ถึงจะบ่ายเบี่ยงว่าไม่อยากฝึกซ้อม แต่สุดท้ายลูนาร์ก็ไม่สามารถปฏิเสธลูกตื๊อของฮาจาได้ จึงต้องมารวมตัวกันที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง เอ็ดวานเลือกที่นี่เป็นสถานที่ฝึกเพราะไม่ห่างจากโรงแรมที่พวกเขาพัก และมีพื้นที่กว้างมากพอที่จะทดสอบอะไรก็ได้โดยไม่ต้องห่วงว่าจะไปรบกวนใคร
“อย่างที่รู้ ข้าเป็นสายนักรบเวทมนตร์ นอกจากดาบก็ยังใช้เวทมนตร์สายโจมตีขั้นพื้นฐานได้หลายบท” เอ็ดวานอธิบายเสร็จก็ลงมือวาดลีลาดาบ เขาสลับเปลี่ยนเวทมนตร์ที่ใช้กับดาบหลายครั้งเพื่อแสดงให้ดูว่ามีเวทธาตุใดบ้างที่เขาสามารถใช้ได้ ซึ่งดูโดยรวมแล้วก็แทบจะครอบคลุมทุกธาตุ แถมยังสามารถใช้คาถารักษาระดับต้นได้อีก
‘ดาบล่องเวหา’ เหมาะมือเอ็ดวานดี จังหวะยืดและหดที่รวดเร็วของดาบไม่เพียงแต่เพิ่มระยะโจมตีให้กับเพลงดาบของเขา บางครั้งเขาก็ยืดมันออกขณะที่แทงเพื่อเพิ่มระยะ หรือหดมันกลับในจังหวะที่วาดดาบฟันเพื่อเพิ่มพลังทำลาย นี่ยังไม่นับความน่ากลัวเมื่อมันผสมเข้ากับเวทมนตร์ที่เขาเคลือบไว้ที่คมดาบ
หลังจากการแสดงทักษะของเอ็ดวานแล้วฮาจาก็แสดงฝีมือบ้าง เวทมนตร์สนับสนุนทั้งหลายและเวทมนตร์คืนชีพนั้นคงยากที่จะแสดงให้ดูน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะถ้าไม่ได้มีใครมาเสียชีวิตตรงหน้าให้เธอชุบชีวิต ฮาจาจึงแสดงผลจากการฝึกใช้ไม้เท้าใหม่แทน
หญิงสาวรวมรวบสมาธิเข้ากับไม้เท้าแห่งรุ่งอรุณจนมันทอแสงสว่างไสวทั่วทั้งบริเวณ แสงสีทองนั้นมีพลังในการฟื้นฟูเล็กน้อย มีข้อดีที่กินพลังเวทมนตร์น้อยมาก แต่นั่นเป็นความสามารถรองของมันเท่านั้น ดวงแก้วสีทองปรากฏขึ้นจากหัวไม้เท้าและค่อยๆ ลอยห่างออกไปในทิศทางที่แตกต่างกัน
ดวงแก้วสีทองทั้งสี่เมื่อเลื่อนออกไปได้ระยะหนึ่งก็หยุดอยู่กับที่
“เจ้าลูกแก้วสีทองนี่มันอะไรกัน” เอ็ดวานไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายจากมัน เขาจึงไม่คิดว่านี่เป็นการโจมตีอย่างแน่นอน
“เฮซ!” มีเสียงดังออกมาจากลูกแก้วดวงแรก มันคือคาถาเพิ่มความเร็วที่ฮาจาใช้อยู่ประจำ
“ไมท์!” คาถาที่สอง คาถาเพิ่มพละกำลังดังมาจากลูกแก้วดวงที่อยู่ทางซ้าย
“โปรเทค!” คาถาที่สามที่ช่วยเสริมการต้านทานต่อความเสียหายดังมาจากลูกแก้วทางขวา
“รีซิสท์ออล!” คาถาที่สี่ที่เพิ่มพลังป้องกันจากเวทมนต์ทุกธาตุ ไม่ว่าจะดิน น้ำ ลม หรือไฟ ดังมาจากลูกแก้วดวงสุดท้าย
เสียงกังวานดังก้องจากลูกแก้วประหลาด แต่ละลูกได้ร่ายเวทมนตร์แต่ละชนิดโดยมีเป้าหมายที่เอ็ดวานผู้ซึ่งกำลังยืนงงอยู่ ชายหนุ่มรู้สึกถึงพลังที่เอ่อล้น ในขณะเดียวก็รู้สึกถึงพลังป้องกันที่กล้าแข็งขึ้นจากสารพัดเวทมนตร์ที่ถูกใช้ขึ้นพร้อมๆ กัน
“เจ้าพวกนี้จะคอยทำหน้าที่สนับสนุนระหว่างต่อสู้ยังไงล่ะ ถ้ามีสิ่งนี้ล่ะก็ไม่ต้องกังวลเรื่องร่ายเวทไม่ทันเลย” ลูนาร์ประทับใจที่ฮาจาสามารถเรียนรู้วิธีใช้ไม้เท้าได้เร็วขนาดนี้ทั้งๆ ที่เธอแนะนำไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “แต่ระวังเรื่องพลังเวทหมดล่ะ เจ้าพวกนี้บางทีก็ใช้เวทมนตร์ไม่ค่อยยั้งมือ”
ฮาจาเข้าใจความหมายนั้นดี เธอต้องแบ่งพลังเวทมนตร์ในการสร้างลูกแก้วเหล่านี้ และยังต้องเสียเพิ่มอีกเมื่อพวกมันร่ายเวทมนตร์แทนเธอ ต่อให้เธอจะมีพลังเวทมนตร์มากมายแค่ไหนก็อาจจะหมดลงอย่างรวดเร็วหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง
และก็ถึงช่วงที่สำคัญที่สุด สาเหตุที่เอ็ดวานและฮาจาแสดงฝีมือออกมาทั้งๆ ที่ลูนาร์เองก็พอจะรู้ฝีมือของทั้งคู่อยู่แล้ว นั่นเพราะพวกเขาต้องการให้ลูนาร์ไม่มีข้ออ้างบ่ายเบี่ยงอีกต่อไป เจ้าตัวเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจดีจึงเริ่มยืดเส้นยืดสายเตรียมพร้อม
“ขอบอกไว้ก่อนนะว่าข้าน่ะไม่เคยเรียนวิชาการต่อสู้มาก่อน”
...ใครเชื่อก็โง่แล้ว...
นั่นคือสิ่งที่เอ็ดวานคิด ลูนาร์หยิบเอาอาวุธหลายชนิดออกมาสาธิตการใช้ เธอไม่ได้เน้นความสามารถพิเศษของอาวุธเลย แต่กลับใช้พวกมันได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งดาบที่มีกระบวนท่าที่รวดเร็วอ่อนช้อยเหมือนร่ายรำแต่แล้วก็กลับเปลี่ยนเป็นกระบวนท่าที่ดุดันทรงพลัง หรือหอกที่รวดเร็วและแม่นยำราวกับว่าจะสามารถแทงซ้ำตำแหน่งเดิมกี่ครั้งก็ได้โดยไม่คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย
ลูนาร์ในร่างโซลาร์ยังคงแสดงการใช้อาวุธแต่ละชนิดไล่ไปเรื่อยๆ ทั้งอาวุธสั้น อาวุธยาว หรือแม้แต่อาวุธหน้าตาประหลาดที่เอ็ดวานและฮาจาไม่รู้จักกระทั่งชื่อเรียก จนเมื่อเธอใช้อาวุธจนถึงประเภทที่สามสิบเอ็ดวานก็เป็นฝ่ายขอให้เธอหยุดมือ
ลูนาร์ยิ้มอย่างผู้ชนะเหมือนทุกครั้งโดยไม่สังเกตว่าสายตาที่เอ็ดวานมองเธอนั้นเปลี่ยนไป จากสายตาที่เคยเคลือบแคลงสงสัยตอนนี้กลายเป็นความประทับใจไปเสียแล้ว เอ็ดวานเคยหัวเสียกับโซลาร์เพราะคิดว่าชายหนุ่มผู้หลงตัวเองผู้นี้มองทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นๆ แต่ตอนนี้เขามั่นใจอย่างหนึ่ง คือความรักที่ชายผู้นี้มีให้กับอาวุธต่างๆ นั้นเป็นของจริง ไม่มีทางเลยที่ใครสักคนจะเก่งกาจได้ขนาดนี้โดยไม่ต้องฝึกฝนจนแทบล้มประดาตาย
เวลานั้นเอ็ดวานก็ได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าเขาจะต้องเหนือกว่าคนคนนี้ให้ได้ในสักวัน
ถึงจะเป็นการคิดไปเองของเอ็ดวาน แต่มันก็ไม่ได้ห่างไกลจากความจริงเท่าใดนัก ลูนาร์ที่ดูเชี่ยวชาญการใช้อาวุธนั้นไม่ใช่เป็นเพราะเธอหมั่นฝึกปรือวิชาการต่อสู้ แท้จริงแล้วเป็นเพราะเธอสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของอาวุธ เธอรู้ว่าวัตถุดิบจะกลายเป็นอะไรก่อนที่จะลงมือสร้างมัน รวมไปถึงเพียงแค่สัมผัสอาวุธใดก็จะเข้าใจลึกซึ้งถึงวิธีที่ควรจะใช้มัน ทำให้เธอสามารถใช้อาวุธแต่ละชิ้นได้ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่พวกเขาพักที่นี่และอาจจะเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้อยู่อย่างสบายๆ ก็เป็นได้ เอ็ดวานพยายามนอนเอาแรงเต็มที่แต่ก็เผลอนึกเรื่องของเทพปีศาจจนทำให้นอนไม่หลับ เขาเพิ่งจะรู้ว่าความกลัวที่แท้จริงเป็นเช่นไรเมื่อได้เห็นสิ่งนั้นด้วยสองตาตัวเอง
ชายหนุ่มปรับอารมณ์โดยการออกมาเดินเล่นข้างนอก แต่เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้าก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิม ร่างของเดสคารินกาที่ถูกผนึกเอาไว้นั้นมีขนาดใหญ่โตจนดูไม่แตกต่างจากดวงจันทร์อีกดวง มันใหญ่ขึ้นกว่าตอนแรกที่โซลาร์ผนึกรึเปล่านะ หรือเพราะว่ามันแค่อยู่ใกล้กับโลกมากกว่าดวงจันทร์ แล้วทำไมร่างเทพปีศาจถึงได้กลายเป็นทรงกลมเรียบๆ แบบนั้นได้ล่ะ หรือเพราะเป็นผลของเวทมนตร์อะไรสักอย่าง เขาถามตัวเองแต่ก็ไม่ได้คำตอบ
ที่ผ่านมามีวีรบุรุษผู้กล้าหาญมากมายต้องสละชีวิตเพื่อหยุดยั้งเจ้าสิ่งนี้ เอ็ดวานได้แต่ภาวนาขอให้วิธีของโซลาร์ได้ผลเพื่อที่อนาคตมนุษย์จะได้สามารถอยู่ต่อไปได้โดยไม่ต้องคอยหวาดกลัวต่อภัยพิบัติที่ไม่อาจจะเอาชนะได้เหมือนในอดีตรู้ตัวอีกทีเวลาเช้าก็ใกล้มาถึงแล้ว ชายหนุ่มบิดขี้เกียจก่อนจะหาวหวอดเพราะเพิ่งรู้สึกง่วงเอาตอนนี้ ยังเหลือเวลาอีกนิดก่อนดวงอาทิตย์จะขึ้น เขาน่าจะกลับไปนอนต่ออีกสักหน่อยคงไม่เลวนัก เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็ตัดสินใจกลับห้องพัก แล้วก็ต้องเจอกับเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจอีกครั้งเอ็ดวานเห็นฮาจาเดินงัวเงียออกมาจากห้องพักของโซลาร์ก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้องพักของตัวเอง โชคดีที่เธอมัวแต่เมาขี้ตาจึงมองไม่เห็นเขาที่ยืนหลบอยู่ข้างเสา
...นี่สองคนนั่นไปกันถึงขั้นนี้แล้วรึเนี่ย...
เช้าวันรุ่งขึ้น ระหว่างการเดินทาง เมื่อฮาจาอาสาที่จะไปตักน้ำริมลำธาร เอ็ดวานจึงถือโอกาสนี้พูดกับลูนาร์ที่ยังคงอยู่ในร่างของหนุ่มรูปงาม
“มีอะไรรึ” หนุ่มหน้าหวานเปิดปากถามก่อนเมื่อเห็นว่าชายตรงหน้ามีธุระกับตน แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรเสียที
“ฮาจา...เด็กคนนั้นเหมือนกับน้องสาวแท้ๆ ของข้า เธอยังเป็นเด็กสาวใสซื่ออยู่ แล้วเรื่องเมื่อคืนนั่น...” เอ็ดวานอึกอักไม่พูดต่อให้จบประโยค
“ฮะ อะไร” ลูนาร์ฟังแล้วร้องเสียงสูง ไม่เข้าใจว่าฝ่ายตรงข้ามต้องการจะสื่ออะไร
“ช่างเถอะ เอาเป็นว่าข้าไม่อยากก้าวก่ายเรื่องของพวกเจ้า และไม่รู้ด้วยว่าระหว่างนี้มันเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเจ้าทำนางเสียใจล่ะก็ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
พูดจบก็หันกายเดินจากไป ทิ้งให้คู่สนทนายืนเกาหัวแกรกๆ