สายลมยามเช้าในวันนี้พัดแรงกว่าทุกวัน ทำให้ผ้าม่านสีขาวบางเบาในห้องนั่งเล่นปลิวไหวเป็จังหวะ คัมภีร์ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองออกไปยังทะเลที่เริ่มขุ่นมัวอีกครั้ง หัวใจของเขาก็เช่นกัน เริ่มมีคลื่นเล็ก ๆ ซัดเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ั้แ่ธีรัชเข้ามาในบ้านหลังนี้
มันไม่ได้สัมพันธ์กับอดีต แต่มันเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นข้างหลัง ก่อนที่เสียงของธีรัชจะเอ่ยเบา ๆ อยู่ที่ซอกคอของเขา
"เมื่อคืน...คุณร้องไห้ใช่ไหมครับ?"
คัมภีร์ไม่ตอบในทันที เขาไม่ได้หันกลับไปมองธีรัช แต่เพียงหลับตาและพยักหน้าเบา ๆ
"ครับ...บางคืน อดีตมันก็เสียงดังเกินไป"
ธีรัชยื่นมือมาััแขนของคัมภีร์เบา ๆ ไม่ได้กอด ไม่ได้รุกล้ำ แต่เพียงพอให้เขารับรู้ว่าเขาจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
"ผมอยู่ตรงนี้นะครับ"
คำพูดสั้น ๆ แต่เหมือนเข็มที่แทงทะลุกำแพงในใจของคัมภีร์ น้ำตาหยดหนึ่งไหลช้า ๆ ลงไปตามร่องแก้ม โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว แต่ดีนะ ที่ธีรัชยังไม่ทันได้สังเกตเห็นมัน เพราะบางที เขาก็ยังไม่อยากให้ธีรัชเห็นน้ำตา
วันนั้นพวกเขาไปเดินเล่นริมชายหาดหลังอาหารกลางวัน วันนี้ไม่มีแดด ทะเลที่เคยนิ่งกลับมีคลื่นเล็ก ๆ ซัดเข้าฝั่ง ทรายอุ่นใต้ฝ่าเท้า และลมพัดจนชายเสื้อลินินของธีรัชปลิวไปตามลม เผยให้เห็นซิกแพคสวย ๆ เพราะเขาไม่ได้กลัดกระดุมเสื้อ ผิวขาวของธีรัชเริ่มคล้ำแดดเพราะอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว
"คุณรู้ไหมครับ..."
ธีรัชเอ่ยขึ้นขณะทั้งสองเดินขนานกันไปบนหาดทราย
"ผมเคยคิดว่าตัวเองจะไม่รู้สึกอะไรแบบนี้กับใครได้อีกแล้ว"
คัมภีร์หยุดเดิน มองเขาด้วยแววตานิ่งสงบ ก่อนจะเอ่ยถาม
"แล้วตอนนี้ล่ะครับ?"
ธีรัชสบตาคัมภีร์อย่างมั่นคง ก่อนจะพูดว่า
"ตอนนี้...ผมกลัวว่าผมจะรู้สึกมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ"
คัมภีร์หัวเราะเบา ๆ
"ความกลัวไม่ใช่เื่แปลกหรอก ถ้าคุณพูดอย่างนี้ มันแปลว่า หัวใจคุณยังซื่อสัตย์อยู่กับอดีต"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ บางที่ผมก็ซับซ้อนมากเกินไปจนเบื่อตัวเอง"
"มันน่าจะเป็คาแรคเตอร์ของนักเขียนหรือเปล่า"
"ไม่รู้สิ ผมก็แค่หยุดมันไม่ได้ แต่พอเอาเข้าจริง ผมต่างหากที่ไม่อยากจะหยุดมัน"
ธีรัชยื่นมือมาแตะมือคัมภีร์ คัมภีร์ลังเลชั่วครู่ ก่อนจะยอมให้มือเขาโอบกุมไว้ เพราะเอาเข้าจริง มันก็รู้สึกดีมากอยู่เหมือนกันที่เป็ธีรัช มันทำให้เขารู้สึกว่า เขาได้ใกล้ชิดใครบางคน แม้ว่ามันจะเป็ความรู้สึกที่ไม่ค่อยจะซื่อสัตย์ก็ตาม แต่คัมภีร์ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขารู้สึกอย่างนั้น
"แต่คุณก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ๆ เลยนะ คุณภีร์"
"คุณก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเหมือนกัน"
เพราะต่างคนก็ต่างใจดีกับอดีตของอีกคน เพราะบางครั้ง คนเราก็ควรจะมีพื้นที่ลับเล็ก ๆ อยู่ในใจ เผื่อไว้ในวันที่อยากจะคิดถึง
แม้ว่ามันจะเป็เื่ที่ทุกข์ที่สุดก็ตาม
ในตอนนี้ทั้งสองยืนมองทะเลด้วยกันอีกครั้ง คราวนี้ทั้งคู่นั้นไม่ได้ยืนห่างกันอีกแล้ว และสองมือที่กุมกันไว้ มันก็แน่นเข้าหากันโดยที่ต่างก็เต็มใจ
~~~~~~~~~~
คืนนี้ แสงจันทร์เต็มดวงทอแสงเข้ามาในห้องนั่งเล่น คัมภีร์ยังคงเปิดเพลงแจ๊ส แต่เลือกเพลงช้าและลึกซึ้งขึ้น ธีรัชเขยิบเข้ามานั่งอยู่ใกล้กว่าเดิม และนั่งฟังเพลงอย่างตั้งใจไปด้วยกัน
เมื่อเพลงจบ เขาลุกขึ้นมายืนข้างคัมภีร์ มองคัมภีร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ต้องพูดออกมา
คัมภีร์ลุกขึ้นช้า ๆ สบตาธีรัช และในชั่วขณะหนึ่งที่เงียบงัน ทุกอย่างรอบตัวก็หายไป เหลือเพียงแรงดึงดูดที่ไม่อาจต่อต้านของพวกเขาทั้งสองคน
ริมฝีปากของธีรัชแตะลงบนหน้าผากของคัมภีร์เบา ๆ ในตอนเริ่ม
มันเป็จูบที่ไม่เร่งร้อน แต่ลึกซึ้ง
คัมภีร์ไม่ได้ถอย เขาเพียงหลับตาและปล่อยให้หัวใจได้พักพิงในไออุ่นนั้นเพียงชั่วครู่
แล้วเขาก็จูบตอบไป แม้ว่าใจของเขาจะไม่เต็มร้อย แต่เขาก็รู้ว่า ธีรัชจะอนุญาตและเต็มใจให้เขามีห้องลับอยู่ในใจ
คืนนี้...เงาจันทร์ที่สาดส่องลงมา เหมือนกำลังเป็พยานเงียบ ๆ ของหัวใจสองดวงที่เริ่มสั่นไหวอย่างแท้จริง จริงจังและลึกซึ้งกว่าเดิม พวกเขาเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องพูด ไม่ใช่เข้าใจกันแต่เพียงร่างกาย แต่มันเป็เื่ของจิตใจด้วย
และเมื่อสองคนเข้านอน เสียงฝนเบา ๆ ก็เริ่มโปรยลงมาอีกครั้ง เหมือนธรรมชาติกำลังล้างหัวใจที่ต่างก็มีาแให้พวกเขาทั้งคู่
เสียงคลื่นซัดฝั่งยังคงเป็จังหวะเดิม แต่คัมภีร์รู้ดีว่าหัวใจของเขาไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกรอยจูบจากเด็กหนุ่ม ที่อ่อนกว่าเขาเกือบสิบปี มันอุ่นอยู่ในความทรงจำ เป็ความอบอุ่นที่เขาทั้งกลัวและโหยหาในเวลาเดียวกัน
คืนนี้
เขายอมรับว่าหัวใจของเขากำลังสั่นไหวอย่างจริงจัง
เหมือนว่ามันอยากจะออกเดินทางไกลอีกครั้ง ไม่กลัวแม้กระทั่งว่า าแที่สองในหัวใจอาจจะเกิดขึ้น
คัมภีร์รีบตื่นแต่เช้า พยายามหลีกเลี่ยงที่จะสบตากับธีรัชในเช้าวันนี้ โดยทำตัวยุ่งอยู่แต่ในครัว คืนแรกอาจจะเรียกว่าพลาด แต่ปล่อยให้เกิดขึ้นเป็ครั้งที่สองมันคือความผิด แต่เสียงฝีเท้าของธีรัชก็ใกล้เข้ามาจนเขาต้องลอบถอนใจ
"คุณภีร์... ผมพูดหรือทำอะไรผิดหรือเปล่าครับ?"
คัมภีร์ชะงักในขณะกำลังหั่นผัก แล้วค่อย ๆ วางมีดลงช้า ๆ ก่อนหันกลับมาสบตาตรง ๆ
"ไม่ครับ...แต่บางอย่างมันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าความรู้สึกแค่ชั่วข้ามคืน ผมกำลังลังเล แต่มันเกี่ยวกับผม ไม่ได้เกี่ยวกับคุณหรอกนะ คุณธีร์ คุณไม่ได้ผิดอะไรเลย แล้วผมก็ขอโทษที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี"
ธีรัชพยักหน้า เขาเข้าใจดี เพราะเขาเองก็เคยรีบร้อน และนั่นทำให้เขาสูญเสียคนที่รักที่สุดไปในอดีต ถ้าเขาเดินจังหวะชีวิตให้ช้ากว่านี้ เขาอาจจะไม่ต้องเสียคนที่รักไป
แม้ว่ามันจะผ่านไปแล้ว เขาก็ยังรู้สึกและโทษแต่ตัวเองตลอดเวลา
เย็นวันนั้น ขณะที่กำลังจัดหนังสือในมุมเล็ก ๆ ของบ้าน คัมภีร์เจอหนังสือเล่มเก่าเล่มหนึ่งที่เขาเคยได้รับเป็ของขวัญ และในวันที่เ็ปที่สุดในอดีต เขาก็เคยหยิบมันขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หนังสือเล่มนั้นคือ “โลกของเราเมื่อไม่มีเรา” ด้านในปกมีลายมือเขียนว่า
"เมื่อโลกทั้งใบไม่เหลืออะไร อย่างน้อย...เราก็ยังมีความทรงจำ"
คัมภีร์หลับตา น้ำตาเอ่อคลอ ความทรงจำทั้งหมดหลั่งไหลกลับมา คนที่จากไปในวันนั้น คนที่เขาเคยรักจนแทบไม่เหลืออะไรให้รักใครอีกเลย แม้กระทั่งรักตัวเอง
แต่ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน สิ่งนี้เป็จริงที่สุด
แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าไม่เหลืออะไรเลย แต่ความทรงจำนั้นไม่เคยไปไหน แม้ว่ามันจะเป็ความทรงจำที่ดีและไม่ดีปะปนอยู่ด้วยกัน
แต่มันก็คือสิ่งที่เขาเหลืออยู่
ด้านธีรัช เขากำลังยืนอยู่ที่ริมชายหาด จดหมายในมือของเขาเป็กระดาษเก่าและยับ แต่เขายังคงพกมันไว้เสมอ จดหมายนั้นเขียนโดยคนรักคนเก่า ก่อนที่เขาจะจากไปโดยแทบจะไม่มีคำร่ำลา
"คุณบอกว่า ผมไม่มีเวลาให้คุณ ทั้งที่จริงแล้ว คุณต่างหาก ที่ขโมยเวลาทั้งหมดของผมไป..." ธีรัชพึมพำกับคลื่นทะเล
แล้วเงาของคัมภีร์ก็ปรากฏขึ้นมายืนเคียงข้างเขา
"คนเราทุกคนเคยกลัว... ผมก็เคยเป็อย่างนั้นนะ คุณธีร์"
ธีรัชหันมามองคัมภีร์ แววตาสองคู่สบกันท่ามกลางสายลมในยามเย็น
"คุณจะเชื่อในผมได้ไหม...แม้เพียงครั้งเดียว?"
ธีรัชถามเสียงแ่เบา
คัมภีร์เงียบไปนาน ก่อนจะตอบ
"ถ้าผมเชื่อในเสียงเพลงที่ทั้งคุณและผมชอบเหมือนกัน...ผมก็อาจเชื่อในเสียงหัวใจของคุณได้เหมือนกัน"
"ถ้าอย่างนั้น เรามาพยายามลืมความเ็ป ที่เราต่างก็คิดว่ามันมากเหลือเกิน แล้วเราลองมาเริ่มกันใหม่"
ธีรัชบอกคัมภีร์ที่ยิ้มรับคำขอร้องจากเขา
คืนนั้นไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงฝน มีเพียงลมหายใจและเงาของสองคนที่ค่อย ๆ ซ้อนทับกันอีกครั้ง กับความสั่นะเืของหัวใจที่อยู่ในความเงียบที่เริ่มเปลี่ยนเป็ความแนบชิดอย่างอ่อนโยน และเยียวยาเกือบทุกสิ่งได้
และในเงาจันทร์ที่ทอแสงเหมือนคืนแรกที่เขามาถึง คัมภีร์ค่อย ๆ วางมือไปบนอกของธีรัช รับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นสอดคล้องกับหัวใจของตัวเอง