หากแต่เมื่อสายตาหิรัญ หันไปกับฝนทิพย์ เขาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตั้งสติแล้วพารตีเดินเข้าไปหาบิดาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“สวัสดีค่ะ คุณพ่อ” รตียกมือไหว้ พร้อมกับเลื่อนสายตามองคนแปลกหน้าที่แต่งตัวบ้าน ๆ ด้วยความแปลกใจ ทว่ายังคงสำรวมไม่ถามอะไรออกไป
“สวัสดี” อธิพันธ์ยกมือรับไหว้
“นี่มันอะไรกันเหรอครับคุณพ่อ ทำไมมีกระเป๋าเยอะแยะเลยครับ” หิรัญเลื่อนมองกระเป๋าเก่า ๆ ที่วางกองอยู่กับพื้น แล้วเงยหน้าถามบิดาด้วยความไม่เข้าใจ
“แน่ใจเหรอ ว่าจะให้ฉันพูดตรงนี้” อธิพันธ์ถามลูกชาย พลางเลื่อนสายตาไปยังรตีที่ยืนอยู่ หากแต่เมื่อหิรัญได้ยินดังนั้น เขาจึงหันไปหาหญิงสาว แล้วเอื้อมไปจับมือเธอพลางส่งยิ้มอ่อนให้
“ขอโทษด้วยนะ ผมไม่รู้ว่าวันนี้คุณพ่อมีแขก เอาไว้ทานอาหารด้วยกันวันอื่นดีกว่านะ เดี๋ยวผมไปส่ง” เขาพูดพร้อมกับโอบหลังหญิงสาว เตรียมพาเธอเดินออกจากบ้าน ก่อนเสียงเรียกของอธิพันธ์จะดังขึ้น
“เดี๋ยวก่อน วันนี้ให้ชัยศักดิ์ไปส่งหนูรตีก่อนละกัน พวกเรามีเื่ต้องคุยกับแก” ชายหนุ่มหันใบหน้าหล่อเหลากลับมาสบตาบิดา แล้วจำใจปล่อยให้รตีเดินทางกลับ ตามคำสั่งของอธิพันธ์ ก่อนร่างของเขาจะก้าวเข้ามานั่งด้านข้าง พลางทอดสายตาไปยังฝนทิพย์ที่นั่งมองอยู่
“ตกลงคุณพ่อจะอธิบายได้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีกระเป๋าพวกนี้เข้ามาในบ้านของเรา” น้ำเสียงราบเรียบของเขาเอ่ยถามบิดาด้วยความไม่เข้าใจ
“ฉันให้หนูฝนและยายของเธอเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา” สิ้นเสียงของบิดา หิรัญถึงกับชะงักนิ่ง
“พ่อครับ ผมบอกแล้วไงว่าให้รอผลตรวจก่อน ทำไมต้องใจร้อนด้วย”
“ทำไมต้องรอผลตรวจ ในที่สุดถ้าเด็กไม่ใช่ลูกแก ฉันจะให้หนูฝนและยายเขากลับไปใช้ชีวิตปกติ แต่ถ้าใช่ขึ้นมา...แกจะทำยังไง จะให้ฉันรู้สึกผิดไปตลอดหรือไง” หิรัญพ่นลมหายใจออกมา พลางเม้มปากด้วยความสับสน
“แล้วยังไงครับ ให้ฝนทิพย์กับคุณยายอยู่ร่วมกับเราที่นี่เหรอครับ แล้วรตีล่ะ ผมบอกพ่อแล้วไม่ใช่เหรอว่าผมกับรตีจะแต่งงานกัน พ่อทำแบบนี้จะให้รตีเขาคิดยังไง” ฝนทิพย์นิ่งเงียบเก็บรายละเอียดทุกอย่างจากอีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไร ทำได้เพียงกำมือยายไว้แน่น เพื่อให้กำลังใจกันอย่างเงียบ ๆ
“เื่รตี แกก็แก้ปัญหาเองละกัน”
“งั้น...ผมขอพูดตรงนี้เลยแล้วกัน จะได้เข้าใจตรงกันทุกฝ่าย ผมกับฝนทิพย์เราพลาดมีอะไรกันก็จริง แต่เราไม่เคยรักกัน และถ้าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกผม ทุกอย่างก็ขอให้จบ จะไม่มีการเรียกร้องใด ๆ เกิดขึ้น แต่ถ้าเด็กในท้องของฝนทิพย์เป็ลูกผมจริง ผมขอรับผิดชอบแค่ลูกเท่านั้น เพราะคนที่ผมจะแต่งงานด้วยก็คือรตี” คำประกาศของเขาทำให้หญิงชรา หันมองหน้าฝนทิพย์ด้วยความเป็ห่วง ก่อนที่หญิงสาวปล่อยยิ้มให้หญิงชราเห็นว่าเธอเข้มแข็งเพียงใด
“ได้ค่ะ หากพิสูจน์แล้วว่าเด็กในท้องฉัน เป็ลูกของคุณจริง คุณอยากแต่งงานกับใครก็ได้ เราต่างเป็อิสระไม่ผูกมัดอะไรกันนอกจากลูกเท่านั้น” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีอาการหวาดหวั่นแต่อย่างใด อธิพันธ์ได้ยินดังนั้น จึงหันมากล่าวกับลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ได้ยินชัดแล้วนะ หิรัญ ฉะนั้นเื่ที่ฉันให้หนูฝนกับยายย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ ก็เป็อันตกลง” ก่อนชายหนุ่มจะยกมือขึ้นกอดอก
“ยังมีอีกเื่ที่เราต้องตกลงกัน”
“ว่ามาได้เลยค่ะ”
“หลังจากคุณคลอดแล้ว ผมจะจ้างพยาบาลมาดูแล ดังนั้นคุณกับยายคงอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้ ผมไม่อยากให้รตีไม่สบายใจ”
“แกจะห้ามแม่ห้ามลูกแบบนั้นได้ยังไง คนที่จะทำความเข้าใจคือรตี ไม่ใช่ฝนทิพย์” อธิพันธ์เอ่ยเตือน ก่อนฝนทิพย์จะปล่อยยิ้มกว้าง
“แบบนั้นก็ได้ค่ะ หลังจากคลอด ฉันจะจากไปทันที แต่มีข้อแม้ค่ะ”
“ข้อแม้อะไร” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฉันสามารถมาหาลูกได้ตลอดเวลา ไม่มีข้อยกเว้นกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น ฉันอยากเจอลูกตอนไหน ฉันต้องได้เจอโดยไม่มีคำปฏิเสธ ถ้าคุณรับปากฉัน ฉันก็จะยอมให้ลูกอยู่ที่นี่ เพราะรู้ว่ายังไงลูกจะอยู่อย่างมีความสุข” หลังจากได้ยินดังนั้น หิรัญปล่อยยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ การต่อรองกับฝนทิพย์ง่ายกว่าที่คิดไว้มาก