ยอดมารดาหัวใจทระนง

    ตอนที่ 41 : เกือบถูกสารภาพรักแล้ว?


     

    หนิงเยี่ยนกลับไปที่ห้อง ล้มตัวลงบนเตียง เธอหลับตาแล้วผล็อยหลับไปทันที

     

    อาการนอนไม่หลับ หนิงเยี่ยนอธิบายได้ว่าคงจะมาจากความไม่สบายใจ แต่พอไปทำให้คนอื่นไม่สบายใจแทน โรคนอนไม่หลับของเธอก็หายเป็นปลิดทิ้ง

     

    หลับสบายจนถึงเช้า

     

    จนถึงเวลาที่เธอจะเตรียมอาหารเช้า หนิงเยี่ยนก็ยังไม่เห็นลู่หานจางออกมาจากห้อง เจ้าหนูหนิงโหย่วหยูที่ต่อยมวยอยู่ใต้ต้นไม้ก็มองเข้าไปในห้องของลู่หานจางอยู่เป็นระยะ พอไม่เห็นใครออกมาจึงถามแม่อย่างอ่อนแรง

     

    “แม่ ลู่ต้าไปแล้วเหรอ?”

     

    “ไม่หรอก อาจจะไม่ยอมลุก”

     

    “งั้นข้าไปเรียกเขานะ”

     

    “อื้ม.... ไม่ต้อง.....”

     

    หนิงเยี่ยนไม่ค่อยอยากให้เจ้าหนูน้อยไปเรียกผู้ชายในห้อง เพราะผู้ชายคนนั้นตอนนี้มีหนวดแบบหยินหยาง ใครมีหนวดแบบนี้ก็ต้องอายทั้งนั้น คงไม่อยากเจอหน้าใคร

     

    แต่ทว่าหนิงเยี่ยนยังพูดไม่จบ เจ้าหนูโหย่วหยูก็เอาขาเล็ก ๆ ออกวิ่งไปหยุดที่หน้าห้องของลู่ต้าเสียแล้ว มือเล็ก ๆ เคาะประตูดัง ‘ปึ้ง ๆ ๆ ๆ ๆ’

     

    ประตูไม้ถูกเปิดจากด้านใน ผู้ชายในห้องออกมาหยุดยืนที่หน้าประตู ใบหน้าของเขายังเหมือนเดิม เมื่อคืนที่แอบโกนหนวดจนเป็นทรงหยินหยางเหมือนเป็นภาพลวงตายังไงยังงั้น

     

    เคราจะงอกในชั่วข้ามคืนได้ไง? หนิงเยี่ยนแทบไม่อยากเชื่อ

     

    ลู่หานจางไม่ได้เพิกเฉยต่อแววตาสงสัยใคร่รู้ของหนิงเยี่ยน แต่เขาก็ยังไม่ยอมออกปากอธิบายอะไร เขาโค้งตัวลงไปอุ้มเจ้าหนูน้อยที่อยู่หน้าประตูขึ้นมา ตัวของลู่หานจางสูงมาก อุ้มหนิงโหย่วหยูได้ด้วยมือเดียว เพราะเจ้าหนูนั้นทั้งตัวเล็กและเตี้ยจึงทำให้ลู่หานจางนั้นดูสูงใหญ่ยิ่งกว่าเดิม

     

    เจ้าหนูน้อยไม่เคยถูกผู้ชายตัวสูงขนาดนี้อุ้มมาก่อนเลยนะ เพราะว่าสูงตั้งขนาดนั้น เจ้าหนูเลยกลัว ยื่นมือเล็ก ๆ มาโอบคอของลู่หานจางเอาไว้

     

    ลู่หานจางมีความสุขที่ใกล้ชิดกับเจ้าหนูขนาดนี้ เขาเอ่ยถามขึ้น

     

    “ไปไหนดี ข้าไปส่ง”

     

    “ไปเล่นกับอู๋เป่าฉือ”

     

    “อื้อ!”

     

    ลู่หานจางแบกเอาหนิงโย่วหยูออกไปข้างนอก

     

    หนิงเยี่ยนมองตามแผ่นหลังของลู่หานจางออกไป ในใจก็รู้สึกสับสน โดยเฉพาะตอนที่มองชายหนุ่มกับเจ้าเด็กน้อยออกจากบ้านไปด้วยกัน ยิ่งรู้สึกเหมือนตกกระป๋อง

     

    พอขับไล่ความรู้สึกสับสนวุ่นวายที่ไหลพรั่งพรูจากสมองออกไป หนิงเยี่ยนจึงกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง เธอตัดสินใจจะเปิดร้านปิ้งย่าง และตอนนี้เธอจะเริ่มฝึกฝีมือแล้ว

     

    อาหารเช้าไม่เหมาะกับการกินปิ้งย่าง ดังนั้นเธอจึงทำอย่างอื่นเตรียมไว้ หลังจากทำอาหารเช้าเสร็จ ยังไม่เห็นพวกหนิงโหย่วหยูกลับมา แต่หนิงเยี่ยนก็ไม่ได้กังวลใจ เพราะถึงยังไงก็มีคนตามไปด้วย

     

    เธอกินอะไรตามใจตัวเองไปนิดหน่อย แล้วออกไปบ้านของป้าหวง เตาที่ใช้ทำปิ้งย่างในยุคนี้ยังไม่มี ของแบบนั้นต้องเคยใช้ถึงจะทำออกมาได้ เรื่องทำเตาหลอมหนิงเยี่ยนจึงตัดสินใจที่จะลงมือเอง

     

    พอไปถึงบ้านป้าหวง หนิงเยี่ยนก็เห็นคุณยายหลิว บนผมของคุณยายหลิวคาดดอกไม้สีแดงดอกใหญ่

     

    คุณยายหลิวคือใครน่ะเหรอ? คือแม่สื่อที่อยู่ในละแวกนี้ ในหมู่บ้าน หากบ้านไหนลูกสาวถึงวัยพร้อมแต่งงาน บ้านไหนมีลูกชายอายุเหมาะสม ไม่เคยรอดพ้นสายตาของยายหลิวไปได้

     

    “แม่หนูหนิงเอ๊ย นี่เจ้าอยากไปใช้ชีวิตกับเจ้าเป๋หยางเอ้อร์จริงเหรอ? นี่เป็นเรื่องใหญ่นะทำไมไม่คิดให้ดีหน่อยล่ะ”

     

    ยายหลิวเห็นใครก็ชักโยงเข้าบทสนทนาได้ เมื่อเห็นหนิงเยี่ยนจึงชวนคุยเรื่องเกี่ยวกับการแต่งงาน

     

    ถ้ายายหลิวไม่พูดขึ้นมา หนิงเยี่ยนคงจะลืมไปแล้ว ยายแก่ต้าหลี่ชื่อเกือบเอาเธอไปขายเป็นเมียให้ชายเป๋หยางเอ้อร์ เรื่องนี้ยังต้องรีบไปจัดการให้เรียบร้อย

     

    “ใช่เจ้าค่ะ ต้องคิดให้ดี แล้วยายหลิวไม่ไปดูบ้านตระกูลหนิงบ้างล่ะ ท่านอาของข้าเองก็อายุถึงวัยแล้วนะ”

     

    “ข้าไม่ไปหรอก ใครจะกล้าเป็นแม่สื่อแม่ชักให้อาเจ้า เจ้าไม่รู้หรือไงหนุ่ม ๆ แถวนี้ถูกอาเจ้าเกลียดเอาเสียหมด นางอยากแต่งกับคนในเมืองจะตาย ไม่มาชอบคนธรรมดาหร๊อก....”

     

    “.....”

     

    พอพูดถึงหนิงหว่าน ยายหลิวก็เปลี่ยนสีหน้าทันที แล้วแขวะออกมาเสียยกใหญ่ บ่นมาสิบประโยคไม่มีซ้ำกัน หนิงเยี่ยนได้ฟังก็รู้สึกถึงความคับแค้นใจที่แน่นอกของยายหลิว

     

    “น้องชายของเจ้ายังไม่ได้ไปสอบเคอจี่เลยด้วยซ้ำ ท่านอาของเจ้าก็วิ่งโร่เข้าไปในเมือง เขาว่ากันมาว่าไปถูกใจขุนนางตำแหน่ง*จู่ปู้เข้า ข้าล่ะอยากจะถุย ขุนนางจู่ปู้คนนั้นมีทั้งเมียทั้งลูกแล้ว ไร้ยางอาย ทั้งวี่ทั้งวันไปรอที่หน้าจวนขาว ไม่รู้จักกลัวเสียชื่อ ไม่ช้าก็เร็วคงจะทำลายชื่อเสียงของทั้งหมู่บ้าน”

     

    (*นายทะเบียนสัสดี)

     

     

    “….จู่ปู้ ใช่จู่ปู้สกุลป๋ายไหม?”

     

     

    “ใช่ๆ ป๋ายจู่ปู้คนนั้นล่ะ เขาว่ากันว่าหนิงหว่านเกือบจะเป็นลมบนถนนในเมือง คนรับใช้ข้างกายของป๋ายจู่ปู้เลยพาเธอไปส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้นเธอก็เริ่มตามติดป๋ายจู่ปู้ เรื่องนี้พวกผู้หญิงในเมืองมองกันเป็นเรื่องตลกขบขัน เพียงแต่พวกเราคนในหมู่บ้านไม่รู้”

     

    “.....”

     

    หนิงเยี่ยนเงียบงันพูดไม่ออก

     

    “เจ้าน่ะนะ มีญาติพี่น้องเสียแบบนี้ วุ่นวายไปหมด”

     

    “ยังไงอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดล่ะเจ้าค่ะ”

     

    หนิงเยี่ยนยกยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก แล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องหลอมเหล็กไป

     

    หนิงเยี่ยนกำลังยกค้อนทั้งทุบทั้งตีเหล็ก เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นจางเถี่ยจู้อยู่ในลานบ้าน จางเถี่ยจู้สวมเสื้อกั๊กบาง ๆ เหงื่อไหลท่วมอก ใบหน้าเป็นสีแดง ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความอับอาย

     

    “พี่เถี่ยจู้ยืนตากแดดอยู่ทำไม? ไม่ร้อนหรือยังไงกัน” หนิงเยี่ยนถามขึ้นมา

     

    “ไม่ร้อน ไม่ร้อนเลยสักนิด!”

     

    จางเถี่ยจู้ว่า แล้วเอาแขนเสื้อเช็ดหน้าผาก จนเหงื่อซึมเปียกแขนเสื้อ

     

    นี่เหรอไม่ร้อน? เหงื่อออกขนาดนี้ยังไม่ร้อน

     

    “ยายหลิวอยู่หน้าบ้าน มาทำอะไรที่นี่ล่ะ ทำไมไม่ตั้งใจฟัง เผื่อได้สาวขี้ริ้วขี้เหร่ขึ้นมาจะทำยังไง?”

     

    “…..”

     

    หน้าของจางเถี่ยจู้เปลี่ยนเป็นสีแดงยิ่งกว่าเดิม เขามองหนิงเยี่ยนแล้วก็ตะกุกตะกัก เหมือนคำพูดคาคอ พูดออกมาไม่ได้

     

    หนิงเยี่ยนที่เห็นท่าทางกระวนกระวายใจแบบนั้น เธอแทบอยากจะพูดแทนจางเถี่ยจู้

     

    “หนิง น้องหนิง....”

     

    “.....”

     

    เห็นท่าทางกระมิดกระเมี้ยนของจางเถี่ยจู้แบบนั้น หนิงเยี่ยนก็เริ่มมีลางสังหรณ์ไม่ดี

     

    เจ้าผู้ชายงี่เง่าคนนี้คงไม่มีทางจะมาชอบเธอ

     

    ไม่มีทาง!

     

    ไหนว่าผู้ชายยุคนี้ชอบผู้หญิงอ้อนแอ้นอรชร หน้าสวยนิ่มนวล อ่อนโยน ช่างเอาใจใส่แบบนี้ไม่ใช่เหรอ? เธอถึงกับต้องถามตัวเอง เธอรูปร่างหน้าตาก็พอดูได้ แต่นิสัยเธอนี่มันผู้ชายยิ่งกว่าผู้ชายเสียอีก ใช้ค้อนเหล็กเก่งกว่าจางเถี่ยจู้ พูดตามหลักจางเถี่ยจู้ไม่ควรมาชอบเธอสิ

     

    “พอดีนึกขึ้นได้ว่าลูกชายยังไม่กินข้าว ข้ากลับไปดูเขาก่อนนะ”

     

    หนิงเยี่ยนว่าแล้วก็หนีออกไป ทิ้งเตาย่างที่กำลังตีอยู่ในมือ

     

    กลัวว่าคำที่จางเถี่ยจู้กำลังจะพูดออกมาจะเป็นคำสารภาพรัก

     

    นี่เป็นครั้งแรกที่เกือบถูกสารภาพรัก แต่เธอยังไม่คิดคำปฏิเสธออกมาดี ๆ เลย

     

    เมื่อกลับไปถึงบ้าน ผลักประตูเข้าไปก็เห็นเด็กชายผู้ติดตามของท่านอาจารย์ซวีกำลังหยอกล้อกับเจ้าหมาน้อย

     

    เด็กชายของท่านอาจารย์อยู่นี่ แสดงว่าท่านอาจารย์ก็อยู่นี่ ท่านอาจารย์ซวีแวะมา หรือว่าเจ้าหนูป่วย หรือบาดเจ็บ?

     

    หนิงเยี่ยนรีบผลักประตูเข้าไปในห้องของเจ้าหนูโหย่วหยู เจ้าเด็กน้อยยืนอยู่ข้างเตียง ก้มหัวอยู่ มองแล้วก็รู้สึกใจไม่ดี บนพื้นห้องมีผ้าพันแผลชุ่มเลือดอยู่กองหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงครวญครางจากห้องข้าง ๆ

     

    เฉียนชื่อภรรยาของอู๋หวยซานกำลังร้องไห้ออกมาเป็นบ้าเป็นหลัง ท่านอาจารย์ซวีทำการรักษาบาดแผลบนหน้าผากของอู๋เป่าฉืออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

     

    แผลอยู่ไหนเลือดสด ๆ ก็ไหลออกมาตรงนั้น

     

    หลังจากจัดการบาดแผล ใส่ผงโสมซานซีแล้วพันแผลเรียบร้อย ท่านอาจารย์ซวีก็โล่งใจ

     

    หนิงเยี่ยนยกน้ำร้อนมาจากในครัวหนึ่งกะละมัง เอาให้ท่านอาจารย์ซวีล้างมือ

     

    “ทำแผลแล้ว ช่วงนี้ก็พักผ่อน กินของบำรุงเลือด” ท่านอาจารย์ซวีเอ่ย

     

    “ขอบคุณ ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์”

     

    เฉียนชื่อตาแดงไปหมด เธอหยิบเงินจากในถุงเงินออกมา ถุงใบนั้นมีรอยเย็บปะอยู่สองแห่ง แล้วควักเอาเศษเงินเหรียญหนึ่ง ใส่มือท่านอาจารย์ซวี

     

    ..................

     

    คล้ายกับเรื่องยอดมารดาหัวใจทระนง ที่คุณอ่าน