคัมภีร์ธรรมดาบนแดนดาราสุดขอบจักรวาลจะเข้าถึงได้ แต่ความเป็จริงพลังจิติญญาและพลังชีวิตของนางเพียงไปกระตุ้นของสิ่งนั้นในหัวใจมัน พลังจิติญญาของมันเพาะบ่มจากสิ่งนั้น วัตถุทรงรีสีดำที่มารดานางได้มอบไว้ให้ ที่เผอิญไปประสานอยู่ในหัวใจของชายหนุ่มั้แ่หลุดเข้าไปในมิติของนางหรืออาจจะเป็ตอนก่อนหลุดเข้าไปในมิติของนางครั้งแรก สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มฝึกพลังจิติญญาได้ยากกว่าผู้อื่น เช่นนั้นคัมภีร์ทั่วเมืองไผ่เขียวที่นับว่าธรรมดาจึงมิอาจจะตอบสนองต่อรูปแบบพลังจิติญญาของมัน
“อาวุธคู่กายยังต้องเลือกที่เหมาะสมกับตน คัมภีร์หรือวิถีพลังเองย่อมมิแตกต่าง หากไม่สอดคล้องแลเหมาะสมกับตน ย่อมแสดงผลที่ดีออกมามิได้”
ได้ยินที่จินเยว่อธิบาย เฉินซือหยางจึงเลิกสนใจในคัมภีร์และสรรพวุธในหอตำราที่ผู้าุโสูงสุดดูแลอยู่ มันมองสองมือของตน
“ต้องเป็คัมภีร์ ตำรา และอาวุธแบบใดกันที่จะเหมาะสมกับข้า"
ฟังคำกล่าวของเฉินซือหยาง จินเยว่เองก็ได้นึกย้อนไปถึงตัวของตนที่แม้จะบรรลุระดับพลังจิติญญาไปไกลแล้วกลับพึ่งค้นพบอาวุธคู่กายที่เหมาะสมซึ่งเป็คันฉ่องมรกต พึ่งสามารถผสานจิติญญากับอาวุธคู่กายและบังเอิญปลดปล่อยจิติญญาจากการผสานนี้เป็ครั้งแรก เป็เหตุให้นางมาประสบโชคชะตาในแดนดาราแห่งนี้
“คำตอบนี้ไม่มีใครรู้ได้ มีแต่ตัวเ้าเองที่จะรู้”
ได้ยินเสียงเอะอะที่ด้านนอกอาคาร เฉินซือหยางจึงเดินออกไปดู เห็นเหล่าคนงานที่เป็คนสวน พ่อครัว หรือแม้แต่แม่บ้านต่างล้อมจับอะไรซักอย่าง เฉินซือหยางรู้สึกสนใจจึงได้ไปดูใกล้ๆ เป็เฉินอู่หลงน้องชายต่างมารดาของมันที่เดินเข้ามาและกล่าวทักทายขึ้น
“ได้ยินว่าหลายวันมานี้ท่านเอาแต่ขลุกอยู่กับคัมภีร์ฝึกพลังแห่งจิติญญาประจำตระกูล ช่างขยันเสียจริง"
แล้วแววตาของมันก็แปรเปลี่ยนเป็เย้ยหยัน พลางกล่าวต่อ
“อ่านหนักขนาดนี้ไม่รู้ว่าท่านได้สิ่งใดหรือไม่"
เฉินซือหยางจึงตอบไป
“ย่อมไม่ได้"
เฉินอู่หลงก็หลุดขำออกมาคราหนึ่ง ก่อนเหลือบมองไปที่เหล่าคนรับใช้ของตระกูล
“การที่ไร้พลังจิติญญาย่อมเป็เื่ยากที่จะเข้าใจอยู่แล้ว พลังจิติญญาระดับสูงเช่นนี้แน่นอนจึงไม่เหมาะกับตัวตนที่ไร้ค่…ไร้พลังจิติญญาเช่นท่าน ข้าขอแนะนำ ท่านลองไปร้องขอให้คนรับใช้เ่าั้ถ่ายทอดความรู้ระดับพื้นฐานให้ดู มิแน่ท่านอาจจะพอเข้าใจระดับพลังชั้นต่ำเ่าั้ได้ อ้อ แต่พลังชั้นต่ำมิได้ง่ายหรอกนะ เพราะหากผู้ฝึกชั้นต่ำกว่า พลังชั้นต่ำนั่นมันก็จะสูงขึ้นมาจนยากไขว่คว้าอยู่ดี”
รู้ว่าตนกำลังถูกเหน็บแนม แต่เฉินซือหยางก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่สะทกสะท้านอันใด
“อ้อ ดีมากที่ชี้แนะ การที่มีลำดับรองคอยส่งเสริมลำดับหลักมันดีอย่างนี้นี่เอง โชคดีจริงๆ ที่ข้ามีน้องอย่างเ้า จะใช้งานหรือขอคำชี้แนะเมื่อไหร่ก็ได้”
แล้วเฉินซือหยางก็กระดิกนิ้วชี้ไปอีกทางราวกับเ้านายสั่งคนรับใช้
“เ้าไปเถอะ ถึงเวลาที่ข้า้ารู้ เดี๋ยวข้าเรียกมาถามใหม่"
แล้วเฉินซือหยางก็เดินมือไพล่หลังไปยังบริเวณเหล่าคนรับใช้ที่รวมกลุ่มกัน ส่วนเฉินอู่หลงกลับยืนกัดฟันกำหมัดแน่น นี่นับเป็ครั้งแรกที่ขยะแห่งตระกูลกล้าแสดงกิริยาและกล่าววาจาเช่นนี้กับมัน
“ลอยหน้าลอยตาให้เต็มที่ วันที่เ้าออกจากตระกูลเมื่อไหร่ เ้าจะได้หายไปไม่มีวันหวนกลับ คำว่าสายหลักจะหายไปอย่างชอบธรรม!”
เฉินซือหยางมาถึงบริเวณที่เหล่าคนรับใช้กำลังแออัดจอแจ พวกมันกำลังวุ่นอยู่กับการไล่จับหมูป่าตัวหนึ่งที่วิ่งวนเวียนทำลายพืชสวนที่ปลูกไว้บริเวณด้านหลังตระกูล หมูป่าตัวนั้นทั้งวิ่งเร็ว ทั้งหนาใหญ่ วิ่งชนใคร คนนั้นเป็ต้องล้มกลิ้งระเนระนาดไปคนละทิศละทาง ดูเหมือนว่าเหล่าคนรับใช้ของตระกูลจะเพลี่ยงพล้ำให้แก่หมูป่าตัวเขื่องเสียแล้ว แต่โลกใบนี้ล้วนเต็มไปด้วยผู้มีพลังจิติญญา ชาวบ้านปถุชนทั่วไปมีพลังจิติญญาระดับสู่สามัญทั้งสิ้น คนรับใช้เหล่านี้จึงยังพอหยัดยืนต้านทานหมูป่าตัวใหญ่ที่ไล่ชนได้ อีกทั้งยังดูเหมือนว่าในกลุ่มคนรับใช้ที่มีพลังจิติญญาระดับสู่สามัญ มีอยู่ถึงสองคนที่มีพลังจิติญญาสู่สามัญ ระดับห้าขึ้นไป!
เฉินซือหยางย่อมมองไม่ออกว่าใครมีพลังจิติญญาอยู่ในระดับเท่าใด แต่จากที่เคยฟังจินเยว่อธิบาย ผู้มีพลังจิติญญาสู่สามัญระดับห้าขึ้นไปจะสามารถััและเชื่อมโยงกับอาวุธที่เหมาะสมกับตนเองได้ นั่นจะทำให้พวกมันค้นพบพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กาย ซึ่งคนรับใช้สองคนนั้นกำลังใช้พลังจิติญญาของตนร่วมกับพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายอยู่
หนึ่งมีมีดทำครัวเป็อาวุธคู่กาย มันก็คือพ่อครัวใหญ่ประจำตระกูลเฉินนี้
อีกหนึ่งมีมีดทำสวนเป็อาวุธเคียงคู่ มันก็คือหัวหน้าคนสวนประจำตระกูล
ทุกหนึ่งการฟาดฟันมีดทำครัวและมีดทำสวน หากเป็ปกติย่อมมิอาจเฉียดผ่านิัที่หนาเตอะของหมูป่าได้ง่ายๆ แต่การฟาดฟันอาวุธของคนทั้งสอง ดูจะมีประกายบางอย่างวูบวาบแวบหนึ่ง ก่อนจะปรากฏรอยกรีดลากบนพื้นดินเป็ทางยาว เฉือนร่างหมูป่าตัวนั้นอย่างพร้อมเพรียง คมมีดทำครัวและทำสวน แม้นฟันจากระยะห่างที่ไกลจากหมูป่า ทว่าคมมีดสองเล่มกลับส่งไปถึง!
เฉินซือหยางได้เห็นดังนั้นนับว่าเป็การเปิดโลกทัศน์ของมันอย่างแท้จริง เสมอมาเคยได้ฟังแต่มารดาเล่า เคยได้อ่านแต่ในนิทาน เคยเห็นแต่ประกายวูบวาบสีเขียวของจินเยว่จากห้วงมโนจิต มาบัดนี้มันจึงค่อยได้เห็นของจริงกับตาสองข้างของตนเอง
“นี่น่ะหรือ สิ่งที่เรียกว่าพลังจิติญญา”
เฉินซือหยางพึมพำขึ้น พร้อมกับร่างหมูป่าที่ถูกผ่าแยกเป็สามส่วน แต่กระนั้นร่องดินที่คล้ายมีการขีดลากสองสายก็ยังมุ่งเคียงคู่กันไปไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ซึ่งตำแหน่งที่รอยขีดนั่นมุ่งไปก็คือ จุดที่เฉินซือหยางยืนอยู่!
หัวหน้าคนทำสวนผู้นั้นคิดข่มขู่กลั่นแกล้งเฉินซือหยาง จึงจงใจแผ่พุ่งพลังต่อเนื่องหวังทำให้ขยะประจำตระกูลหวาดกลัวจนฉี่ราด คิดหวังสร้างความดีความชอบต่อนายน้อยผู้มีพร์อย่างเฉินอู่หลง ทว่าหัวหน้าพ่อครัวคนนั้นกลับไม่ใช่ มันคิดทำร้ายเฉินซือหยาง โดยจะใช้ข้ออ้างว่าเป็ลูกหลงจากการกำจัดหมูป่า ที่มันทำเช่นนี้เพราะมันแค้นใจ มันแค้นใจแทนบุตรีของมันซึ่งเป็หญิงรับใช้นางนั้น หญิงรับใช้ที่ถูกเฉินซือหยางทำให้ตกอ่างน้ำร้อนจนิัแดงก่ำมิกล้าออกมาสู้หน้าคน เสมอมาพวกมันเคยทำความลำบากแก่คนอื่นจนติดเป็นิสัย พอคนอื่นทำคืนบ้างกลับโกรธแค้น พอโกรธแค้นจึงทำอะไรไม่ยั้งคิด การกระทำครั้งนี้ของมันหากเป็คนทั่วไปที่ไร้พลังจิติญญาอาจตายได้ทันที มันรู้เช่นนี้แต่มันก็ยังทำ เพราะมันมั่นใจว่าขยะตนนี้ตายไปก็มีแต่จะสร้างความพึงพอใจแก่ผู้คน หัวหน้าพ่อครัวมันจึงไม่ลังเลที่จะแผ่พุ่งพลังร่วมกับอาวุธคู่กายเข้าหาเฉินซือหยาง
แต่ทางด้านหัวหน้าคนสวนมันคิดเพียงกลั่นแกล้ง เมื่อเห็นรอยขีดที่ตัดพื้นดินของหัวหน้าพ่อครัวพุ่งไปไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงมันก็พลันตื่นตระหนก แม้ขยะตนนี้จะไร้ค่าเพียงใด แต่มันก็เป็ถึงบุตรชายคนโตของผู้นำตระกูล หากมันตายเช่นนี้เื่ไม่จบง่ายๆ แน่ ความโชคร้ายต้องตกมาสู่ตนด้วย เพราะแม้ตนจะแค่คิดกลั่นแกล้ง แต่พลังที่ถูกปล่อยออกที่เกิดขึ้นพร้อมกัน หนึ่งสลายหนึ่งมุ่งเป้า สุดท้ายก็ย่อมถูกมองเป็ความผิดคู่อยู่ดี เป็เช่นนั้นไม่เพียงแต่ตนจะลำบาก ครอบครัวตนก็อาจจะไม่เหลือรอด
คิดเช่นนี้จึงเป็ทางด้านหัวหน้าคนสวนที่สะบัดปลายมีดทำสวนจนพลังเบี่ยงวิถี ปะทะเข้าใส่พลังคมมีดทำครัวของหัวหน้าพ่อครัว แต่ด้วยระยะที่ประชิดจนแทบบรรลุถึงร่างของเฉินซือหยางแล้ว มันจึงไม่รู้ว่าจะปัดป้องวิถีการโจมตีของมีดทำครัวได้หรือไม่ รวมถึงมีดทำสวนของตนเองจะหลุดพ้นตำแหน่งร่างกายของชายหนุ่มหรือไม่
ส่วนเฉินซือหยางมองรอยขีดสองเส้นซึ่งกำลังมุ่งมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ชายหนุ่มจึงขมวดคิ้วเป็ปม สัญชาตญาณของมันกระตุ้นเตือนถึงความอันตราย แม้พลังจิติญญายังใช้ไม่ได้ แต่มันฝึกพลังลมปราณจนมีพลังทางกายภาพที่แข็งแกร่งมิใช่น้อย ด้วยความจวนตัวมันจึงผนึกลมปราณใช้พลังทางกายภาพที่ฝึกหนักอย่างต่อเนื่องมาคุ้มกายอย่างกระทันหัน
เสียงเปรี้ยงดังสนั่นข้างกายของเฉินซือหยาง ดูจากระยะไกลคล้ายกับเหมือนว่าพลังจิติญญาที่แผ่พุ่งจากมีดทำครัวและมีดทำสวนจะปะทะถูกร่างของชายหนุ่ม แต่ในอีกทางก็ดูเหมือนเฉียดๆ ไป มิได้ถูกร่างของมัน หัวหน้าคนทำสวนจึงลุ้นจนเหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง มันเบิกตาที่สั่นพร่าพยายามมองร่างของเฉินซือหยางอย่างลุ้นระทึก ในใจได้แต่ภาวนาว่าร่างนั้นจะไม่โปรยปรายไปด้วยฝนโลหิตที่พวยพุ่ง
หัวหน้าคนสวนผู้นั้นจ้องอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายเห็นเฉินซือหยางเดินจากไปด้วยฝีเท้าที่ปกติไม่ติดขัด ร่างกายก็ไม่มีรอยโลหิตอันใด มันก็เป่าปากอย่างโล่งอก พลางหันไปตวาดใส่หัวหน้าพ่อครัว
“เ้าทำบ้าอะไร คิดจะทำที่ไหนก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่ เมื่อครู่หากข้ามิใช้พลังจิติญญาแห่งมีดทำสวนเบี่ยงวิถีพลังของเ้า พวกเราและครอบครัวต้องจบสิ้นแน่!”
ถึงตอนนี้โทสะของหัวหน้าพ่อครัวค่อยเย็นลงบ้าง เมื่อสติเย็นลง คนค่อยได้คิดและเป่าปากอย่างโล่งใจ
“ข้าคิดน้อยไป ขอบใจที่เ้ายื่นมือ"
“เมื่อเ้าเข้าใจก็ดีแล้ว เช่นนั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ"
กล่าวจบทั้งสองก็สั่งให้คนอื่นเก็บซากหมูป่า ส่วนพวกมันได้เก็บอาวุธคู่กายของตน ทว่ามีดทำครัวและมีดทำสวนยังมิทันได้เก็บเข้าสู่ฝัก ใบมีดทั้งสองก็พลันแตกสลายร่วงกราวราวกับเศษกระจก!
คนทั้งสองแตกตื่นจนร่างแข็งค้าง อาวุธคู่กายที่มีพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่ง อาวุธที่ตอบรับและเชื่อมโยงกับพลังจิติญญาตนได้ เหตุใดจู่ๆ อาวุธที่สำคัญเช่นนี้จึงพังทลายลงเพียงชั่วพริบตา เมื่อพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายแตกดับไปพร้อมกับอาวุธ ผลกระทบจึงย้อนหวนไปหาพลังจิติญญาของคนที่เชื่อมโยงกันอยู่ ส่งให้พวกมันกระอักโลหิตคำใหญ่ ร่างล้มตึงสิ้นสติทั้งยืน
ั์ตาของจินเยว่เหลือบมองไปยังทิศทางของหัวหน้าคนสวนและหัวหน้าพ่อครัวเพราะััได้ หัวคิ้วของนางปรากฏปมขมวดให้เห็นเล็กน้อย พลังทั้งสองจากอาวุธคู่กายนั่นปะทะใส่ไหล่ซ้ายของเฉินซือหยางอย่างจัง ด้วยระดับพลังเพียงเท่านี้ นางมั่นใจว่าร่างกายที่ฝึกฝนอย่างหนักภายใต้ฐานรากที่เป็ไขกระดูกัาย่อมต้านทานรับได้ ทว่านางกลับไม่คาดคิดว่ามันจะถึงขั้นสะท้อนพลังของฝ่ายตรงข้ามได้เช่นนี้
จินเยว่จึงคิดขึ้นในหัวพร้อมตัดการเชื่อมต่อการได้ยินผ่านห้วงมโนจิตของชายหนุ่มไป ทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถรับรู้ว่านางคิดอะไร
“เพียงพลังทางกายภาพยังดีดสะท้อนทำลายไปถึงจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายของฝ่ายตรงข้ามที่มีพลังจิติญญาสู่สามัญระดับห้าได้ พลังทางกายภาพแห่งัานี้ร้ายกาจกว่าที่คิดไว้ไม่น้อย แต่ที่ร้ายกาจยิ่งกว่า… บุรุษหนุ่มผู้นี้ ช่างน่าสนใจแล้วสิ"