ตอนที่ 161
ชิงเทียนเดินสำรวจไปทั่วกระท่อมที่ดูทรุดโทรม ภายในกระท่อมอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น ที่ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจ ด้านในมีเพียงโต๊ะและตู้หนังสือที่มีฝุ่นหนาเตอะปกคลุม ราวกับว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่มานานแล้ว แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของชิงเทียนมากที่สุดคือ ประตูไม้บานเล็กที่ซ่อนอยู่หลังตู้หนังสือเก่า ประตูบานนั้นไม่มีคราบฝุ่นเลยแม้แต่น้อย
ชิงเทียนเปิดประตูได้อย่างง่ายดาย ดูเหมือนว่าเจ้าของที่นี่จะมั่นใจในรูปแบบป้องกันของตัวเองมาก จนคิดว่าคงไม่มีใครสามารถเข้ามาในนี้ได้
ด้านในมีบันไดไม้ที่พาไปยังชั้นใต้ดิน เมื่อเดินลงมาถึงด้านล่าง พวกเขาก็พบห้องขนาดเล็กกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ บนพื้นมีคาบเลือดแห้งกรังกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่ในการทำพิธีกรรมบางอย่าง
"พวกมันสร้างเจียงซื่อที่นี่งั้นเหรอ?" เยี่ยกวานจงเผยสีหน้าหวาดหวั่น กลิ่นเหม็นเน่าที่คละคลุ้งทำเอาเขาแทบอยากอาเจียน
ชิงเทียนพยักหน้าอย่างเงียบๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นอุโมงค์ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกองฟืน อุโมงค์นั้นมีขนาดเล็กและมืดมิด ราวกับรูหนูที่ถูกขุดขึ้นมาอย่างรีบเร่ง มันทอดยาวออกไปจนมองไม่เห็นปลายทาง
ชิงเทียนเดินเข้าไปใกล้กองไม้ แล้วสำรวจอุโมงค์ที่ซ่อนอยู่ด้วยความสนใจ เขาใช้พลังปราณของเขาตรวจสอบอุโมงค์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะพบว่าอุโมงค์นั้นลึกกว่าที่คิด
"เจ้าจะเข้าไปในนั้นจริงๆเหรอ" กวนเเสี่ยวหรงแสดงสีหน้าอ้อนวอนราวกับไม่อยากเข้าไปในอุโมงค์
“มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะกลัวอะไรอยู่อีก” ชิงเทียนกลอกตาด้วยความลำคาญ เขาก้มลงไปหยิบฝืนมาทำเป็นคบเพลิง ก่อนที่จะนำทุกคนเดินตามอุโมงค์ไปอย่างระมัดระวัง
อุโมงค์ทอดยาวออกไป ราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด พวกเขาเดินฝ่าความมืดมิดและความเงียบงันมานาน จนแม้แต่เสียงลมหายใจของตัวเองยังดังก้องอยู่ในหู ยิ่งเดินลึกเข้าไป ความรู้สึกกดดันและความหวาดกลัวก็ยิ่งก่อตัวขึ้นทีละน้อย จนในที่สุด พวกเขาก็มาถึงปลายทางของอุโมงค์
มันคือพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ กว้างขวางเกินกว่าที่จะถูกสร้างโดยฝีมือมนุษย์ พื้นที่เบื้องล่างนั้นมืดสนิทราวกับขอบเหวไร้ก้นบึ้ง
ชิงเทียนตัดสินใจโยนคบเพลิงลงไปในความมืด
แสงไฟที่ลุกโชนค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง เผยให้เห็นภาพชวนขนลุกจนหัวใจแทบหยุดเต้น
ในพื้นที่โล่งกว้างเบื้องหน้า มีโลงศพนับร้อยตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทุกโลงล้วนเปิดฝาอ้าไว้ เผยให้เห็นร่างไร้วิญญาณที่นอนแน่นิ่งอยู่ภายใน โลงศพแต่ละใบทำจากไม้เนื้อแข็งที่ถูกขัดจนเงาวับ สะท้อนแสงรางเลือนของคบไฟที่ส่องมาถึง ร่างเหล่านั้นสวมชุดคลุมและหมวกสีดำสนิท เหนือหน้าผากของพวกมัน มียันต์กระดาษสีเหลืองแปะทับไว้
ภาพตรงหน้าทำให้กวนเสี่ยวหรงถึงกับขนลุกไปทั่วร่าง ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจของเธอ เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เพราะกลัวว่าเสียงลมหายใจของเธอจะไปปลุกร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นมา
“เดี๋ยวก่อนนะ... ที่นี่มันอยู่ตรงใจกลางเมืองไม่ใช่รึไง”
ชิงเทียนเบิกตากว้าง ราวกับเพิ่งตระหนักถึงความจริงอันน่าตกใจ หากเทียบจากระยะทางและทิศทางที่พวกเขาเดินฝ่ามาในอุโมงค์ซึ่งทั้งวกวนและซับซ้อน สถานที่แห่งนี้ก็น่าจะอยู่ด้านใต้เมืองนาวาพิสุทธิ์อย่างพอดิบพอดี
ชิงเทียนรู้สึกได้ถึงเค้าลางหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น หากฝูงเจียงซื่อที่ถูกกักขังอยู่ในโลงศพเหล่านี้หลุดออกไปจากที่นี่ เมืองนาวาพิสุทธิ์ที่อยู่ข้างบนคงมีคนล้มตายจำนวนมากอย่างแน่นอน
"พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?" เยี่ยกวานจงถามด้วยความกังวล
"จุดอ่อนของเจียงซื่อก็คือเปลวเพลิง ตราบใดที่แผ่นยันต์บนหน้าผากของพวกมันยังไม่ถูกดึงออก เราก็สามารถใช้เปลวเพลิงเผาทำลายพวกมันได้ แต่ปัญหาคือเจียงซื่อเหล่านี้ ล้วนแต่มีพลังอยู่ในขอบเขตเซียนขั้นกลาง ทำให้เปลวเพลิงธรรมดาไม่มีผลกับพวกมัน"
"แล้วเราจะไปหาเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งขนาดนั้นมาจากไหน?" ซินเมิ่งหยูกล่าวถามด้วยความสิ้นหวัง
"เอ่อ… คือว่าข้ามีเพลิงแบบนั้นอยู่พอดี"
ชิงเทียนกล่าวด้วยท่าทีเขินอาย เปลวเพลิงสีส้มอันร้อนแรง ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ มันแผ่ไอร้อนจนอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว มันคือเปลวเพลิงที่ทรงพลังมากพอจะเผาทำลายร่างของเจียงซือ แม้แต่เซียนขั้นกลางก็ไม่อาจต้านทานได้
หลังจากที่เขาได้ครอบครองคันศรจูเซวี่ย เปลวเพลิงนี้ก็หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในตัวเขานับแต่นั้น
ทุกคนต่างจดจำเปลวเพลิงชนิดนี้ได้ทันที มันคือเปลวเพลิงที่ชิงเทียนเคยใช้รักษาบาดแผลให้กับเหล่ยหยีร์ ในตอนนั้น พวกเขาต่างคิดว่ามันเป็นเพลิงแห่งการเยียวยา ไม่คิดเลยว่าเปลวเพลิงเดียวกันนี้ จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างได้
ชิงเทียนและคนอื่นๆเดินย่องลงไปตามบันไดหินที่มืดมิด ในขณะที่พวกเขาก้าวเท้าอย่างระวัง กวนเสี่ยวหรงก็เผลอเหยียบเศษหินจนทำให้เธอเสียหลัก
เสียงร้องอุทานตกใจของกวนเสี่ยวหรงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เยี่ยกวานจงที่เดินอยู่ใกล้ๆ รีบคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน ก่อนจะดึงเธอเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขน
"ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?" เยี่ยกวานจงถามด้วยความเป็นห่วง
กวนเสี่ยวหรงหน้าแดงก่ำเล็กน้อย ความอบอุ่นจากอ้อมแขนของเยี่ยกวานจงแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย จนหัวใจของหญิงสาวเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่
"มะ... ไม่เป็นไร" เธอกล่าวขอบคุณด้วยเสียงแผ่วเบา
บรรยากาศระหว่างทั้งสองอบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังจ้องตากัน เสียงของชิงเทียนก็ดังขึ้นมาขัดจังหว่ะ
"พวกเจ้าจะพลอดรักกันอีกนานไหม?"
กวนเสี่ยวหรงหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ความเขินอายแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ เธอเตรียมที่จะตะโกนด่าชิงเทียนที่มาล้อเลียนเธอ แต่ก็ถูกซินเมิ่งหยูใช้มือปิดปากเอาไว้ได้ทัน
"อยากให้พวกนั้นตื่นรึไง!" ซินเมิ่งหยูกระซิบเตือน
กวนเสี่ยวหรงหันไปมองเจียงซื่อที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ในโลงศพ ใบหน้าของมันซีดเซียว ราวกับไร้ลมหายใจ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นเยียบจนน่าขนลุก เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงเข้าใจ
เมื่อพวกเขาลงมาถึงชั้นล่าง ชิงเทียนก็เริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเดินตามควันสีดำที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
"ทางนั้น" ชิงเทียนชี้ไปยังทิศทางที่กลุ่มควันลอยไป
กลุ่มควันสีดำนำทางชิงเทียนและพรรคพวกไปยังโรงศพที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง
เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้โรงศพนั้นมากขึ้น พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่ทรงพลังแผ่ออกมาจากโลงศพนั้น ชิงเทียนรู้ได้ทันทีว่านั่นคือร่างของจ้าวเทียนอวี่ที่พวกเขากำลังตามหา
ในบรรดาเจียงซื่อทั้งหมดที่ถูกกักขังอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ จ้าวเทียนอวี่คือผู้ที่แข็งแกร่งและอันตรายที่สุด หากต้องการรอดออกไปจากที่นี่ พวกเขาเขาต้องทำลายศพของจ้าวเทียนอวี่เป็นอันดับแรก
"จัดการเลยสิ หากมัวชักช้าเดี๋ยวมันก็ตื่นขึ้นมาหรอก" เยี่ยกวานจงเร่งเร้า
ชิงเทียนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะจุดเปลวเพลิงขึ้นบนฝ่ามือ แต่ทว่า ทันทีที่เปลวเพลิงปรากฎ พื้นที่ที่พวกเขายืนอยู่ก็พลันเปล่งแสงไปทั่วทั้งห้อง
"รูปแบบทับซ้อน!!" ใบหน้าของชิงเทียนแฝงไปด้วยความตกตะลึง
รูปแบบทับซ้อนคือทักษะระดับสูงของผู้ใช้รูปแบบ ที่ต้องใช้ความชำนาญและความเข้าใจในรูปแบบพลังอย่างลึกซึ้ง
มันคือการผสานรูปแบบแต่ละชนิดเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างรูปแบบที่ทรงพลังและอันตรายยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบที่พวกเขาเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้ คือการผสานกันระหว่างรูปแบบกับดักและรูปแบบลวงตา ทำให้ตรวจจับยากยิ่งขึ้นไปอีก ใครจะไปคิดว่าในทวีปเทียนฉินแห่งนี้ จะมีคนที่สามารถใช้รูปแบบทับซ้อนได้ นี่เป็นความประมาทของตัวเขาเองอย่างแท้จริง
ในขณะที่ชิงเทียนกำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผ้ายันต์สีเหลืองซีดที่แปะอยู่บนหน้าผากของเจียงซื่อนับร้อย ก็พลันหลุดออกพร้อมกัน
เจียงซื่อจ้าวเทียนอวี่ที่นอนอยู่ในโลงศพ พลันลืมตาตื่นขึ้น ดวงตาของมันแดงก่ำและเปล่งประกายด้วยความกระหายเลือดอย่างบ้าคลั่ง
ร่างของมันกระโจนออกมาจากโลงศพอย่างรวดเร็ว มันแยกเขี้ยวแหลมคม เผยให้เห็นฟันสีเหลืองซีดที่ดูน่าสะพรึงกลัว ก่อนที่จะพุ่งเข้าใส่กวนเสี่ยวหรง
"ระวัง!!" เสียงตะโกนของกู่ไท่หยางดังลั่นไปทั่วห้อง ก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งตัวเข้าไปขวางทางอย่างไม่ลังเล
หมัดขวาของเขาที่ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิง ปะทะเข้ากับกรงเล็บแหลมคมของจ้าวเทียนอวี่
กู่ไท่หยางกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด เขากัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด แม้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่หลังจากรับการโจมตีของเซียนขั้นกลางระดับเก้า กระดูกของเขาก็ถึงกับแตกละเอียด