เช้าวันอาทิตย์กับการเป็ครูสอนพิเศษให้กับหลินลี่หยางวันที่สองได้เริ่มขึ้น วันนี้อากาศค่อนข้างอบอ้าว พยากรณ์อากาศแจ้งเตือนว่าวันนี้จะมีฝนตก ฉันเลยหยิบร่มติดมือมาด้วย ั้แ่เย็นเมื่อวานตลอดทางกลับห้อง ใจฉันยังคงไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยสักเท่าไหร่ เพราะได้เจอดาราในดวงใจที่เฝ้าติดตามมานาน อีกทั้งต้องมาเป็ครูสอนพิเศษส่วนตัวอีก แล้วไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่ดันเป็หนึ่งที่ได้รู้เื่ความลับระหว่างหลินลี่หยางกับผู้จัดการจอมเซ็กซี่อีก แต่ในเมื่อโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ก็คงต้องคว้าเอาไว้ก่อนแล้วกัน ตอนนี้ฉันเดินมาถึงหน้าห้อง1303ของหลินลี่หยางแล้ว วันนี้มาถึงก่อนเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเพื่อให้เวลาหลินลี่หยางได้อาบน้ำแต่งตัวก่อน ถ้ามาเร็วเหมือนเมื่อวานอีกล่ะก็กลัวจะเห็นอะไรที่ยังไม่ได้เห็นอีกนะสิ ฉันเอาคีย์การ์ดแตะที่ปุ๋มเหมือนเดิมแต่ครั้งนี้ประตูดันมีคนเปิดจากข้างในออกมาพอดี
“เข้ามาสิ”
“อ๋อ…ขอบคุณค่ะ ว่าแต่รู้ได้ยังไงคะ ว่าฉันมาถึงแล้ว”
ฉันถามไปอย่างสงสัยก่อนจะเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินตามลี่หยางเข้ามาด้านใน
“อ๋อ…ก็…ก็..พนักงานด้านล่างโทรมาบอกนะ”
“อ๋อ…ค่ะ”
~กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง~
“อร๊ายยย ผิงอันนนนน มานี้มา”
ผิงอันเห็นฉันเดินเข้ามา มันวิ่งมาหาฉันอย่างไวด้วยความดีใจ ก่อนจะนั่งลงตรงหน้าแล้วทำท่าทางรอให้ฉันลูบหัวมันอยู่ ฉันนั่งลงเพื่อช่วยเติมเต็มความปรารถนาของมัน มันดีใจเหมือนรู้จักกับฉันมานาน เอาแต่กลิ้งไปกลิ้งมาให้ฉันลูบ
“แปลกจัง ปกติมันไม่ค่อยให้ใครจับนะ ถ้าไม่สนิท ยิ่งคนแปลกหน้าอย่างเธอ ยิ่งไม่น่าจะเข้ามาใกล้ได้เลย”
“อืมมม…ฉันหน้าตาอาจจะเป็มิตรแหละมั้ง มันเลยไว้ใจ”
“........................”
ー_ー////
“กินข้าวเช้ามาหรือยัง”
หลินลี่หยางถามฉัน ก่อนจะเดินไปในครัว
“ยังค่ะ แต่ฉันไม่ค่อยหิวค่ะ ไม่ต้องทำอะไรให้ฉันกินก็ได้ค่ะ เกรงใจ”
“เปล่านิ ฉันจะทำกินเอง”
ー_ー!
เพล๊ง~~~~เสียงหน้าของฉันที่แตกออกเป็เสี่ยงๆ ต้องไปโรงพยาบาลไหนหมอถึงจะรับเย็บแผลสดของฉันได้บ้าง พึ่งรู้ก็ตอนที่ได้รู้จักกันนี้แหละว่าลี่หยางนิสัยไม่น่ารักเหมือนในละครหรือที่แฟนคลับเห็น หลังจบการสอนเขายังจะเป็ดาราในดวงใจของฉันอยู่อีกไหมเนี่ย หลังจากกวาดเศษหน้าของฉันกลับเข้าที่เรียบร้อย ฉันก็ลุกขึ้นไปดูลี่หยางทำอาหาร จะพลาดช็อตเด็ดที่หาดูที่ไหนไม่ได้แบบนี้ได้ยังไง
“หยิบมะเขือเทศในตู้เย็นให้หน่อย”
“ได้ค่ะ”
เดิมทีฉันตั้งใจแค่จะเดินไปดู กลับต้องมาเป็ผู้ช่วยแทนซะอย่างนั้น
“นี่ค่ะ”
“........................”
ลี่หยางหันมารับมะเขือเทศ แล้วหันกลับไปทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อ โดยไม่พูดขอบใจฉันสักคำ ก่อนจะหันกลับมาโดยที่ในมือถือจานอยู่สองจาน ในจานมีแซนวิสกับสลัดผักวางอยู่
“อะ….ของเธอ จะเป็ครูสอนพิเศษฉัน ต้องกินอาหารเช้า ฉันไม่อยากได้ครูที่สมองไม่ดีมาสอนนะ”
ー_ー!
“ขอบ คุณ ค่ะ”
ฉันได้แต่ยิ้มพร้อมกัดฟัน ก่อนจะยื่นมือไปรับจานที่เขาส่งมาให้อย่างหนีไม่ได้ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะทานอาหารตรงข้ามกับลี่หยาง
“ต่อไปไม่ต้องพูดจาสุภาพกับฉันก็ได้ ทำเหมือนที่เคยเป็อ่ะ เห็นแล้วอึดอัด”
“ที่เคยเป็ แบบไหนหรอคะ ฉันก็พูดสุภาพกับทุกคนนะคะ”
ฉันกัดแซนวิสเข้าปากไปหนึ่งคำก่อนจะเงยหน้าจากจานที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นไปมองลี่หยางที่นั่งอยู่ตรงข้ามแล้วพูดตอบ แต่ไม่ทันที่ฉันได้ตั้งตัว ลี่หยางก็ลุกขึ้นแล้วเอามือวางทาบกับโต๊ะก่อนจะโค้งตัวมาหาฉัน ซึ่งทำให้หน้าของเราห่างกันแค่เพียงหนึ่งฝามือ ฉันนั่งตัวเกร็งทือ ตาโตเล็บจิกไปกับขาตัวเองแบบไม่รู้ตัว ไม่กล้าแม้จะหายใจ ลี่หยางใช้สายตามองมาที่ฉันอย่างพินิจพิจารณาอะไรบางอย่าง แล้วเอาทิชชูที่ถือในมือเช็ดริมฝีปากให้ฉัน แต่ท่าทางของเขากลับทำให้ฉันคุ้นๆแปลกๆ ดวงตาสีน้ำตาลกลมโต ที่มีไฝใต้ตาแบบนี้ คิ้วเข้มๆแบบนี้ อยู่ๆภาพอีตานิสัยไม่ดีที่มาขโมยจูบแรกของฉันในคืนนั้นก็ผุดขึ้นมา ฉันยกมือขึ้นมาปิดปากโดยอัตโนมัติ
ဝ__ဝ////
“เอ๊ะ!!!!! นี่นาย….”
“นึกว่าจะจำกันไม่ได้ซะแล้ว”
ลี่หยางยิ้มมุมปาก เหมือนคนที่พอใจกับการจำได้ของฉัน ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิม พร้อมกับยกแซนวิสที่อยู่ในจานขึ้นมากิน
“ฉันจำนายได้แล้ว นายคือคนนิสัยไม่ดีที่ทิ้งฉันลงพื้นที่ห้องสมุด แล้วก็วันนั้นที่ร้านคาราโอเกะที่ถือวิสาสะตอนฉันเมามาขโมย….เอออ….จูบแรกของฉันเมื่อวันนั้นไปใช่ไหม”
ฉันลุกขึ้นพร้อมมือที่ยังคงปิดปากตัวเองไว้พูดไปด้วยน้ำเสียงที่โมโหกับการล้อเล่นของคนตรงหน้า
“ใครขโมยจูบใคร วันนั้นเธอเป็คนดึงฉันลงไปจูบเองนะ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
ဝ__ဝ!
สิ่งที่ลี่หยางพูดออกมากลับทำให้ฉันเถียงไม่ได้ เพราะภาพที่จำได้ก็เป็อย่างที่เขาพูดเลย
“ก็….ก็นะ ฉันเมาอ่ะ จำอะไรไม่ค่อยได้ อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย”
“อ๋ออ…เธอจะบอกว่าถ้าตั้งใจจะทำให้ดีกว่านี้ ฉันพูดถูกไหม”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย”
“โอเคๆไม่แกล้งแล้วก็ได้ ฉันไม่ได้คิดมากอะไรเื่วันนั้น เธอไม่ต้องคิดมาก”
หลังทานอาหารเช้าเสร็จ เราก็เริ่มการเรียนของวันนี้ แต่ด้วยเื่ที่ฉันพึ่งนึกได้ระหว่างทานอาหารเช้า กลับทำให้สติสตังของฉันไม่ค่อยอยู่กับตัวสักเท่าไหร่ สายตาที่ตั้งใจเรียนของลี่หยางและปากสีแดงระเรื่อที่พยายามออกเสียงพูด ทำให้ฉันกลับหยุดมองตามไม่ได้ {ปากนั้นฉันเคยจูบมัน}
“ฟางฟาง ฟางฟาง”
“อ่ะ! อะไรนะ”
“ฉันจะถามว่าฉันออกเสียงถูกไหมคำนี้”
แล้วก็เริ่มออกเสียงคำนั้น
“ลอ เลือ”
“ไม่ใช่ รอ เรือ ไม่ต้องม้วนลิ้น”
“อ๋อๆ”
วันนี้ลี่หยางให้ฉันสอนยาวจนต้องไปพักอีกทีตอนบ่ายสอง หลังการเรียน่เช้าเสร็จ ลี่หยางก็ขอตัวไปทำธุระอยู่ในห้องตัวเอง ปล่อยให้ฉันนั่งเล่นกับเ้าผิงอันสักพักก่อนจะลุกไปนอนเล่นบนโซฟา แต่เ้ากรรมฉันหลับไปั้แ่ตอนไหนไม่รู้
เปรี้ยง!! ⵢⵢ
ဝ__ဝ!
เสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่น ทำให้ฉันใตื่นขึ้นมา ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบๆ พบว่าภายในห้องรับแขกที่อยู่นี้ตอนนี้มืดมาก มีเพียงแสงไฟจากตึกนอกหน้าต่างที่สาดเข้ามาในตัวห้อง เสียงฟ้าร้องและฝนตกจากด้านนอกทำให้บรรยากาศน่ากลัวขึ้นมาทันที
“อ้าว…..ไฟดับหรอ”
ฉันจึงใช้มือควานหาโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้ๆขึ้นมาดูเวลา
“ห้าโมงเย็น แย่แล้วๆๆๆ นอนเลยเวลาไปทั้งเยอะเลย ไอฟางฟางนะไอฟางฟาง เอ๊ะ!ผ้าห่ม จำได้ว่าตอนเรานอนไม่ได้ห่มผ้านะ หรือว่า…. ”
ฉันพยายามใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์ส่องไปมาเพื่อมองหาลี่หยางอยู่สักพัก แต่กลับไม่เห็นแม้เงา ฉันเริ่มเดินดูทีละห้อง โดยมีเ้าผิงอันเดินไปเป็เพื่อน
“ลี่หยาง”
“.................”
“ลี่หยาง นายอยู่ไหนอ่ะ”
“...............”
“ด้านนอกไฟดับนะ เรามานั่งรวมกันด้านนอกไหม”
“...............”
“นายอย่าแกล้งฉันสิ ฉันกลัวนะ นายอยู่ในห้องไหม ฉันเปิดเข้าไปแล้วนะ”
ฉันค่อยๆเดินเข้าไปในห้อง ด้านในถูกทาสีห้องเป็สีน้ำเงินเข้มทั้งห้อง ผนังถูกประดับไปด้วยรูปถ่ายของลี่หยางเล็กใหญ่เต็มไปหมด ฉันเดินเข้าไปเรื่อยๆเตียงนอนใหญ่ก็เป็สีน้ำเงิน แต่บนเตียงนอนกลับไม่มีลี่หยางอยู่
“ไม่อยู่หรอ ไปไหนของเขา ฝนตกขนาดนี้”
ฉันที่กำลังจะหมุนตัวกลับออกจากห้อง หางตาก็ดันไปเห็นเงาอะไรบางอย่างที่มุมมุมหนึ่งข้างๆตู้เสื้อผ้า ฉันหันกลับไปมองพร้อมส่ายไฟฉายที่อยู่ในมือไปด้วย
“ลี่หยาง นายทำฉันใหมดเลย ทำไมไปนั่งอยู่ตรงนั้นล่ะ เรียกก็ไม่ตอบ ฉันเกือบหัวใจวายแล้วเนี่ย”
ฉันบ่นพึมพำพร้อมเดินเข้าไปนั่งยองๆตรงหน้า ลี่หยางไม่ยอมตอบอะไรมัวแต่กอดเข่าก้มหน้า ฉันจึงใช้มือสะกิดที่แขนของเขาดู
“นายเป็อะไรไหม”
แต่อยู่ๆลี่หยางก็ก้มหัวลงมาพิงที่ไหล่ฉัน ทำให้ตอนนี้เราเหมือนคนที่กอดกันอยู่ ลี่หยางตัวสั้นเล็กน้อยๆ ลมหายใจร้อนๆของเขารดต้นคอของฉัน ทำให้ฉันรู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้ามีไข้แน่นอน ฉันจึงเอามือไปจับที่หน้าผากเพื่อวัดไข้ ลี่หยางไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด
“นายไม่สบายนิ เดี๋ยวฉันพาไปหาหมอ”
พูดจบฉันเตรียมพยุงลี่หยางลุกขึ้น แต่ฉันที่ตัวเล็กกว่าลี่หยางค่อนข้างเยอะจึงพยุงตัวเขาไม่ขึ้น
“ไม่ต้อง พยุงฉันไปที่เตียงก็พอ ฉันไม่เป็ไร
“อ๋อ…เข้าใจแล้ว นายลุกไหวไหม”
ฉันใช้แรงทั้งหมดที่มีพยุงลี่หยางขึ้น แต่ยังดีที่ลี่หยางพยายามลุกขึ้นด้วย ทำให้ฉันสามารถพาเขามาถึงเตียงได้ ก่อนจะค่อยๆให้เขานอนลง
“กล่องยาอยู่ตรงไหนหรอ เดี๋ยวฉันไปหยิบให้”
ฉันดึงลิ้นชักที่อยู่ข้างเตียงเพื่อหายา แต่กลับพบกระปุกยานอนหลับหลายกระปุกวางอยู่ด้านในเต็มไปหมด
“ไม่ต้อง ขออยู่แบบนี้ก่อนนะ”
ลี่หยางจับแขนของฉันเข้าไปแนบแก้มของเขา แล้วปิดตานอน ฉันได้แต่ใกับการกระทำของเขา แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ฉันยังไม่เคยเห็นมุมอีกด้านของลี่หยางเลย รอยยิ้มที่เคยเห็นในหน้าจอมาตลอดในวันนั้น วันนี้กลับดูเศร้าแบบแปลกๆ ฉันได้แต่นั่งอยู่ข้างเตียงแล้วมองลี่หยางที่นอนตัวสั้นกอดแขนข้างนึงของฉันไว้อยู่ {เขาผ่านอะไรมากันแน่นะถึงได้ต้องกินนอนหลับเยอะขนาดนี้}ฉันเอื้อมมืออีกข้างไปตบเบาๆที่ตัวของเขาเพื่อเป็การกล่อมให้เขานอนหลับ
~ติ๊งงงงงง ตื่นได้แล้วนะค่ะ ตื่นได้แล้วนะคะ ติ๊งงงงงงง~~~~~~~
เสียงนาฬิกาปลุก ส่งสัญญาณเตือนปลุกฉันให้ตื่นแต่เช้าเพื่อไปมหาลัย ฉันที่ควานมือหาโทรศัพท์อยู่สักพัก ก็มีใครมากดปิดเสียงนาฬิกาที่ดังอยู่ให้ ฉันได้สติลืมตาดูแล้วมองกวาดสายตาไปรอบๆ {ตอนนี้ฉันยังอยู่ที่บ้านของลี่หยางนิ} หันกลับไปมองลี่หยาง ก็พบว่าตาโตสีน้ำตาลของเขากำลังนอนมองฉันอยู่
“ตื่นแล้วหรอ ไม่ไปมหาลัยหรือไงวันนี้”
ဝ__ဝ!!!!
“ใช่ จริงด้วย วันนี้วันจันทร์”
ฉันหันไปมองนาฬิกาที่ผนังห้อง ก็พบว่าตอนนี้ 10 โมงแล้ว ถึงแม้วันนี้จะมีเรียนบ่ายโมง แต่กว่าจะนั่งรถไปถึงมหาลัยก็ต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่
“ซวยแล้วๆๆ ฉันต้องรีบไปก่อนแล้ว ว่าแต่นายดีขึ้นหรือยัง”
“ฉันไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันขับรถไปส่ง”
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันกลับเองดีกว่า”
ฉันวิ่งหยิบนู้นหยิบนี้ของตัวเองใส่กระเป๋า อยู่ๆลี่หยางก็เดินไปหยิบกุญแจรถก่อนจะเดินมาจับแขนฉันแล้วดึงให้เดินตามเขาไป
“เดี๋ยวฉันไปส่งเอง”
ฉันได้แต่เดินตามแรงดึงของคนข้างหน้าไปอย่างว่าง่าย สุดท้ายก็เข้ามาอยู่ในรถสปอร์ตคันสีน้ำเงินเข้มคันหนึ่ง
“ว๊าววว ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้นั่งรถสปอร์ตที่มีดาราดังอย่างหลินลี่หยางขับรถให้”
// (^o^)
“เงียบหน่อย……”
“.....................”
“ว่าแต่นายชอบสีน้ำเงินหรอ ฉันเห็นในห้องก็ทาสีน้ำเงินทั้งห้อง ของใช้ส่วนใหญ่ในห้องก็เป็สีน้ำเงิน”
“อืม…”
“แล้ววันก่อนนายไปทำอะไรที่ห้องสมุดในมหาลัยอ่ะ เขาให้คนนอกเข้าไปได้ด้วยหรอ……”
“ใครคนนอก ฉันเป็รุ่นพี่เธอนะ”
ဝ__ဝ!
“จริงหรอ ทำไมไม่เคยเห็นหน้านายเลยล่ะ ถ้านายเป็รุ่นพี่ฉันจริงๆ เวลาเรียนที่ห้องเรียนจะต้องมีสาวๆมาเรียนกันเต็มแน่ๆในวันนั้น แต่ฉันไม่เคยเห็นเลยสักครั้งนะ”
“......................”
“ฉันคุยกับนายอยู่นะ”
“ฉันเรียนปริญญาโท เอกการแสดง เรียนแค่เสาร์อาทิตย์”
“อ๋อ……”
หลังจากนั้นฉันกับลี่หยางต่างคนก็ต่างเงียบกันมาตลอดทาง จนมาถึงหน้ามหาลัย
“นายจอดไกลๆหน่อยก็ได้นะ เดี๋ยวฉันเดินไปเอง เผื่อใครเห็นนายเข้าจะเป็ข่าวเอา พี่ลีน่าจะไม่พอใจเอาได้”
“คิดมาก….นา รีบๆลงไปได้แล้ว”
“......ขอบคุณที่มาส่งนะ ไปล่ะ แล้วเจอกันอาทิตย์หน้านะนักเรียนลี่หยาง”
ฉันพูดเสร็จ รีบเปิดประตูลงมาจากรถโดยไม่ได้หันไปมองสีหน้าของคนที่ฉันพึ่งหยอกล้อไว้ ก่อนจะมองซ้ายมองขวา ทำตัวเหมือนคนหนีคดีมา แล้วรีบวิ่งเข้าไปในมหาลัย ก่อนจะค่อยๆหันกลับไปมอง รถสปอร์ตของลี่หยางขับทยานออกไป ผู้ชายไม่ดีที่ขโมยจูบแรกของฉันในวันนั้น วันนี้กลับต้องมาเจอในฐานะนักเรียนของตัวเอง แล้วที่สำคัญยังเป็ดาราในดวงใจที่เฝ้าใฝ่ฝันมาตลอดอีก ไม่คิดไม่ฝันจริงๆ
(ถิงถิง)
ฉันรีบตื่นเช้า เพราะวันนี้มีเรียน่เช้า รีบอาบน้ำแต่งตัวออกจากห้อง แต่พอเดินลงมาถึงหน้าตึกอาคารเรียน ก็กลับพบกับพี่ตงหยางที่ยืนรอใครบางคนอยู่ตรงทางขึ้นอาคาร ฉันเดินผ่านพี่ตงหยางไปเพื่อจะเดินขึ้นอาคารเรียนเหมือนไม่เห็น แต่ทว่า…
“ถิงถิง ขอคุยด้วยหน่อย”
ฉันหันกลับไปหาเ้าของเสียง ก่อนจะเดินเข้าไปหา พี่ตงหยางจับมือฉันแล้วดึงให้เดินตามเขาไปที่ข้างอาคารทางเดิน
“หายโกรธหรือยัง”
“หายโกรธเื่อะไร”
“ก็เื่วันนั้นไง ที่ฉันวางสายใส่เธอเพราะเธอคิดว่าฉันมีคนอื่น”
“แล้วมีไหมล่ะ วันนั้นฉันเห็นหมดแล้วนะที่หน้าหอชาย เื่เธอกับผู้หญิงคนนั้น”
ฉันที่พยายามข่มอารมณ์ตัวเองไม่ให้ร้องไห้อีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป
“อ๋อ…วันนั้น จริงๆแล้วไม่ได้เป็อย่างที่เธอเห็นนะ คือว่าวันนั้น…….”
“ไม่ต้องอธิบายให้ฉันฟังหรอก ฉันไม่อยากฟัง”
เพื่อที่จะไม่ได้ยินเื่ของพวกเขาสองคน ฉันพูดไปก็ยกมือขึ้นมาปิดหู ก่อนที่น้ำตาที่พยายามเก็บกลั้นเอาไว้ไหลอาบแก้มของฉัน แต่ตงหยางก้มหน้าลงมาตรงหน้าฉันก่อนจะเอามือของฉันออกจากหู เผื่อให้รับฟังสิ่งที่เขาพูด
“ฟังเราหน่อยได้ไหม…..วันนั้นฉันปฏิเสธผู้หญิงคนนั้นไปแล้ว ฉันบอกเขาไปว่าฉันมีแฟนแล้ว และฉันก็รักแฟนของฉันมากด้วย แต่ที่รับดอกไม้ของเขาไว้วันนั้น ก็เผื่อไม่อยากให้เธออายคนอื่นที่มองอยู่ จึงต้องพาเธอเดินออกไปปฏิเสธในที่ที่ไม่มีใครมองอยู่ เหมือนอย่างที่เธอเห็น”
พี่ตงหยางพูดจบก็ยกมือของเขาขึ้นมาปาดน้ำตาที่แก้มของฉัน
“แต่….ผู้หญิงคนนั้นคือ…”
“ใช่ ฉันก็ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่าเขาคิดกับฉันมากกว่าเพื่อน เพราะฉันมีเธอคนเดียวจริงๆนะ”
“(^—^)”
“หายโกรธแล้วใช่ไหม เราดีกันนะ”
“อืม…ก็ได้”
หลังจากที่ฉันพูดจบพี่ตงหยางก็ดึงฉันเข้าไปกอดและลูบหัวของฉันเบาๆ ฉันที่คิดว่ารักครั้งจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่กลับไม่เป็อย่างที่ฉันคิด บางครั้งสิ่งที่เราเห็นก็ไม่เป็อย่างนั้นเสมอไป ความเชื่อใจเป็เื่สำคัญและจำเป็สำหรับเื่ความรัก
“โอ๊ะ…..ฉันสายแล้วเนี่ยยย”
“(^——^)”