เทพสงครามหวนจุติ

    ประกาศจับของหานเฟิง

    ตอนที่ 50


    ประกาศจับของหานเฟิง




    หลังจากได้ฟังคำของจิ่วโม่ ซวงเอ๋อร์ก็กล่าวถามขึ้น


    “ ทุกคนตายหมดแล้ว?”


    จิ่วโม่พยักหน้า “ เป็นตระกูลเยี่ย ใช้กองโจรร้อยอสูร ที่เป็นดั่งมือดั่งเท้าของพวกมัน กวาดล้างสังหารพวกเราจนสิ้น…” 


    “ ...เพราะข้าที่ไร้กำลังจนเกินกว่าที่จะไปทวงคืนหนี้แค้นในครั้งนี้กับตระกูลเยี่ย จึงอาศัยตอดเล็กตอดน้อยกับพวกกองโจรร้อยอสูรเอา…”


    “ ...แต่ถึงจะกล่าวว่าตอดเล็กตอดน้อย แต่ตลอดหลายร้อยปีมานี้ ข้าก็ทำให้พวกมันต้องเฟ้นหาสมาชิกหน้าใหม่ๆ มาเติมให้เต็มร้อยอยู่ตลอดเวลา…”


    “ ...คิดๆแล้ว ที่ตายไปภายใต้คมกระบี่ของข้า ก็นับเป็นหลักร้อย”


    จิ่วโม่สาธยายอย่างภูมิใจ


    “ นั่นจึงทำให้เจ้ามียาถอนพิษของพวกมัน?”


    ผู้กล่าวถามกลับเป็นหานเฟิง จึงกลายเป็นเรียกสายตาไม่เป็นมิตรของจิ่วโม่ให้มองมา


    “ เหอะ คนอ่อนแอเช่นเจ้า ต่อให้ร้อยปีก็อย่าหวังว่าจะได้ยาถอนพิษจากพวกมัน”


    “ ใช่ ข้าอ่อนแอ แต่ไอ้ที่ว่าแข็งแกร่ง ยังคล้ายกับว่าจะขยับปากเห่าได้เพียงอย่างเดียว”


    “ บัดซบ แน่จริงเจ้าแก้มัดข้าแล้วเรามาสู้กัน...”


    “ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ…” 


    สิ้นคำของจิ่วโม่กลับตามด้วยเสียงหัวเราะดังเจื้อยแจ้วของซวงเอ๋อร์ “ พวกท่านอย่าทำให้ข้าต้องหัวเราะสิ แผลข้ายังไม่ค่อยหายดีเลย”


    “ ฮึ่ยยย… แล้วเจ้าจักแก้มัดข้าได้แล้วหรือยัง?” จิ่วโม่แผดเสียงใส่หานเฟิง


    “ ยังคงต้องดูว่า เจ้า ยังคิดเอาความแค้นเคืองที่มี มาสุมลงที่ข้าอยู่อีกหรือไม่?”


    “ เจ้าเป็นทายาทรุ่นหลังของตระกูลเซี่ย อย่างไรก็ต้องรับผิดชอบต่อความกริ้วโกรธของข้านี้”


    “ เจ้าคิดจะให้ข้าปล่อย แต่เจ้ากลับกล่าวคำเช่นนี้ ข้าคงจะปล่อยเจ้าอยู่หรอกกระมัง”


    “ เหอะ ข้าลูกผู้ชายพอ คิดอย่างไรก็พูดเช่นนั้น ข้าโกรธเคืองเจ้า เคียดแค้นต่อตระกูลเซี่ยของเจ้า แล้วจะทำไม...”


    จิ่วโม่กล่าวเสียงดังลั่น หากกลับพบว่า พันธนาการที่รัดพันตนอยู่กลับคลายออก จึงต้องหันหน้าชมมองชายหนุ่มที่เบื้องหน้าอย่างงุนงง


    “ คิดเสียว่าข้าสงสาร”


    “ บัดซบ!! หากเจ้าคิดเพียงเท่านี้ก็เรียกเอา เส้นเชือก ของเจ้าออกมามัดข้าเอาไว้เถอะ”


    “ นั่นเรียกสายบัว”


    “ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ…” ซวงเอ๋อร์หัวเราะร่าขึ้นมาอีกครา “ พวกท่านทุ่มเถียงกันยังกับเด็กๆแนะ”


    คำกล่าวของซวงเอ๋อร์จึงพลันให้ทั้งสองเงียบไป ส่วนจิ่วโม่เองก็ไม่คล้ายว่าจะโถมเข้าใส่หานเฟิงเหมือนอย่างที่ปากพูด


    กระทั่งผ่านไปอีกเพียงครู่ ความสงบเงียบก็ถูกทำลายลงอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานของจิ่วโม่


    “ เห้ย!!!...”


    “ ...กระบี่ข้าเล่า?” จิ่วโม่กล่าวพร้อมกับมองมาที่หานเฟิง


    หานเฟิงเห็นเช่นนั้นก็เรียกเอากระบี่หนักที่สภาพราวกับเศษเหล็กออกมาจากแหวนมิติ


    “ โอ้!!!... ไม่ กระบี่ของข้า ไฉนจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว...” จิ่วโม่โอดครวญ


    “ ต้องเป็นเพราะเจ้า…” จิ่วโม่ชี้นิ้วที่สั่นระริกมายังหานเฟิง “ ...เจ้าทุบทำลายกระบี่ข้า”


    หานเฟิงมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชอกช้ำของจิ่วโม่ ก็พลันเป็นนิ่งงัน ขบคิดไม่เข้าใจถึงอุปนิสัยประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้ายของคนผู้นี้


    “ งั้นข้าจะให้เล่มใหม่ต่อเจ้า”


    “ เล่มใหม่อันใด? กระบี่ของข้าเป็นระดับบาดาล คิดจะ…”


    จิ่วโม่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อย่างไรก็ไม่ยินยอม กระทั่งที่ได้เห็นกระบี่หนักในมือของหานเฟิง ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าไปคว้าเอามาสวมกอดราวกับได้พบของรักที่ตนเคยทำหายไปเนิ่นนาน


    “ ต่อไปนี้เจ้าจะเป็นของข้า เจ้ากระบี่ระดับปฐพี”


    หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็เผยอปากอ้าหุบอยู่สองสามครา คล้ายต้องการจะพูดอะไร แต่พอเห็นท่าทีเช่นนั้นของจิ่วโม่ ก็มิคิดกล่าวสิ่งใดขึ้นมาอีก


    จากนั้น บรรยากาศจึงกลับคืนสู่ความสงบเงียบ ซวงเอ๋อร์นอนมองสลับไปมาระหว่างหานเฟิงที่นั่งหลับตาพริ้ม กับจิ่วโม่ที่เอาแต่เช็ดถูกระบี่หนักเล่มใหม่


    เวลาล่วงผ่านไปอีกเพียงครู่ จิ่วโม่ก็ลุกพลวดขึ้น แล้วเดินจากไปโดยมิกล่าวคำ ซึ่งหานเฟิงก็เพียงแค่ลืมตามองดูครู่หนึ่ง จากนั่นก็หลับตาลงต่อ ส่วนซวงเอ๋อร์มองไปมองมาอีกสักพักก็หลับไป


    กระทั่งที่ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม จิ่วโม่ที่แปลงลักษณ์กลับไปเป็นมนุษย์ ก็กลับมาพร้อมกับกระต่ายป่าสามตัว


    “ กระต่ายป่าแถวนี้หายากยิ่งนัก”


    กล่าวจบก็โยนกระต่ายลงตรงหน้าหานเฟิง เรียกสายตาของหานเฟิงให้หันมอง ก่อนจะได้ยินเสียงของจิ่วโม่กล่าวขึ้นต่อว่า


    “ เจ้าย่าง ข้าไปหามาให้แล้ว ดังนั้น เจ้าต้องเป็นคนย่างพวกมัน”


    หานเฟิงได้ยินคำพลันต้องคิ้วกระตุก ให้มันย่างกระต่ายให้ซวงเอ๋อร์ที่นับเป็นน้องนั้น ทำได้อยู่ แต่กับเจ้าผู้นี้…


    จิ่วโม่เห็นหานเฟิงมองหน้าคล้ายไม่ยินดี จึงได้กล่าวขึ้นต่อว่า “ รึเจ้าจะไม่ทำ เช่นนั้นก็ได้ แต่ไม่มีส่วนแบ่งของเจ้านะ แล้วก็ขอบอกไว้ก่อน คิดออกไปหาจับกินเองนั้นยากยิ่ง เป็นชาวบ้านแถบนี้ล่ากระตายป่าไปจนเกลี้ยงแล้ว”


    หานเฟิงได้ยินคำก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ส่งอัคคีกลุ่มหนึ่งเข้าใส่กระต่ายป่าสามตัว เรียกเอาเสียงร้องโวยวายของจิ่วโม่ให้ดังขึ้นมาอีกครา


    “ น น น นั่น!!! เจ้า ทำอะไรของเจ้า แบบนี้ไหม้หมด ไหม้หมด ไม่ต้องกินกันพอดี”


    “ เสียงของเจ้าเป็นอะไรที่น่ารำคาญยิ่ง” หานเฟิงกล่าวคำบ้างแล้ว


    “ ก็ดูเจ้าทำ…”


    “ เงียบเถอะน่า ข้าย่างกระต่ายเป็นหรอก”


    ถูกหานเฟิงกล่าวขัด ก็หย่อนก้นกระแทกพื้นกอดอกชมดูหานเฟิงย่างกระต่ายอย่างไม่พอใจ “ หากข้ากินไม่ได้จะให้เจ้าออกไปจับมาให้ใหม่”


    หานเฟิงได้ยินคำพลันคิ้วกระตุก ขบคิดว่า ข้ากลายเป็นคนรับใช้มันไปตั้งแต่เมื่อไร แต่เพราะไม่อยากกล่าวคำ จึงเพ่งสมาธิควบคุมความร้อนที่ใช้ย่างกระต่ายต่อไป


    กระทั่งผ่านไปอีกครู่ กระต่ายป่าเหลืองกรอบที่ส่งกลิ่นหอมฉุย ก็ปลุกเรียกซวงเอ๋อร์ให้ตื่นขึ้น


    “ กลิ่นกระต่ายป่าหอมยิ่ง กลิ่นแบบนี้ ฝีมือการย่างของพี่ใหญ่อย่างแน่นอน”


    “ ก ก็พอใช้ได้นิ...” จิ่วโม่ที่เห็นกระต่ายเหลืองกรอบ ก็พลันกล่าวขึ้น หากไม่วายต้องกลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่ง


    หลังจากนั้น จึงเป็นภาพเวลาอาหารของคนทั้งสาม กระทั่งกินจนอิ่มหนำ หานเฟิงก็ตัดสินใจ ยังไม่เดินทางต่อในทันที ย่อมเป็นเพราะแผลของซวงเอ๋อร์ที่ยังไม่หายดี ส่วนจิ่วโม่ ก็มิได้ตัดสินใจไปที่ใด มันเพียงนั่งๆนอนๆอยู่กับพวกหานเฟิง ซึ่งหานเฟิงก็หาได้สนใจมัน จึงมิได้กล่าวถามถึงเป้าหมายของคนผู้นี้แต่อย่างใด


    กระทั่งตกเย็น จิ่วโม่ที่หายไปครึ่งค่อนชั่วยามก็กลับมาพร้อมกับกระต่ายป่าอีกสามตัว มันคะยั้นคะยอให้หานเฟิงย่างกระต่าย กล่าวสารพัดข้ออ้าง จนหานเฟิงต้องยอมย่างกระต่ายอีกมื้อ


    กระทั่งรุ่งสางมาเยือน หานเฟิงจึงตัดสินใจเดินทาง แม้แผลของซวงเอ๋อร์จะยังไม่หายดี แต่หานเฟิงก็ไม่คิดรั้งรออีกต่อไป มันอุ้มแบกซวงเอ๋อร์ไว้บนหลัง สาวเท้าก้าวเดินไปอย่างไม่เร่งรีบ


    “ นั่นพวกเจ้าจะไปที่ใด?”


    “ พวกข้าจะไปที่ใดข้องเกี่ยวอันใดกับเจ้า” คู่สนทนากับจิ่วโม่ครานี้เป็นซวงเอ๋อร์


    “ เพ่ย คิดไปที่ใดในอาณาจักรนี้ ต้องถามข้า จิ่วโม่ผู้รอบรู้...”


    “ ...ทุกเส้นทาง ข้ารู้ดีราวกับลายเส้นบนฝ่ามือ” จิ่วโม่กล่าวพร้อมกับตบไปที่อกเสียงดัง “ ป๊าบบบ...”


    หานเฟิงได้ยินก็หยุดเท้ามองหันกลับไปมอง “ ข้าจะไปยังชายแดน มุ่งเข้าสู่อาณาจักรร่มพฤกษา”


    “ พวกเจ้าจะไปทำอันใดที่อาณาจักรร่มพฤกษา?”


    “ ข้าจะไปยังอาณาจักรเมฆคราม”


    “ อาณาจักรเมฆคราม!!! นั่นไกลยิ่ง พวกเจ้ามีธุระอะไรที่นั่น?”


    “ ข้าจะกลับบ้าน”


    “ บ้าน!!! เจ้าบอกว่าบ้านเจ้าอยู่อาณาจักรเมฆคราม แล้วเจ้าไฉนจึงมาไกลถึงที่นี่?”


    “ นั่นก็เรื่องของข้า ข้องเกี่ยวอันใดกับเจ้า…”


    “ เฮอะ เรื่องของเจ้าข้ามิได้อยากจะรู้หรอก... แต่นังหนูจิ้งจอกนั่นเล่า เจ้าเองก็จะไปอาณาจักรเมฆครามกับเขาด้วยรึ?”


    “ ย่อมแน่นอน พี่ใหญ่ไปที่ใดข้าก็ไปที่นั่น”


    “ เพ่ย เด็กน้อยเจ้ามิใช่ภรรยามัน ไหนเลยจึงตามมันกลับบ้านไป”


    “ ข ข ข้า ข้า…” ซวงเอ๋อร์ได้ยินคำก็กล่าวต่อไม่ถูก นางย่อมมิคิดต่อหานเฟิงเป็นอื่น อีกทั้งอายุวัยของนางก็เพียงแค่สิบสอง แม้จะมีความทรงจำจากอดีตกาล แต่เรื่องราวความรักของหนุ่มสาว ยังคงเป็นเรื่องราวที่นางไม่ค่อยจะเข้าใจ


    “ นางเป็นน้องสาวข้า ข้าย่อมพานางกลับไปพบครอบครัว”


    “ งั้นรึ... งั้นก็ได้ ถือเสียว่าข้าทำเพื่อนังหนู ข้าจะนำทางพวกเจ้า เข้าสู่อาณาจักรร่มพฤกษา อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย”


    กล่าวจบก็สืบเท้าเดินนำขึ้นหน้า ปล่อยให้หานเฟิงมองตามเงาหลังของจิ่วโม่ผู้นี้ด้วยความงุนงงสงสัย เป็นมันขบคิดไม่เข้าใจ ที่แท้ จิ่วโม่ผู้นี้มีพื้นฐานนิสัยเป็นเช่นไรกันแน่ เพราะแรกที่ทราบว่ามันเป็นทายาทตระกูลเซี่ย ก็โกรธขึงถึงกับคิดเข่นฆ่าสังหาร พอต่อมาก็คล้ายจะมิสนใจใยดี ยังถึงกับหาอาหารมาเผื่อ กระทั่งนิสัยการพูดการจา ที่บางครั้งก็แลดูเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ บางครั้งก็คล้ายกับเด็กไม่ประสา จึงยิ่งพาให้มันขบคิดไม่เข้าใจ


    “ สหายเจ้าผู้นี้เป็นคนเช่นไรกันแน่?” หานเฟิงกล่าวเสียงเบา ย่อมต้องกล่าวต่อซวงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลัง


    “ เอ๊ะ… มันก็อย่างที่ท่านเห็น นิสัยมันก็ขาดๆเกินๆ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว” ซวงเอ๋อร์ย่อมตอบออกมาตามความทรงจำที่ตกทอดมาจากมารดา


    “ เจ้าคิดว่ามันไว้ใจได้?”


    “ เอิ่มมม... จากความทรงจำของท่านแม่ มันเคยมาที่หุบเขาจันทร์ฟ้าอยู่หลายครั้ง แล้วถ้าเรื่องราวขององครักษ์โลหิตเป็นเช่นที่มันกล่าวจริง ดังนั้น การที่มันไม่เคยเปิดเผยเรื่องราวของเผ่าพันธ์จิ้งจอกมายาของข้าออกไป นั่นก็นับได้ว่ามันเป็นคนดีผู้หนึ่งแล้ว”


    หานเฟิงได้ฟังจึงพยักหน้ารับ ก่อนจะตัดสินใจสาวเท้าติดตามจิ่วโม่ ที่ขันอาสาเป็นผู้นำทาง...




    วันเวลาผันผ่าน ล่วงเข้าสู่วันที่สาม ในที่สุดทั้งสามคนก็พบเจอเมืองใหญ่ เป็นเมืองที่ใหญ่ยิ่ง หานเฟิงชมดู ยังคล้ายว่าเมืองแห่งนี้ยังจะใหญ่กว่าเมืองเมฆาคล้อยที่มันอาศัยอยู่เสียอีก


    ซึ่งซวงเอ๋อร์ก่อนจะเข้าเมืองก็ได้แปลงกายเป็นมนุษย์ ส่วนบาดแผลของนาง บัดนี้ก็ใกล้จะหายดีแล้ว


    “ ทำไมเจ้าต้องสวมหมวกเช่นนั้น” ผู้กล่าวเป็นหานเฟิง เป็นมันเห็นจิ่วโม่ที่มิรู้ไปหาหมวกสานปีกกว้างมาจากที่ใดสวมลงบนศีรษะ จึงได้กลับกลายเป็นปิดบังใบหน้าของมันไปตั้งกว่าครึ่ง


    “ ข้าถูกตั้งรางวัลนำจับ”


    “ หืม!!!...” หานเฟิงส่งเสียงอย่างแตกตื่นสงสัย “ รางวัลนำจับอันใด?”


    ระหว่างที่กล่าว ทั้งสองยังคงเดินอยู่บนถนนที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน


    “ ในเมืองใหญ่เช่นนี้มักจะมีใบประกาศจับ ซึ่งข้าที่เที่ยวสังหารพวกกองโจรร้อยอสูรไปทั่ว จึงกลายเป็นถูกตั้งรางวัลนำจับไป”


    “ อาณาจักรนี้ช่างพิลึกพิลั่น สังหารโจร แต่กลับถูกตั้งรางวัลนำจับ” หานเฟิงกล่าวคำ เหลียวมองโดยรอบ กลับพบเห็นผู้คนมากมาย ที่ต่างก็พากันชี้มือชี้ไม้ มาทางกลุ่มของตน


    “ จิ่วโม่ ข้าว่า หมวกของเจ้า คงจะใช้การไม่ได้แล้ว” หานเฟิงกล่าวขึ้น เมื่อเห็นท่าทีของผู้คน


    “ หืม!! นี่ข้าว่าผิดปกติแล้ว”


    จิ่วโม่กล่าวคำ หากยังคงไม่ยอมถอดหมวก ก่อนจะได้ยินคำกล่าวของหานเฟิงดังขึ้นอีก


    “ พวกเรารีบไปเถอะ อาจเป็นก่อนหน้านี้มีคนพบเห็นเจ้าก่อนสวมหมวก”


    สิ้นคำ จิ่วโม่และหานเฟิงที่แบกซวงเอ๋อร์ก็รีบสาวเท้าเดินฝ่าฝูงชนไปอย่างรวดเร็ว หากทว่า ไม่ว่าพวกมันไปปรากฏตัวอยู่ ณ ที่แห่งใด ก็จำต้องกลายเป็นเป้าหมายสายตาของฝูงชนไปเสียทุกที 


    กระทั่งที่หานเฟิงและจิ่วโม่เร่งเท้ามาจนถึงใจกลางเมือง ก่อนจะตัดสินใจหลบเข้าไปในเหลาสุราแห่งหนึ่ง เหลาสุราที่ครึกครื้นไปด้วยผู้คน จึงบังเกิดเป็นเสียงพูดคุยดังเจื้อยแจ้ว จนฟังดูรู้สึกหนวกหูวุ่นวาย


    หานเฟิงและจิ่วโม่ไปนั่งหลบมุมยังโต๊ะตัวหนึ่ง สั่งเพียงน้ำชาแค่สามถ้วย


    “ นี่แปลกยิ่ง ไฉนพวกเราไปปรากฏตัวอยู่ ณ ที่แห่งใด ก็คล้ายจะถูกจับจ้องไปเสียทุกที”


    ผู้กล่าวเป็นจิ่วโม่ ที่ยังคงสวมไว้ด้วยหมวกสานปีกกว้าง


    หานเฟิงขบคิดเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “ ใช่เป็นคนจดจำรูปลักษณ์ของเจ้าได้หรือไม่?”


    “ ไม่มีทาง มิเช่นนั้นข้าคงไม่อยู่รอดมาจนถึงบัดนี้”


    “ เช่นนั้นก็แปลกยิ่งแล้ว” หานเฟิงจับคางครุ่นคิด ก่อนจะได้ยินเสียงของซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้น


    “ พวกท่าน”


    “ สังเกตกันหรือไม่ ว่าผู้คนพากันเงียบเสียงลงไปแล้ว”


    คำกล่าวของซวงเอ๋อร์พลันให้ทั้งสองตระหนักได้ถึงสิ่งผิดปกติ ก่อนที่ภาพเหตุการณ์ต่อมา จะทำให้ทั้งหานเฟิงและจิ่วโม่เข้าใจได้ถึงเรื่องราว


    “ ใช่มันไม่ผิดแน่!!!” 


    เป็นเสียงกล่าวที่ดังขึ้นในความเงียบ จึงดังกังวานเป็นพิเศษ ก่อนที่หานเฟิงจะเห็นว่า ผู้กล่าวเป็นชายร่างท้วมผู้หนึ่ง มันชี้มาทางโต๊ะของหานเฟิง ส่วนมืออีกข้าง ก็ถือไว้ด้วยกระดาษแผ่นหนึ่ง บนกระดาษมีภาพและข้อความอักษรที่เขียนไว้ว่า 


    ...ประกาศจับ


    ...จับเป็นเท่านั้น


    ...เงินรางวัล ทองคำหนัก สิบชั่ง


    และด้านล่างสุด คือภาพใบหน้า ทว่า กลับมิใช่จิ่วโม่ดั่งที่ทุกคนคาดการณ์


    ...แต่เป็นหานเฟิง

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน