เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยจวินหวงถึงรู้สึกโล่งอกเหงื่อเย็นซึมออกมาเต็มหน้าผาก ตอนนี้น้ำที่นางแช่ตัวอยู่เย็นหมดแล้วตัวนางจึงสั่นระริกอย่างหยุดไม่อยู่
นางหยิบเสื้อผ้าที่อยู่ด้านข้างคลุมร่างไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นถึงค่อยๆ เดินออกมาจากหลังฉากกั้นเห็นหนานสวินที่ยืนย้อนแสงอยู่จึงถามขึ้น"ดึกขนาดนี้แล้วมาหาข้ามีเรื่องสำคัญอะไรหรือไม่?"
หนานสวินลอบถอนใจเงียบๆ แล้วก็เป็นดังคาด จวินหวงยังคงถามซ้ำ ก็ถูกแล้วที่เขามาหานางกลางดึกก็ต้องมีเหตุผลสักข้อที่น่าเชื่อถือเขากระแอมสองสามครั้งแล้วกล่าวเสียงดังฟังชัด "วันนี้ข้าลืมถามเจ้าไปว่าเจ้าคิดจะจัดการเรื่องของหว่านเอ๋อร์อย่างไร?"
พอได้ยินชื่อหว่านเอ๋อร์ จวินหวงก็เซื่องซึมลงมาเล็กน้อยนางไม่อยากให้ใครพูดถึงหว่านเอ๋อร์อีกเลยจริงๆ แต่กลับไม่มีหนทางจะหลีกเลี่ยง เย็นวันนี้ตอนที่กินอาหารอยู่หนานกู่เยว่ก็ถามหยั่งเชิงไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ ตนเองก็ตอบปฏิเสธไปแล้วแต่นางไม่คิดว่าหนานสวินจะปีนกำแพงเข้ามาเพื่อถามคำถามนี้อีก
หนานสวินมองจวินหวง ในเวลานี้ผมยาวของนางยังไม่แห้งปลายเส้นผมยังมีน้ำหยดติ๋งๆ ลงมา ชุดคลุมที่อยู่บนเรือนร่างของนางให้ความรู้สึกอ่อนโยนในแบบสตรีอยู่หลายส่วนใบหน้าที่ไม่ได้ประทินด้วยผงแป้งดูเยือกเย็นสงบนิ่ง
"ข้าบอกไปชัดเจนแล้ว ข้าจะแต่งงานกับองค์หญิงหว่านเอ๋อร์ได้อย่างไรต่อให้ข้าอยากแต่ง ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย" จวินหวงหัวคิ้วขมวด พูดด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
"แม้จะกล่าวเช่นนี้แต่หว่านเอ๋อร์นิสัยใจคอนางเป็นอย่างไรข้ารู้ดีที่สุดนางไม่ใช่คนที่ปล่อยวางอะไรง่ายๆ หากไม่มีเหตุผลที่ดีพอจะให้นางเลิกล้มความตั้งใจเกรงว่านางจะตามพัวพันเจ้าไปอีกสามปีห้าปีแน่นอน" หนานสวินกล่าวอย่างจริงจังพลางถอนหายใจ
จวินหวงหลุบสายตามองพื้นอย่างเลื่อนลอย ผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงเอ่ยปากขึ้น"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะบอกนางให้รู้กันไปเลยว่าข้าเป็นสตรี"
หนานสวินได้ยินนางกล่าวแบบนี้ก็นิ่วหน้าเดินเข้ามา ให้จวินหวงมองตนเอง"เจ้าจะทำให้เป็นเรื่องหรือ? เจ้าไม่รู้หรือว่าหว่านเอ๋อร์กับฉีเฉินเป็นพี่น้องกัน?ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาแนบแน่นยิ่งนัก หากนางรู้ฉีเฉินก็ย่อมรู้ถึงเวลานั้นเจ้าจะทำอย่างไร? หรือจะป่าวประกาศให้ใต้หล้าได้รู้ว่าเจ้าคือองค์หญิงจวินหวงของแคว้นซีเชว่ที่ล่มสลายไปแล้ว?"
แม้จะขบกรามแน่นแต่น้ำเสียงของเขากระจ่างชัดดวงตาพญาเหยี่ยวเต็มไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น มือที่บีบจวินหวงไว้มิใช่เบามือที่คุ้นเคยแต่กับการจับมีดดาบจะรู้จักอ่อนโยนกับสตรีได้อย่างไร?
จวินหวงขมวดคิ้วเพราะรู้สึกเจ็บ สีหน้ายิ่งซีดเผือดลงไปเรื่อยๆภายใต้แสงเทียนอบอุ่นที่ส่องสว่าง ทำให้นางดูราวกับเทพเซียนที่อาจจะหายตัวไปได้ในไม่ช้าหนานสวินรู้สึกตกใจจึงรีบคลายมือลง
"หนานสวิน ท่านไม่ต้องกังวลเลยในใจของหว่านเอ๋อร์คิดอย่างไรข้าไม่รู้ แต่ทางฉีเฉินไม่มีปัญหาแล้วข้าบอกไปว่าข้าต้องไว้ทุกข์แสดงความกตัญญูต่อบุพการี ภายในสามปีจะแต่งงานไม่ได้"จวินหวงกล่าวราวกับคนไร้เรี่ยวแรง นางตะเกียกตะกายให้หลุดออกจากมือของหนานสวินแล้วไปนั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง
"งั้นก็ตามนี้ ทางหว่านเอ๋อร์ข้าก็จะไปเกลี้ยกล่อมให้เอง"หนานสวินพูดเบาๆ โดยที่ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของจวินหวง
จวินหวงมองไปที่พื้น รู้สึกเพียงว่าความโศกเศร้าเอ่อท้นออกมาจากข้างในนางนึกว่าตนเองลืมความแค้นของวงศ์ตระกูลและชาติบ้านเมืองไปแล้วแต่กลับไม่คิดว่ามันได้ฝังรากลึกอยู่ในใจของตนเองและกำลังจะกลายเป็นต้นไม้สูงตระหง่านในอีกไม่ช้า
นางค่อยๆ หลับตาลง น้ำใสๆ ไหลรินออกมาจากหางตา เสียงหยดติ๋งๆ ที่รดลงบนพื้นราวกับเสียงฟ้าฟาดดังกัมปนาท หนานสวินเป็นผู้ฝึกยุทธ์ หูของเขาย่อมดีกว่าคนทั่วไปเสียงใสกระจ่างนี้เขาย่อมได้ยินในทันทีเมื่อก้มลงไปมองก็เห็นจวินหวงน้ำตานองหน้าเสียแล้ว
ความขมขื่นปวดร้าวที่สะสมอยู่ในหัวใจราวกับเบียดเสียดกันออกมาไม่ขาดสายอัดอั้นจนนางแทบจะหายใจออกมาไม่ได้ น้ำตายิ่งไหลพรั่งพรูหนานสวินไม่เคยเจอสตรีร้องไห้มาก่อน จึงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะไม่รู้เลยว่าควรจะปลอบใจอย่างไรดี
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าคนอย่างจวินหวงน่าจะเป็นคนที่ร้องไห้ไม่เป็นตอนนี้กลับรู้แล้วว่าความเยือกเย็นไม่แยแสของนางเป็นเพียงแค่การอำพรางตัวตนที่แท้จริงเอาไว้นางก็เป็นเพียงแค่สตรีคนหนึ่ง สตรีที่สูญเสียคนในครอบครัวไป
"อย่าร้องไห้ อย่าเสียใจไปเลย" เวลาผ่านไปนาน หนานสวินถึงค่อยๆ เอ่ยปากปลอบประโลมยื่นมือออกมาจับปลายนิ้วของนางไว้ ย่อตัวคุกเข่าลงมานั่งมองนาง
จวินหวงไม่พูดแม้เพียงประโยคเดียว มีเพียงน้ำตาที่หลั่งรินองครักษ์ที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงจึงวิ่งเข้าไปเคาะประตูถาม "คุณชายท่านเป็นอะไรไปหรือไม่?"
ทันใดนั้นจวินหวงก็ดึงความโศกเศร้าทั้งหมดกลับเข้ามาโดยพลันนางสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ มองไปที่หนานสวินหนานสวินพยักหน้าให้นางก่อนที่จะเดินตรงไปยังหน้าต่างที่ยังไม่ปิดแล้วเหวี่ยงตัวกระโดดออกไป ไม่นานก็หายไปความมืด
ทางด้านจวินหวงก็เช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้แห้งรวบชุดคลุมให้เรียบร้อยแล้วยืนขึ้นเดินออกมาเปิดประตู จวินหวงงดงามโดยธรรมชาติคนในจวนต่างเคยได้ยินคำร่ำลือ แต่ก็ยังมีองครักษ์บางคนที่ไม่เคยพบนางมาก่อนใบหน้าของพวกเขาในยามนี้จึงมีความเก้อเขินออกอาการประดักประเดิดอยู่หลายส่วนยิ่งจวินหวงในตอนนี้ปล่อยผมยาว ชุดคลุมยับยุ่งไม่เรียบร้อยก็ยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่มีอะไร เมื่อครู่ข้าเพียงคิดถึงคนในครอบครัวที่ล่วงลับไปจึงอดรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาไม่ได้เท่านั้น"น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจากลำคอยังแหบพร่า
หัวหน้าองครักษ์ได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองตาของนางก็เห็นดวงตาของนางแดงก่ำ เขาขอจวินหวงเข้าไปดูด้านในนางก็ยังคงให้พวกเขาเข้ามาดูอย่างใจกว้าง
คนผู้นั้นประสานมือคารวะ "พวกข้าน้อยบุกรุกเข้ามากะทันหันต้องขออภัยด้วย"
"ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง" จวินหวงยิ้มเล็กน้อยแต่ทว่ารอยยิ้มนั้นเทียบได้กับจันทร์กระจ่างแสงบนนภา ทำให้คนเคลิบเคลิ้มได้
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คุณชายก็รีบพักผ่อนเถิด นี่ก็ดึกมากแล้วพวกข้าน้อยไม่รบกวนแล้ว" พูดจบเขาก็พาทหารองครักษ์กลุ่มนั้นเดินออกไปทันทีจวินหวงก็ถอนสายตากลับมาขณะที่ตัดสินใจจะปิดประตูกลับเห็นเว่ยเฉี่ยนยืนพิงเสาอยู่ด้านข้าง
เว่ยเฉี่ยนอยู่ในชุดสีขาวยืนอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน นางมองมาที่จวินหวงแล้วก็มองไปที่ทหารองครักษ์ที่เดินออกไปเหล่านั้น ราวกับจวินหวงรู้ว่าในใจนางคิดอะไรอยู่จึงหัวเราะเบาๆ "ไม่มีเรื่องอะไรใหญ่โตพวกเขาแค่เป็นห่วงความปลอดภัยในจวนเท่านั้นเอง" พูดจบนางก็ปิดประตู
นางเดินมาที่หน้าประตูหน้าต่าง หนานสวินจากไปนานแล้วที่ด้านหลังตรงนั้นไม่มีอะไร มีเพียงดอกไห่ถังที่ชูช่องดงามอย่างไม่ยอมพ่ายแพ้กับแสงจันทร์เยือกเย็นนวลตา ลมราตรีพัดมาเป็นระลอกม้วนเอาผมยาวของนางยกสยายขึ้นมาเสียงลมเหมันต์หวีดหวิว เมื่อหลับตาลงก็เหลือเพียงความหนาวเหน็บ
...
ฉีเฉินตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงพ่อบ้านกับองครักษ์ที่อยู่เวรยามกลางคืนคุยอะไรกันเขาคลุมด้วยเสื้อคลุมตัวยาวแล้วผลักประตูเดินออกมา
พ่อบ้านประสานมือคารวะแล้วหันไปสั่งให้สาวใช้ไปเตรียมน้ำล้างหน้ามา ฉีเฉินขมวดคิ้วมองไปที่หัวหน้าองครักษ์ "มาส่งเสียงอึกทึกครึกโครมอะไรแถวนี้แต่เช้า ไม่รู้จักกฎระเบียบกันเลยหรือ"
องครักษ์คุกเข่าลงฉับพลันหัวเข่ากระแทกกับพื้นที่ปูด้วยแผ่นหินเกิดเสียงดังจนคนได้ยินรู้สึกเจ็บแทน แต่หัวคิ้วเขากลับไม่กระดิกเสียด้วยซ้ำ
"ข้าน้อยก็มีเรื่องมากราบทูลรายงานหากทำให้ขัดเคืองพระทัยขอฝ่าพระบาทโปรดเมตตาอภัยโทษ" องครักษ์กล่าว
หัวคิ้วของฉีเฉินมุ่นเป็นเกลียวแน่น มองไปที่ห้องที่ปิดอยู่ด้านหลังกังวลว่าจะเสียงดังรบกวนหนานกู่เยว่ที่ยังไม่ตื่นจึงให้องครักษ์ยืนขึ้นแล้วตามตนเองออกไป หลังจากที่มาถึงศาลาในสวนด้านนอกฉีเฉินก็ยืนเอามือไพล่หลังชมทิวทัศน์และรอให้องครักษ์เอ่ยปากพูด
องครักษ์เข้ามาใกล้ๆ ฉีเฉิน แล้วพูดเบาๆ "เมื่อคืนข้าน้อยออกเดินตรวจตราตามปกติไม่คิดว่าพอเดินมาถึงเรือนข้างซึ่งเป็นที่พักของคุณชายเฟิง จะได้ยินเสียงดังมาจากด้านในข้าน้อยทราบว่าคุณชายเฟิงเป็นคนสนิทของฝ่าพระบาทก็เกรงว่าเขาจะเกิดเรื่องจึงเข้าไปตรวจสอบเห็นคุณชายขอบตาแดง ดูท่าทางเหมือนจะร้องไห้มาแต่ข้าน้อยได้ยินในห้องของเขามีความเคลื่อนไหวจริงๆเมื่อเข้าไปดูกลับไม่พบว่ามีคนนอกอยู่"
ฉีเฉินได้ยินดังนั้นแววตาก็เข้มขึ้นดวงตาตาหรี่แคบลงราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรผ่านไปชั่วครู่เขาถึงสั่งองครักษ์ให้ไปเรือนข้างเชิญจวินหวงมาองครักษ์รับคำสั่งแล้วก็มุ่งไปเรือนข้างทันทีเหลือเพียงฉีเฉินยืนดำดิ่งอยู่ในห้วงความคิดอยู่เพียงลำพังในศาลา
ตอนที่องครักษ์มาถึงเรือนข้าง คนที่เขาพบคนแรกไม่ใช่จวินหวงแต่เป็นเว่ยเฉี่ยนที่ไม่พอใจเขาตั้งแต่เมื่อคืน ไม่ทันที่องครักษ์จะเอ่ยปากอันใดเว่ยเฉี่ยนก็พุ่งหมัดเข้าเบ้าตาขององครักษ์ผู้นั้นไปหนึ่งทีเขาเจ็บจนร้องเสียงดังออกมา เอามือปิดตาไว้ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว
ปากก็ก่นด่าพึมพำ หลังจากเห็นชัดแล้วว่าคนที่ต่อยตัวเองคือเว่ยเฉี่ยนก็ไม่เงียบสนิทมีใครในจวนอ๋องที่ไม่รู้บ้างว่าเว่ยเฉี่ยนเป็นคนสนิทของฉีเฉินที่มอบให้เฟิงไป๋อวี้เมื่อก่อนหน้านี้นางย่อมเป็นสตรีที่มีความสามารถแน่นอน ไม่มีใครกล้าล่วงเกินนาง
เขารู้สึกคับข้องใจอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าตนเองเคยไปล่วงเกินเว่ยเฉี่ยนตอนไหน
เว่ยเฉี่ยนมองเขาอย่างเย็นชา กล่าววาจาเสียงแข็งกระด้าง"ช่างทำให้ฝ่าพระบาทต้องอับอายขายขี้หน้าผู้คนจริงๆ เจ้าไม่รู้จักกฎระเบียบของจวนอ๋องหรืออย่างไร?ไม่มีความยำเกรงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงสักนิดดูท่าทางจวนอ๋องจะเก็บเจ้าไว้ไม่ได้แล้วเสียแล้ว"
"ข้าน้อยสมควรตาย หลงลืมขอบเขตไม่รู้ประมาณตน"องครักษ์กล่าวด้วยท่าทางเคารพนอบน้อม
เว่ยเฉี่ยนไม่มีทีท่าจะปล่อยให้เขาเข้าไปแม้แต่น้อยองครักษ์รู้ตัวว่ามีความผิดจึงยืนนิ่งตัวแข็งอยู่กับเว่ยเฉี่ยนไม่ได้บอกเรื่องที่ตนเองมาตามจวินหวงแต่ในขณะนั้นเองด้านหลังของพวกเขากลับมีเสียงของจวินหวงดังลอยมา
ที่แท้จวินหวงออกมาจากเรือนแต่เข้าตรู่เข้าไปเดินเล่นในสวนบุปผาของจวนอ๋องพอขากลับออกมาก็เห็นคนสองคนยืนหลังตรงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรกันสักคำ จึงถามขึ้น"พวกเจ้ามาทำอะไรกัน?"
องครักษ์ผู้นั้นได้ยินเสียงจวินหวงก็ราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้ายที่มาช่วยชีวิตปานนั้นรีบหันกายกลับไปมองจวินหวง น้ำตาเกือบจะไหล แล้วรีบเอ่ยปากตอบอย่างรวดเร็ว
"ไท่จื่อมีธุระเรียกคุณชายไปพบขอรับ ทรงให้ผู้น้อยมาเชิญคุณชายเป็นกรณีพิเศษ"
จวินหวงเลิกคิ้วขึ้น เกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อยรู้สึกเสมอว่าการที่ฉีเฉินเรียกหาตนเองต้องไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่แต่ตอนนี้ตนเองอาศัยเขาอยู่ ก็ไม่สามารถหักหน้าฉีเฉินได้เช่นกันจึงพยักหน้าหันไปมองเว่ยเฉี่ยนแวบหนึ่ง แม้ไม่พูดอะไรสักคำแต่ก็เหมือนเอ่ยวาจาไปแล้วหมื่นคำนางหมุนตัวกลับเดินตามองครักษ์ไป
ตอนที่นางไปถึงฉีเฉินแต่งกายเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาสวมอาภรณ์แพรต่วนสีม่วงปักดิ้นทอง เรือนผมดำสนิทเกล้าขึ้นรัดด้วยกวานหยกขาวในมือถือพัดสีเหลืองด้ามหนึ่ง ดูจากเส้นสายลายมือบนพัดแล้วน่าจะเป็นผลงานของปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียง
จวินหวงเดินเข้ามาช้าๆชายอาภรณ์สีน้ำเงินก้าวพ้นธรณีประตูมายกขึ้นราวกับหลีกลี้มิให้ฝุ่นดินแปดเปื้อน แสงตะวันสาดส่องทอทาบอาบพิภพภายในสวนเงียบสงบ วิหคเกาะกิ่งร้องเป็นท่วงทำนองเสนาะหู เสียงฮัมเพลงในลำคอของนักดนตรีจากเรือนไหนสักแห่งดังขึ้นดูเหมือนกำลังฝึกซ้อมร้องเพลงใหม่
เมื่อได้ยินเสียงเท้าเดิน ฉีเฉินก็หันมายิ้มให้แล้วเรียกนางเข้าไปในใจของจวินหวงนึกหวาดผวาแต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย เดินก้าวเข้าไปคารวะ"วันนี้ฝ่าพระบาททรงมีอารมณ์สุนทรีย์หรือไร จึงตื่นมาชมสวนแต่เช้า?"
ฉีเฉินยกมือปฏิเสธ "ที่ไหนกันล่ะแค่มีคนมาส่งเสียงอึกทึกครึกโครมในชานเรือน จึงตื่นขึ้นมาฟังรายงานครั้นจะนอนต่อก็นอนไม่หลับเสียแล้ว" พูดจบเขาก็เหลือบตาขึ้นมามองจวินหวงแววตาเฉียบคมราวกับจะมองให้ทะลุปรุโปร่งให้ได้
จวินหวงก็มองเขาตอบด้วยสีหน้าที่มีเพียงรอยยิ้มอ่อนๆนางหันมามองทิวทัศน์ทางฝั่งของฉีเฉิน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"คนรับใช้ที่ไหนกันจึงไม่รักษาระเบียบเช่นนี้? ดูท่าฝ่าพระบาทคงจะต้องจัดการกวาดล้างบ่าวไพร่ที่ไม่รู้จักกฎระเบียบเหล่านี้เสียทีปล่อยไว้ก็มีแต่จะเพิ่มความรำคาญใจเท่านั้น พึ่งพาอะไรไม่ได้"
"น้องเฟิงกล่าวมามีเหตุผล พรุ่งนี้เปิ่นหวางจะสั่งการลงไป"ฉีเฉินแสร้งเอออวยร้องรับไปกับจวินหวง แต่ดวงตาทั้งคู่ยังจับจ้องที่นางทีท่าของจวินหวงสงบเยือกเย็นมากไม่แยแสต่อการเพ่งพิศของฉีเฉินแม้แต่น้อย