ตอนที่37
หลอกซ้ายจู่โจมขวา เปิดหน้าขโมยของ 1
เสียงตะโกนแจ้งเตือนยังไม่ทันได้ผลฝุ่นควันของม้าศึกที่ควบขี่ไล่ตามหลัง ค่อยปรากฏเป็นม่านหนาลอยฟุ้ง ทิศทางของเสียงตรงมายังหมู่บ้านกลางป่าแห่งนี้ด้วยความไว ไส้ศึกหลบหนีมา เพิ่งเกิดความผ่อนคลายได้ชั่วแล่นแต่ จู่ ๆ สถานการณ์พลิกเปลี่ยนฉับพลัน เกิดความตื่นตระหนกมือไม้ปั่นป่วนในใจปรากฏหนทางเลือกสองเส้น แวบขึ้น ทางหนึ่งด้วยร้อนใจสำนึกผิด เหตุเพราะตนเอง คือผู้ชักนำศัตรูเข้ามายังรังลับของท่านผู้อาวุโสขวาอีกทางก็กลัวตาย สุดท้าย ความกลัวเอาชนะความกล้าที่จะหันกลับไปเผชิญหน้าวิ่งเตลิดเข้าไปยังท้ายหมู่บ้าน หวังหลบหนีเข้าป่าที่ด้านหลังเอาตัวรอด
กลุ่มยอดยุทธ์ตระกูลหยางรับรู้ว่าถึงที่หมายจากเสียงตะโกนเตือนก่อนหน้าจึงไม่คิดรักษาชีวิตของไส้ศึกผู้นี้สืบไป ผู้นำขบวนที่ควบขี่ม้านำหน้าดีดร่างทะยานลอยจากหลังม้า อาศัยลมปราณแรกธรรมชาติขั้นสอง เหยียบย่างกลางอากาศทะยานไกลสิบกว่าจั้ง ก่อนตกถึงพื้น มือทั้งสองยามนี้ปรากฏมีดสั้นวาววับตระเตรียมใช้ออก หวังสังหารผู้คน แต่แล้วมีดสั้นทั้งสองเล่มยังไม่ทันหลุดออกด้านหลังพลันปรากฏเสียงม้าร้องด้วยความเจ็บปวด ผสมผสานกับเสียงแห่งความวุ่นวายของผู้คนเมื่อนั้นเร่งเหลียวคอกลับไปมองแวบหนึ่ง ค่อยพบว่าผิดท่า แต่เมื่อกระโจนออกท่าสังหารอยู่ จึงไม่อาจยั้งมือกลางคัน เร่งหันกลับมาแต่เพราะลังเลชั่ววูบ กลายเป็นเชื่องช้าไปหนึ่งก้าว ไส้ศึกที่วิ่งหนีเข้าไปทางหมู่บ้านบัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
แผนการรอบนี้นับว่าเป็นการร่วมประสานระหว่างพ่อลูก โดยหยางอี้วางแผนในภาพกว้างส่วนหยางเฉิงเดินทางมายังสถานที่ หารือกับผู้อาวุโสขวาโดยตรงเพื่อวางค่ายกลกับดักไว้รอคอย ซึ่งกับดักแรกก็คือ...เชือกดักเท้าม้า ด้วยสองข้างทางเป็นป่าไม้ปรากฏกลุ่มของผู้อาวุโสขวาหมอบซุ่มเอาไว้แต่แรก เมื่อขบวนม้าของตระกูลหยางมาถึงกับดักแรกที่เตรียมไว้ก็ถูกชักดึงขึ้น เส้นเชือกหยาบหนาพอดีรั้งตรึงขัดขาม้าศึกที่ควบมาสุดแรง ขบวนม้าแถวหน้าถูกกระชากล้ม แถวหลังก็โถมทับเข้าใส่ม้าไม่อาจหลบเลี่ยง บาดเจ็บร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ยอดยุทธ์มีฝีมือ แม้แรกตกใจแต่ยังโจนทะยาน หลบออกมาได้ทัน ไม่ล้มกลิ้งทับกันไปพร้อมม้าขี่ส่วนเสนาธิการเงาผู้นั้น ควบขี่รั้งท้าย ม้าศึกไม่ทันชนปะทะ ก็รั้งบังเหียนถ่ายทอดลมปราณกระชากจนม้าศึกร้องคำรามห้าวหาญ ยืนยกสองเท้าหน้าชี้ตรงส่วนสองเท้าหลังปักหลัก รับน้ำหนักทั้งคนทั้งม้า แต่ไม่ทันที่สองเท้าหน้าจะหล่นลงแตะพื้นคนบนหลังม้าก็ทะยานเหยียบอากาสธาตุ กระโจนคราเดียว ข้ามกลุ่มยอดยุทธ์ตระกูลหยางไปหยุดอยู่ข้างผู้นำกองกำลังของภารกิจ แม้ตัวมันรอดพ้นจากกับดักแต่สีหน้ากลับมิสู้ดีนัก
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ข้าเองคงประมาทท่านผู้เฒ่ามากเกินไป จึงได้ติดกับหลงกลเช่นนี้”เสนาธิการเงาของหยางอวี่ถง ทำศึกครานี้ไม่คิดปกปิดตัวตน เอ่ยพลางก้าวขึ้นมายืนทัดเทียมกับผู้นำขบวนยอดยุทธ์ตระกูลหยาง
“ยอดยเยี่ยมยอดเยี่ยม ท่านคาดเดาแม่นยำยิ่งนัก คนผู้นี้เป็น...จางหยวน จริง จริง”ผู้อาวุโสขวา เดินออกมาจากท้ายหมู่บ้าน พร้อมด้วยชายวัยกลางคน รูปร่างสง่างามหล่อเหลาอีกผู้หนึ่ง
“ผู้อาวุโสขวาเอ่ยชมเกินไปแล้ว”หยางเฉิงที่เดินเคียงข้างใบหน้าสดใส แม้เห็นศัตรูยกพวกมามาก แต่กลับไม่แสดงสีหน้าวิตกกังวลแม้แต่น้อย
“มิน่าละที่แท้ก็เป็นเจ้าเอง ที่ข้ากำลังต่อสู้ด้วย” จางหยวนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นชัดตาว่าผู้ที่อยู่ข้างผู้อาวุโสขวาคือหยางเฉิง “เสียดายยิ่งนักที่นักฆ่าพวกนั้น ทำงานผิดพลาด ทำร้ายเจ้าได้เพียงแค่แขนซ้ายข้างเดียว”จางหยวนทางหนึ่งพูดยียวน ดึงดูดความสนใจ อีกทาง ก็ใช้สองมือที่ยกไพล่หลัง ส่งสัญญาณมือไปยังยอดยุทธ์สิบกว่าคนที่ติดตามมา“แล้วลูกชายของเจ้าสบายดีรึ เห็นว่านอนเน่าเป็นผัก คงยาวนานร่วมปีได้แล้วกระมัง”จางหยวนยิ่งมายิ่งเอ่ยยั่วยุมากเข้า หวังให้หยางเฉิงสติหลุดพุ่งเป้าจู่โจมตนเองก่อน เพราะตั้งแต่ที่กองกำลังทัพหน้าถูกเชือกดักเท้าม้าทำร้ายมันก็ไม่แน่ใจว่า อีกฝั่งวางค่ายกลกับดักอันใดไว้อีกหรือไม่
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ไม่คาดคิดมาก่อน ว่าชาวประมงเช่นเจ้า จะมีวาจาร้ายกาจเช่นนี้”หยางเฉิงเอ่ยพลางหยุดเท้า “แต่เพียงวาจา คงไม่อาจเรียกโลหิตจากผู้คน ถ้าแน่จริงพวกเจ้าก็บุกกันเข้ามาได้เลย” หยางเฉิงเอ่ยพลางผายมือขวาเชื้อเชิญ
“หยางเฉิงข้ารู้ว่าเจ้าฉลาดหลักแหลม แต่อย่าได้คิดว่าผู้อื่นมิรู้ความ”จางหยวนมั่นใจว่าภายในหมู่บ้านล้วนมีค่ายกลกับดักรออยู่เป็นแน่เช่นนั้นหากก้าวลงไปในสมรภูมิที่เสียเปรียบตั้งแต่ต้นแถมเมื่อปรากฏหยางเฉิงอยู่ที่นี่ ก็ทำให้มันไม่อาจประเมินขุมกำลังฝั่งตรงข้ามได้จากข้อมูลเดิมๆ อีก ทางออกที่ดีที่สุด จึงเหลือแค่สองทางหนึ่งคือ...หนี และสองคือ...หนีให้ไวยิ่งกว่า
ตาย !!! จางหยวนตวาดลั่นก่อนสองมือจะใช้อาวุธขว้างนับสิบ ซัดออกด้านหน้า หวังชะลอคู่ต่อสู้ส่วนสองเท้ากลับทะยานสูง หันหน้ากลับหลังสับเปลี่ยนตำแหน่งกับนักรบที่ส่งสัญญาณกันเอาไว้ คิดหลบหนีเอาตัวรอดเป็นคนแรก
หยางเฉิงสะบัดผ้าคลุมเกราะเบาอันเป็นสมบัติวิเศษ ระดับมนุษย์ขั้นกลาง ซึ่งหลิวเหวินหง มอบให้ก่อนออกเดินทาง เพียงตัวผ้าที่ถักสานจากใยของแมงมุมเหล็กลำพังแม้อาวุธซัดคมกล้า หรือลูกศรแกร่งไร้ลำดับหากมิได้ใช้ออกด้วยฝีมือในระดับลมปราณแรกธรรมชาติ ก็ไม่อาจทะลุผ่าน แต่เมื่อผ้าคลุมอยู่บนร่างของหยางเฉิงย่อมต้องผสานเข้ากับลมปราณแรกธรรมชาติขั้นที่สอง แม้ผู้โจมตีอยู่ในระดับที่เหนือกว่าหนึ่งขอบขั้นยังมิอาจทำอันตรายหยางเฉิงได้โดยง่าย อาวุธลับของจางหยวนที่บัดนี้เปิดเผยตัวตนมีระดับฝึกฝนเพียงแค่พื้นฐานลมปราณขั้นแรก มีหรือที่จะผ่านเข้าถึงตัวหยางเฉิงเพียงผ้าเบาสะบัดถูกอาวุธทั้งหลาย ทั้งหมดล้วนร่วงกราวหล่นลงพื้นโดยพร้อมเพรียง
ทันทีที่อาวุธลับไม่เกิดผลจางหยวนก็ไม่คิดรอ ทะยานถอยต่อเนื่อง พร้อมด้วยผู้นำขบวนนักรบที่ตามติดคุ้มกันอยู่ด้านข้าง หวังถอยหนีไปตั้งหลัก ปล่อยให้เหล่าสมุน นักรบระดับพื้นฐานลมปราณทั้งหลายทำหน้าที่รับมือถ่วงเวลา ซึ่งการหลบหนีสำหรับจางหยวนและผู้นำขบวนนักรบตระกูลหยางอาจไม่ยากเย็นนัก ถ้าหากไม่ปรากฏเด็กเจ้าความคิดเช่นหยางอี้
...ลูกอี้เอ๊ยเจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก แม้ไม่เคยเห็นจางหยวนผู้นี้มาก่อนเพียงแต่ฟังและอ่านรายงานไม่กี่บรรทัดแต่กลับคาดเดาวิธีการและจิตใจของมันกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือตนเอง
หยางเฉิงไม่คิดเสียเวลากับนักรบทั้งสิบทะยานลิ่วข้ามหัวพวกมันไปด้วยวิชาตัวเบาอันสูงส่ง เคียงข้างกับผู้อาวุโสขวาที่ได้ชื่อว่าช่ำช่องวิชาตัวเบาที่สุดในตระกูลหยางไล่ตามปลาใหญ่ที่หลบหนีก่อนผู้อื่นทั้งสองตัว
เพียงแต่การไล่ตามครั้งนี้มิใช่เพื่อจับตัว แต่เป็นเพื่อชมดูว่าเหยื่อจะสิ้นฤทธิ์ที่กับดักชุดใดกันแน่
.
.
แรกเริ่ม...หยางอี้ทางหนึ่งคิดแผนการเพื่อเอาชัยโดยมุ่งเป้าลอบสังหาร...หยางอวี่ถงและเสนาธิการ ผู้วางแผนอยู่ในเงามืดแต่อีกทางก็ทำเพื่อหาทางลอบเข้าตระกูลหยาง เป้าหมายเพื่อค้นหา...แผ่นเก้าหนังนิรนามซึ่งหยางอี้มั่นใจว่า...มันคือภาพวาดที่ถูกแขวนอยู่ในสุสานบรรพชนตระกูลหยาง
แผนการแรกนั้นล้วนแจกแจงวิธีการมอบแก่สี่บุคคลโดยละเอียด ส่วนแผนการที่สองมีเพียงหยางอี้เท่านั้นที่รู้และหากจะกล่าวถึงแผนการที่สอง ต้องย้อนกลับไปยัง...ยามบ่าย ของวันที่สองกลุ่มของหลิวอานปลอมแปลงเป็นพ่อค้าหลายขบวน มีทั้งขนหีบใหญ่ เข็นพืชผักจับสัตว์ป่า ปลอมปนแยกย้ายกันเดินทางเข้าสู่เมืองน้ำใสได้ก่อนที่หยางอวี่ถงจะดำเนินมาตรการเข้มงวด
เช้าวันที่สามกองกำลังจารชนทั้งสิบที่แยกย้ายมีกำหนดการนัดหมายรวมตัวกันก่อนเริ่มปฏิบัติการรุ่งสางของวันใหม่ ซึ่งทุกขั้นตอนดำเนินผ่านโดยราบลื่นเพียงแต่ในลังไม้ทั้งสิบใบ ซึ่งว่าจ้างผู้คนอีกกลุ่มให้ขน เอามาวางทิ้งไว้ในบ้านพักริมชายฝั่งมิได้มีแต่แค่อาวุธซุกซ่อนอยู่เพียงอย่างเดียว ด้วยลังไม้หนึ่งใบนั้น ถูกใช้เป็นที่ซ่อนตัวของ...หยางอี้มาตั้งแต่ต้น ด้วยเวลานี้ประจวบเหมาะ ไร้ผู้คนรอบข้าง จึงค่อยแง้มเปิด ปีนออกมาจากลังไม้ตั้งแต่ยามดึกสงัดของคืนวันที่สอง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เนินเขาเตี้ยทิศเหนือของหมู่ตึกตระกูลหยาง มองหาจุดทำเลที่เคยเลือกเฟ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน
หยางอี้นั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่...ต้นเดิมมืออ่อนนุ่มที่ยังไม่เคยจับอาวุธหักหาญ ลูบไล้ไปบนผิวไม้หยาบด้านหลังค่อยนึกย้อนไปถึงพี่หญิงหลิน มุมปากยกยิ้ม ในใจหวนคิดถึง แต่เรื่องราวมีหนักเบา ก่อนหลังเมื่อนั้นจึงหยิบโอสถกำเนิดปราณชั้นต้นเม็ดสุดท้ายที่บิดามอบให้กลืนลงคอ เริ่มต้นการฝึกฝนรอคอยสัญญาณจากแผนการในค่ำคืนวันนี้