บทที่ 39
เมืองชายแดน
เมืองชายแดนไร้ชื่อตั้งอยู่ชายแดนตามที่ต่างๆของจักรวรรดิ ส่วนใหญ่แล้วสถานที่แห่งนี้มันจะไม่มีชื่อเรียก
เพราะตั้งแต่ในอดีตเมื่อมีการสู้รบกันแต่ละครั้ง เมืองที่พังก่อนเมืองใดๆก็เป็นเมืองชายแดน เพราะแบบนั้นเมื่อชายแดนจึงสับเปลี่ยนไม่เว้นแต่ละ
มันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว เมืองชายแดนของจักรวรรดิในแต่ละทิศเลยไม่มีชื่อเรียก พวกเขาจะถูกเรียกว่าเมืองชายแดนตามทิศต่างๆ
สถานที่แห่งนี้ก็เป็นเมืองชายแดนเช่นเดียวกัน เนื่องจากยอดเขากระบี่ที่ลู่เฟิ่งมาฝึกฝน มันตั้งอยู่บริเวณชายแดน
หลังจากออกมาจากตีนเขาสิ่งที่เขานั้นเดินทางมาเห็นก็คือเมืองขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหน้า
สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองชายแดน ในช่วงหลายปีหลังสงครามนั้นไม่ได้ปะทุขึ้นมา มันเลยทำให้เมืองแห่งนี้ถูกพัฒนาไปบ้าง
ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สัก 10 ปี เมืองชายแดนในแต่ละปีสภาพของมันคงจะไม่ต่างจากเมือง
ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่มาอาศัยอยู่ เพราะว่ามันมีแต่อันตราย และก็มีแต่การรบราฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่ละวัน
แต่ในตอนนี้เมืองแห่งนี้ยังพอมีผู้คนอาศัยอยู่ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกคนที่เดินทางข้ามดินแดน อย่างเช่นพวกพ่อค้า
หรือพวกชาวเมืองที่พวกเขานั้นตั้งใจจะมาตั้งรกรากภายในสถานที่แห่งนี้ ส่วนใหญ่ชาวเมืองพวกนั้นมีฐานะไม่ได้ดีมากนักในเมืองต่างๆ
เมืองชายแดนจึงเป็นทางออกในการใช้ชีวิตของพวกเขา เพราะว่าเมืองชายแดนมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่า
มันเลยทำให้คนที่มีฐานะยากจนก็สามารถใช้ชีวิตภายในสถานที่แห่งนี้ได้ ลู่เฟิ่งเดินทางมาถึง
“ กว่าจะเดินทางออกมาจากป่าก็กินเวลาไปกว่า 3 วัน ”
“ เป็นเพราะว่าพวกเจ้าพวกสัตว์อสูรพวกนั้นมันปรากฏกายออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนนั่นแหละ”
“ เลยทำให้ต้องเสียเวลามากขนาดนี้ ” เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เขาต่อสู้กับพวกสัตว์อสูร ลู่เฟิ่งเมื่อเข้าปะทะกับพวกมันพวกมันก็ปรากฏกายออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
มันอาจจะเป็นเพราะว่าเจ้าพวกสัตว์อสูรพวกนั้นโดนพลังของอาจารย์ของเขาขับไล่ออกมาจากถิ่นฐานของพวกมัน
พวกมันจึงมารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยจำนวนที่มากมายขนาดนั้น มันเลยทำให้พวกสัตว์อสูรเหล่านั้นมีการรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก
ผนวกกับอาหารที่ไม่เพียงพอก็เลยทำให้พวกมันนั้นดุร้ายเป็นพิเศษ ในช่วงเวลา 3 วันที่ผ่านมามันคือการปะทะกับพวกสัตว์อสูรพวกนั้น
ลู่เฟิ่งในตอนนี้ร่างกายเหนื่อยล้าเต็ม กว่าที่จะสังหารพวกมันจนหมดและออกมา ทำให้เขานั้นกินเวลาไปกว่า3 วันโดยที่ไม่ได้พักผ่อน
“ เฮ้อ.. ”
“ ด้วยสภาพเช่นนี้เข้าไปภายในเมืองคงจะไม่ถูกขับไล่หรอกนะ ”
ถึงแม้ว่าตัวของเขาจะมีฐานะเป็นองค์ชาย แต่สภาพในตอนนี้ไม่ต่างจากขอทานเร่ร่อนเลย สภาพมันแย่กว่าตอนที่เขานั้นออกมาจากป่าอสูร
เสื้อผ้าก็ขาดผมก็ยาวจนแทบจะปิดใบหน้า ร่างกายเองก็สกปรกจากการต่อสู้กับพวกสัตว์อสูรมาเป็นเวลา 3 วัน
มีทั้งคราบเลือดคราบเหงื่อมากมายสภาพในตอนนี้จึงไม่ได้แตกต่างไปจากคนไร้บ้านเลยแม้แต่น้อย
ลู่เฟิ่งได้แต่ยกมือมากุมขมับพึมพำบ่นกับตนเอง “ เหตุใดข้าจึงเป็นแบบนี้ตลอด เมื่อเดินทางเข้ามาภายในเมืองทีไรก็มีสภาพไม่ได้ต่างจากขอทาน ”
“ เอาเป็นว่าในตอนนี้หาเงินซื้อชุดแล้วก็เปลี่ยนก่อนดีกว่า ” ลู่เฟิ่งเดินตรงเข้าไปภายในเมือง
เมื่อเข้ามาภายในเมืองชายแดนแห่งนี้ภายในเมืองดูดีมากกว่าที่เขาคิด ในช่วงหลายปีที่ไม่มีสงครามเกิดขึ้น มันก็เลยทำให้เมืองแห่งนี้ถูกพัฒนาอยู่บ้าง
รวมไปถึงมีผู้คนมากมายเข้ามาปักหลักภายในเมืองมันเลยทำให้ในตอนนี้เมืองแห่งนี้ดูเจริญมากกว่าเมื่อหลายปีก่อน
“ เริ่มจากการหาร้านรับซื้อพวกร่างกายของพวกสัตว์อสูรก่อนเป็นอันดับแรก ” ลู่เฟิ่งมองบริเวณรอบๆ
เรื่องสำรวจไปทั่วทั้งเมืองจึงพบร้านรับซื้อร่างของสัตว์อสูรอยู่แห่ง ร้านรับซื้อพวกร่างกายของสัตว์อสูรมันเป็นร้านที่แทบจะมีตั้งอยู่แทบทุกเมือง
ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นร้านที่มีผู้คนนั้นทำการจัดตั้งขึ้นมาเอง เป็นเหมือนกับการค้าขายอย่างนึงเลยก็ว่าได้
อย่างที่รู้กันดีร่างกายของสัตว์อสูรมีมูลค่า พวกมันมีค่าแทบทั้งร่างกายไม่จะว่าจะเป็นเนื้อเกราะหรือแม้แต่กรงเล็บ
ทุกอย่างล้วนแล้วเป็นของที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด เพราะแบบนั้นเลยมีผู้คนต้องการเป็นจำนวนมาก
เลยทำให้ในเมืองต่างๆมีร้านค้าขายเช่นนี้ตั้งอยู่แทบทุกเมืองไม่เว้นแม้กระทั่งเมืองชายแดน
ลู่เฟิ่งโดนตรงเข้ามาภายในร้าน ร้านค้าร่างกายของสัตว์อสูรร้านนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่มีคนงานเพียงไม่กี่คน
เมื่อเดินเข้ามาเหล่าบุรุษชายฉกรรจ์ก็หันมองเป็นตาเดียว มองที่ขอทานน้อยที่เดินเข้ามา แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยคำถามว่าขอทานเดินทางมาทำอะไรที่นี่
ลู่เฟิ่งเห็นสายตาเช่นนั้นรู้ดี ลู่เฟิ่งไม่หรี่หรอหันมองออกไปด้านนอกแล้วใช้นิ้วมือชี้ตรงไป พวกคนเหล่านั้นพากันสงสัย
ดวงตาของพวกมันมองตรงออกไปตามปลายนิ้วของขอทานน้อย เมื่อมองออกไปดวงตาของพวกมันตื่นตระหนก
พบเห็นร่างกายของสัตว์อสูรหลาย 10 ตัวนอนแน่นิ่งอยู่ด้านนอก แน่นอนว่าพวกมันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในการล่ามาเท่านั้น
ลู่เฟิ่งไม่ได้นำพวกสัตว์อสูรที่เขาล่าได้ทั้งหมดออกมา เพราะถ้านำออกมาทั้งหมดคนพวกนี้คงจะตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูกอย่างแน่นอน
“ นั่นมัน ”
“ อะไรกันร่างของสัตว์อสูรมีมากขนาดนี้เลย ”
“ นี่เจ้านำเอาของพวกนี้มาขายให้กับพวกเราอย่างนั้นหรือ ” ชายฉกรรจ์ที่เป็นคนงานภายในร้านแห่งนี้เอ่ยถาม
ลู่เฟิ่งพยักหน้าตอบรับกลับไป “ ข้าเป็นคนล่าพวกมันมาเอง ”
“ ถ้าไม่เชื่อก็ลองตรวจสอบดูก็ได้ ของพวกนี้ทั้งหมดสามารถขายได้เท่าไรช่วยตีราคาออกมา ” ลู่เฟิ่งพูดขึ้น
“ เจ้าจะบอกว่าเจ้าล่าพวกมันด้วยตัวคนเดียวอย่างนั้น ”
“ นี่มัน ไร้สาระเจ้าเพียงคนเดียวจะล่าพวกมันได้อย่างไรบอกมาว่าเจ้าไปขโมยพวกมันมาจากที่ไหน ” ชายฉกรรจ์ไม่ยอมเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้
อันที่จริงมันก็เชื่อยากอยู่แล้ว ร่างของสัตว์อสูรจำนวนขนาดนี้ การจะบอกว่าเอาชนะพวกมันด้วยตัวคนเดียวกับเด็กที่มีอายุเพียงแค่นี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ลู่เฟิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาเขาค่อนข้างจะคาดการณ์สถานการณ์ก็ได้ว่ามันอาจจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ได้
แต่ในขณะที่สถานการณ์นั้นกำลังยุ่งยาก มันก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากด้านในร้าน “ อย่าเสียมารยาท ”
ลู่เฟิ่งหันไปมองด้านหลังพบเห็นกับชายชราผู้หนึ่งที่แต่งกายดูดีผิดจากคนงานพวกนี้ คนผู้นั้นเป็นชายชราร่างกายผอมสูงมีหนวดเครายาวมีผมสีขาว ดวงตาคล้ายว่าผ่านโลกมามากมาย
ลู่เฟิ่งเพียงแค่มองครั้งเดียวก็รู้ได้ในทันทีชายชราผู้นี้แม้ว่าจะไม่ได้มีวรยุทธแต่คงจะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“ นายท่าน!!! ” เหล่าคนงานอุทานขึ้นมาเป็นเสียงเดียว
“ พวกเจ้าอย่าเสียมารยาท ”
“ เขาเป็นคนที่นำเอาของมาขายให้กับร้านของพวกเรา เหตุใดจึงต้อนรับลูกค้าเช่นนี้ ” ชายชราตอบกลับด้วยใบหน้าจริงจัง
“ เชิญเข้ามาด้านในก่อน ” ชายชราผู้นั้นปลายมือชวนลู่เฟิ่ง
จบบท