อัญญาที่เดินออกมาจากห้องครัวเองก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อได้ยินประโยคเดียวกัน ภายในมือเจ้าหล่อนมีคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จหมาด ๆ
“แปลว่าคุกกี้ป้าคงขายไม่ออกแล้วมั้งเนี่ย” เสียงเจ้าหล่อนทุ้มแหบ แต่ยังคงเต็มไปด้วยความใจดี
เด็กน้อยถูกดึงความสนใจไปในทันที วาเลนไทน์ผละออกจากกล่องไอศกรีม เดินไปหาอัญญาพร้อมกับเขย่งขาเล็ก ๆ เพื่อเอื้อมมองขนมในมือของหล่อน
“ชอบญาญ่าที่สู๊ดดเลยค่า” เสียงเล็กตะโกนอย่างออดอ้อน เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่ทั้งสามคนอีกครั้ง
“ปากหวานแบบนี้ พ่อถึงได้รักได้หลงนัก” อัญญาเอ่ยพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิกแก้มเล็กเบา ๆ อย่างเอ็นดู ขณะที่คนปากหวานนั้นสนใจเพียงแค่คุกกี้บนถาดในมือของอีกฝ่ายเท่านั้น อัญญายกมือลูบศีรษะเล็ก เดินนำเธอไปยังโต๊ะเล็กที่ตะวันวาดนั่งอยู่ด้วย วาเลนไทน์เดินเตาะแตะตามอีกฝ่ายไป
“ถ้ามีคนเลี้ยงดีขนาดนี้ ลุงว่าเจ้าวาเลนไทน์ต้องกลายเป็นก้อนกลม ๆ เร็ว ๆ นี้แน่” สินธพเอ่ย พลางเล่าให้ตะวันวาดฟังว่าอัญญาขยันทำอาหาร และทำขนมมากตั้งแต่วาเลนไทน์ย้ายเข้ามาอยู่กับพวกเขา
“เหลนยังตัวเด็กแค่นี้ อยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน” คนเป็นภรรยารีบเอ่ยสวนทันที
สินธพหัวเราะ ส่ายหน้าเล็กน้อย
“ดีนะ ฉันเจอเธอตอนคุณหนูโตแล้ว.. ไม่งั้นโตมาคงกลายเป็นหมี แทนที่จะเป็นนายแบบเหมือนตอนนี้” คนเป็นลุงกล่าว ก่อนจะสะดุ้ง เพราะโดนภรรยาตีป๊าบ! เข้าให้ที่ลำแขน
ตะวันวาดได้แต่ฟังและหัวเราะ บุคคลที่ถูกกล่าวถึงครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เธออดนึกถึงเขาไม่ได้ เธอใช้เวลาอยู่ที่บ้านสินธพจนเกือบเย็นก่อนจะลาทั้งคู่กลับ
เมื่อตะวันวาดกำลังจะก้าวขาออกจากบ้าน วาเลนไทน์ก็ใช้แขนทั้งสองข้างคว้าหมับเข้าที่เอวของเธอ
“พรุ่งนี้พี่ซันนี่จะมาอีกไหม”
นัยน์ตาสีเขียวอมเทาใสกิ๊งมองเธอด้วยท่าทีออดอ้อนจนตะวันวาดไม่กล้าปฏิเสธ แต่เธอก็ไม่สามารถมาเยี่ยมเด็กน้อยได้ทุกวัน.. หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะย่อตัวลงคุยกับสาวน้อย เธอใช้มือวางลงบนผมหยักศกพองฟูที่แทบจะไม่ต่างกับผมของเธอเอง
“ไว้พี่จะมาหาใหม่นะ” ตะวันวาดยิ้มให้เธอ
วาเลนไทน์ยกมือเล็กป้อมขึ้นมาตรงหน้า ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยเล็กออกมา
“สัญญานะ”
ตะวันวาดยิ้มกว้างขึ้น พร้อมกับใช้นิ้วก้อยของตัวเองเกี่ยวกับนิ้วก้อยของเด็กน้อย
“สัญญาจ้ะ”
ทันใดนั้น.. ภาพตรงหน้ากระตุกความทรงจำหนึ่งที่เธอยังคงจำได้ฝังใจ ใบหน้าเล็กเบื้องหน้ามีเค้าโครงของชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย..
“พรุ่งนี้พี่จะมาเล่นกับตะวันอีกใช่ไหม”
“อื้ม มาสิ”
“สัญญานะ”
“สัญญา”
ตะวันวาดกลืนน้ำลายอึก.. หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ หญิงสาวสะบัดหน้าไล่ความทรงจำนั้นให้หลุดออกไปแม้ภาพของอันธกานต์ยังคงชัดเจน
“ปล่อยพี่ตะวันได้แล้วจ้ะวาเลนไทน์” อัญญาเอ่ยปากขึ้นเมื่อเห็นว่าสาวน้อยยังคงเกาะตะวันวาดหนึบหนับ
ร่างเล็กค่อย ๆ ปล่อยมือจากหญิงสาวอย่างจำใจก่อนจะเดินกลับไปหาอัญญา มือเล็กโบกไปมาพร้อมบอกลาตะวันวาด หญิงสาวโบกมือกลับให้เธอ ก่อนจะเดินกลับออกไปจากตัวบ้าน..
ระหว่างที่ตะวันวาดยังคงพยายามหางานใหม่อยู่นั้น เธอได้สมัครทำงานพาร์ทไทม์ที่ภัตตาคารร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่พักมากนัก เย็นวันนี้ก็เป็นการเริ่มงานวันแรกของเธอ..
ร่างบางใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงจากบ้านสินธพก็เดินทางไปถึงร้านอาหาร หน้าที่หลักหญิงสาวได้รับคือการเป็นพนักงานเสิร์ฟ และช่วยงานหลังครัว ยังโชคดีที่ห้องพักของเธอนั้นค่าเช่าไม่สูงมาก ทำให้รายได้ที่ได้จากร้านอาหารพอจะจ่ายค่าที่พักและเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้แม้ว่าเธอจะต้องอยู่อย่างประหยัดมากก็ตาม.. ตะวันวาดหวังว่าเธอจะหางานใหม่ได้ภายในหนึ่งเดือนหลังจากนี้ เพราะเงินเก็บที่มีอยู่นั้นเพียงพอที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายต่อเดือน และค่าผ่อนคอนโดที่เธอต้องรับผิดชอบได้อีกเพียง 2 เดือนเท่านั้น
“นี่ตะวัน เป็นเด็กเสิร์ฟกะดึกคนใหม่” เสียงห้าวแข็งของแม่ครัวร่างใหญ่เอ่ยบอกกับชายหนุ่มร่างผอมบางคนหนึ่ง แม่ครัวพยักพเยิดหน้ามาที่เธอ ตะวันวาดหันไปสบตากับชายหนุ่มคนนั้น
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวตี๋ เขายิ้มจนตาหยีพร้อมกับทักทายเธออย่างสดใส
“สวัสดีตะวัน ฉันชื่อพี เป็นเด็กเสิร์ฟเหมือนกัน”
“ฝากตัวด้วยนะ”
ตะวันวาดตอบ พร้อมยิ้มรับ และโบกมือทักทายเขาเล็กน้อย
พนักงานภายในภัตตาคารส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำซึ่งมีอยู่ไม่ถึง 10 คน ในขณะที่ช่วงกลางคืนลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการเปิดรับพนักงานพาร์ทไทม์เพิ่ม และตะวันวาดก็เป็นหนึ่งในนั้น
‘พี’ หรือ ‘พีรภัทร’ ช่วยอธิบายรายละเอียดงานคร่าว ๆ ให้เธอฟัง ตะวันวาดจึงได้ทราบว่าเขาทำงานช่วงกะกลางคืนเช่นเดียวกับเธอมา 2 เดือนแล้ว เนื่องจากเนื้องานของพนักงานเสิร์ฟนั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงตะวันวาดก็เข้าใจขั้นตอนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการต้อนรับลูกค้า การแต่งตัวของพนักงาน หรือวิธีการจดรายการอาหารต่าง ๆ
“มีอะไรก็ถามเราได้นะ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างเป็นมิตรอีกครั้ง พร้อมกับยกนิ้วโป้งชี้ขึ้นให้เธอ
“ขอบคุณนะ”
ตะวันวาดตอบพร้อมรอยยิ้มก่อนทั้งคู่จะแยกย้ายกันไปทำงาน..
บ้านสินธพ..
นาฬิกาข้างฝาผนังเข็มยาวชี้ตรงไปยังเลข 10 บอกเวลาสี่ทุ่มตรง ร่างสูงที่ขยับในความมืดยกมือขึ้นนวดเบ้าตาน้อย ๆ ก่อนจะหันมองเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่บนโซฟาข้างกายเขา
อันธกานต์ยกมือลูบศีรษะวาเลนไทน์อย่างอ่อนโยน ค่อย ๆ ใช้มือสอดอุ้มร่างเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมกอด
ขณะที่เขาอุ้มลูกสาวเดินกลับเข้าไปในห้องนอนก็สวนทางกับสินธพที่เดินออกมาจากอีกห้องหนึ่ง
“วันนี้หลับเร็วผิดปกตินะครับ ปกติกว่าจะยอมนอนก็เกือบเที่ยงคืน” อันธกานต์เอ่ยบอกผู้เป็นลุงเสียงเบา พร้อมมองวาเลนไทน์ด้วยความเอ็นดู
“วันนี้น่าจะใช้พลังช่วงบ่ายไปซะเยอะ แกไม่ได้เล่าให้ฟังเหรอครับว่าหนูตะวันวาดมาเยี่ยม” สินธพเอ่ยยิ้ม ๆ สายตามองไปยังคนตัวเล็กที่หลับอยู่ในอ้อมกอดของอันธกานต์ ทำให้เขาไม่ทันสังเกตเห็นแววตาสีน้ำตาลเข้มที่กระตุกวาบไปเมื่อได้ยินชื่อของบุคคลที่ไม่ได้ปรากฏตัวอยู่ในตอนนี้
“ตะวันมาเหรอครับ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถาม
คนเป็นลุงพยักหน้าตอบ
“ครับ ยายหนูพูดจ้อไม่หยุดเกือบสองชั่วโมง” เขาเล่าต่อ พร้อมหัวเราะเบา ๆ
“....” อันธกานต์ไม่เอ่ยอะไร จนกระทั่งสินธพเงยขึ้นมาสบตาเขา
“ลุงออกมาทำอะไรครับ หรือนอนไม่หลับ” เขาถาม
คนสูงวัยกว่าส่ายหน้าไปมา
“ลุงออกมาเติมน้ำให้ป้าอัญน่ะ” ว่าแล้วสินธพก็โชว์กาน้ำขนาดไม่ใหญ่นักในอุ้งมือ
“งั้นผมพาวาเลนไทน์เข้าห้องก่อนนะครับ เสร็จแล้วคงกลับเลย”
“ไป ๆ มา ๆ แบบนี้เหนื่อยแย่เลยนะครับคุณหนู” คนเป็นลุงที่ดูแลชายหนุ่มมาทั้งชีวิตก็ยังคงอดเป็นห่วงไม่ได้
อันธกานต์ยิ้มในความมืด..
“ผมสบายมากครับ ลำบากลุงกับป้าอัญญาต่างหาก”
คราวนี้สินธพจึงรีบส่ายหน้าบ้าง
“ไม่เลยครับ ยังไงลุงกับป้าก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว” คนสูงวัยกว่าหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“คุณหนูรีบพายายหนูไปนอนเถอะครับ จะได้รีบกลับไปพักผ่อน”
ได้ยินเช่นนั้นอันธกานต์จึงยิ้มให้อีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะเดินพาสาวน้อยในอ้อมไปส่งในห้องนอนของเธอ..
อันธกานต์ขับรถออกจากบ้านสินธพ มุ่งตรงกลับไปยังคอนโดตรีธารา ทว่าขับไปได้เพียงแค่ครึ่งทางชายหนุ่มกลับม้วนพวงมาลัยเปลี่ยนเส้นทางกลับไปยังสำนักงานใหญ่ ณ ตึกเอราวัณ
ขณะที่รอสัญญาณไฟจราจร ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดอีเมลที่เพตราส่งให้เมื่อช่วงกลางวัน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มไล่มองข้อมูลที่อยู่จากเอกสารแนบในอีเมล ก่อนจะพิมพ์ที่อยู่นั้นลงบนแผนที่กูเกิ้ลในมือถือของตัวเอง..
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง รถสปอร์ตสีดำคันหรูคู่ใจของอันธกานต์ก็จอดลงหน้าตึกห้องพักแห่งหนึ่งภายในซอยมืดที่มีเพียงแสงสว่างจากไฟข้างถนนเพียง 2 ดวง ชายหนุ่มลดกระจกรถลงชำเลืองมองไปยังตึก 6 ชั้นเบื้องหน้า
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกลับมาจับจ้องอยู่ที่หน้าจอมือถือของตัวเองอีกครั้ง
ห้อง 613 ตึกชนะใจ ถนน..
อันธกานต์เคลื่อนตัวออกจากรถยนต์ของตัวเอง หันซ้ายขวามองไปรอบด้านที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดของค่ำคืนเสียส่วนใหญ่ เขาคว้ากล่องบุหรี่ที่เพิ่งหยิบออกมาจากตัวรถพร้อมกับไฟแช็กสีเหลืองอ่อนภายในมือ เพียงไม่กี่วินาทีควันบุหรี่สีเทาอ่อนก็ลอยคลุ้งขึ้นจากริมฝีปากหยัก..
ที่จริงอันธกานต์ไม่ค่อยสูบบุหรี่.. เขาสูบเป็นครั้งคราวหากต้องเข้าสังคมหรือเวลาที่รู้สึกว่าจิตใจว่อกแว่กเกินกว่าที่ตัวเองจะสามารถควบคุมได้..
ร่างสูงเงยศีรษะขึ้นเล็กน้อยมองชั้นสูงสุดของตึกหอพักที่มีป้ายใหญ่เด่นหรา ‘ชนะใจ’ ติดอยู่.. ป้ายสีขาวม่วงที่ไร้รสนิยมดูจืดชืดเก่าแก่เสียจนไม่สามารถเดาได้ว่าตึกนี้ถูกสร้างมาแล้วกี่สิบปี ตึกเก่าแบบนี้มาตรการรักษาความปลอดภัยคงแย่เสียจนเขาสามารถเดินเข้าไปในตัวตึกโดยที่ไม่ต้องมีแม้แต่ป้ายแสดงตัวหรือกุญแจห้อง
“หาห้องที่ดีกว่านี้ไม่เป็นหรือไง” เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่นัก
มือเรียวคีบบุหรี่ออกจากริมฝีปาก ถอนลมหายใจออก ร่างสูงเปิดประตูรถอีกครั้งก้มไปหยิบถาดเขี่ยบุหรี่ขนาดพกพา เขากดบุหรี่ที่เหลือลงบนถาด และวางมันเก็บไว้ภายในรถ