มหาพิภพซานไห่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เต็มไปด้วยเื่ราวที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าจริงหรือเท็จ
ณ สุดขอบทะเลดาราบูรพา
มีสิ่งมีชีวิตตนหนึ่งหลับใหลอยู่ใต้มหาสมุทร
ยามมันลืมตา ฟ้าดินจะสว่างไสว ยามมันหลับตา โลกทั้งใบจะจมสู่รัตติกาล
...
เหนือเก้ามหาสมุทรแห่งแดนประจิม
มีเงาั์ตนหนึ่งโผบินอยู่เหนือชั้นเมฆ
ปีกข้างหนึ่งบดบังสุริยัน อีกข้างหนึ่งปกคลุมจันทรา
และไม่มีผู้ใดเคยรู้ว่าปลายทางของมันอยู่แห่งหนใด
...
บนยอดเขาหิมะที่สูงที่สุดทางอุดรทิศ
มีบุรุษชุดขาวผู้หนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง
ผู้คนกล่าวกันว่า เขารู้ชื่อของดวงดาวทุกดวงบนฟากฟ้า
รู้เื่ราวของผู้คนทุกคนในใต้หล้า
และรู้ซึ้งถึงทุกสรรพสิ่ง... ที่อยู่ระหว่างตรงกลางทั้งสอง
...
ณ ใจกลางจงโจว
มีบุรุษผู้หนึ่งชอบนั่งตกปลาอยู่ริมทะเลสาบ
ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดเคยเห็นเขาตกปลาได้สักตัว
แต่ทุกครั้งที่เขายกคันเบ็ดขึ้น มักมีดาวดวงหนึ่งดับลงจากฟากฟ้าเสมอ
...
ใต้ผืนปฐีแดนทักษิณ
มีอสูรเก้าเศียรตนหนึ่งหลับใหลอยู่ในความมืด
โลหิตของมันทำให้แม่น้ำเน่าเปื่อย ลมหายใจของมันทำให้ภูผาเหี่ยวเฉา
และทุกครั้งที่มันส่งเสียงคำราม ผืนดินหลายหมื่นลี้จะสั่นะเื!
...
ส่วน ณ หุบเหวที่ลึกที่สุดของโลก
มีเงาตะคุ่มตนหนึ่งนั่งอยู่มาเนิ่นนานเกินกว่าจะนับวันเดือนปีได้
มันกลืนกินหมอกเมฆ กลืนกินสายน้ำ กลืนกินขุนเขา
และว่ากันว่า เมื่อใดที่มันลืมตาขึ้นอีกครั้ง แม้แต่ฟ้าดินก็จะถูกกลืนกิน
...
หลายแสนปีผ่านไป ตำนานยังคงถูกเล่าขาน สัตว์เทพยังคงเป็สิ่งที่ผู้คนเฝ้าใฝ่ฝัน ส่วนผู้บำเพ็ญทั่วหล้า ยังคงเดินอยู่บนเส้นทางเดิม
ทว่า สำหรับมนุษย์เดินดินผู้ไม่มีรากฐานปราณวิเศษ ไม่รู้แจ้งในมรรคา และไม่เคยเฉียดใกล้ขอบเขตแห่งการหลุดพ้น เื่เล่าโบราณกาลเหล่านี้ก็เป็เพียงนิทานประกอบเสียงฟืนปะทุในคืนฤดูหนาว เป็หมอกควันจางๆ ที่ลอยหายไปเมื่อแสงอรุณวันใหม่มาถึงเท่านั้น ท้องฟ้าที่พวกเขามองเห็นไม่ใช่สรวง์ชั้นเก้าที่เหล่าเซียนเหินบิน แต่เป็เพียงผืนฟ้ากว้างที่ประทานฝนหล่อเลี้ยงรวงข้าว และประทานแสงแดดแผดเผาแผ่นหลังในยามตรากตรำทำงาน
จงโจว คือใจกลางของมหาพิภพซานไห่ เป็ผืนแผ่นดินอันเป็ศูนย์กลางที่ความยิ่งใหญ่และความเสื่อมสลายตัดสลับกันเป็ลวดลายสลับซับซ้อน
มีคำกล่าวทีี่ว่าต่อให้ม้าฝีเท้าดีที่ควบตะบึงได้วันละพันลี้ วิ่งไปจนสิ้นอายุขัยของมัน ก็ไม่อาจย่างกรายข้ามผ่านพรมแดนจากทิศหนึ่งไปสู่อีกทิศหนึ่งของจงโจวได้
ที่นี่มีนครหลวงอันใหญ่โตโอฬารราวกับขุนเขาเหล็กกล้า มีกำแพงเมืองสูงค้ำฟ้าที่สลักเสลาด้วยอักขระค่ายกลโบราณ มีสำนักบำเพ็ญเพียรนับหมื่นตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาเร้นลับ แข่งขันกันแย่งชิงไอปราณและโชควาสนาแห่งฟ้าดิน ยอดฝีมือนับล้านเหินกระบี่ผ่านหมู่เมฆดุจสายเส้นฝนสีเงิน เสียงท่องคัมภีร์ดังก้องกังวานจากหอตำราหลวงสะท้อนไปไกลนับพันลี้
แต่นั่นคือเื่ราวของ ‘เเดนเบื้องบน’ คือโลกของผู้บำเพ็ญที่มองลงมายังโลกมนุษย์ด้วยสายตาที่เฉยชา ดุจดั่งมนุษย์มองดูมดปลวกเดินเรียงแถวบนพื้นดิน
ห่างไกลจากความรุ่งโรจน์ของนครหลวงเ่าั้ไปหลายพันลี้ ลึกเข้าไปในเขตป่าเขาทางตอนเหนือของจงโจว ดินแดนที่ลมหนาวจากอุดรทิศเริ่มแผ่ปราการน้ำแข็งลงมาปกคลุม ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ดูคล้ายัศิลาหมอบราบ มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่อย่างเงียบเชียบริมลำธารสายเก่าแก่ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่า ‘ชิงซี’ แปลว่าลำธารใสคราม
ชิงซีเป็หมู่บ้านที่เล็กกระจ้อยร่อยจนน่าใจหาย หากมีคนกางแผนที่หนังแกะของกรมแผนที่หลวงแห่งจงโจวออก ก็จะพบเพียงความว่างเว้นสีเขียวครามระบายอยู่ระหว่างหุบเขา ไม่มีเส้นหมึกใดๆ จารึกชื่อของมันไว้ หมู่บ้านนี้ไม่มีตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล ไม่มีร้านรวงหรูหราที่ขายศิลาปราณหรือโอสถทิพย์ มีเพียงกระท่อมดินมุงหญ้าคาประมาณห้าสิบหลังคาเรือนตั้งเรียงรายตามแนวโค้งของลำธาร ราวกับกลุ่มก้อนหินที่ถูกสายน้ำพัดมาสุมกองรวมกันนับแต่โบราณกาล
วิถีชีวิตของชาวชิงซีดำเนินไปอย่างเรียบง่ายเชื่องช้า พวกเขาขับเคลื่อนชีวิตไปตามไออุ่นและลมหนาวของฤดูกาล หาได้แยแสต่อราชโองการจากราชสำนัก หรือความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกไม่
ยามฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หิมะบนยอดเขาละลายไหลลงสู่ลำธารจนเสียงน้ำดังเสนาะหู ชาวบ้านจะจูงกระบือแก่ๆ ออกไปไถพลิกผืนดินสีเข้ม หว่านเมล็ดข้าวด้วยมือที่หยาบกร้าน ยามฤดูร้อน แสงแดดแผดเผาจนยอดหญ้ากลายเป็สีทอง พวกเขาจะง่วนอยู่กับการกำจัดวัชพืชและซ่อมแซมฝายกั้นน้ำ ครั้นถึงฤดูใบไม้ร่วง ทั่วทั้งหุบเขาจะเปลี่ยนเป็สีส้มทองทอประกาย เสียงเคียวเกี่ยวข้าวตัดสลับกับเพลงพื้นบ้านดังก้องคลอไปกับสายลม และเมื่อฤดูหนาวคืบคลานเข้ามาพร้อมกับปุยหิมะแรก ชาวชิงซีจะปิดประตูลั่นกลอน หลบอยู่หลังกำแพงดิน ล้อมวงหน้าเตาไฟให้ความอบอุ่นแก่คนในครอบครัว นั่งปั่นด้าย เย็บผ้าฝ้าย และดื่มสุราข้าวหมักรสแรงเพื่อขับไล่ความหนาวเย็น วันคืนหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากรุ่นสู่รุ่น เรียบง่ายและสงบเสียจนดูเหมือนว่าความวุ่นวายของโลกภายนอกไม่เคยย่างกรายมาถึงที่นี่
ในยามนี้ หิมะขาวโพลนเพิ่งตกหนักไปเมื่อค่ำคืนก่อน ยอดเขาโดยรอบหมู่บ้านชิงซีจึงดูราวกับถูกคลุมด้วยผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวบริสุทธิ์ กิ่งไผ่ในป่าลึกริมเชิงเขาแบกรับน้ำหนักของเกล็ดน้ำแข็งจนค้อมต่ำลง ยามสายลมหนาวพัดผ่าน กิ่งไผ่เ่าั้จะเสียดสีกันเสียงดัง ‘ซ่า... ซ่า...’ คล้ายเสียงคลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า ไอหมอกจางๆ ลอยเหนือน้ำในลำธารชิงซียังคงไหลเอื่อย แม้กระแสน้ำจะเย็นจัดจนเหน็บหนาวถึงกระดูก แต่ก็ยังคงไหลเอื่อย มิได้จับตัวเป็น้ำแข็งเสียทั้งหมด
ที่ริมเชิงเขาห่างจากหมู่บ้านไปราวสองลี้ มีร่างผอมสูงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างมั่นคงบนพื้นหิมะที่ยวบยาบ ขาทั้งสองข้างของเขาจมลงไปในหิมะลึกเกือบครึ่งศอก ทว่าเขากลับไม่มีท่าทีรีบร้อนหรืออิดโรย ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยความระมัดระวังอันเป็ลักษณะเฉพาะของคนผู้ใช้ชีวิตอยู่กับผืนป่าและขุนเขามาั้แ่เยาว์วัย
เด็กหนุ่มผู้นี้สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีครามซีดๆ ตัวเสื้อผ่านการปะชุนด้วยเศษผ้าหลากสีจนดูคล้ายกับผืนนาขั้นบันไดในยามหน้าแล้ง แขนเสื้อทั้งสองข้างสั้นเต่อจนเผยให้เห็นข้อมือที่ผอมบางทว่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจากการทำงานหนัก ร่างกายของเขาเติบโตเร็วเกินกว่าที่มารดาจะหาผ้าผืนใหม่มาตัดเย็บให้ทัน รองเท้าผ้าใบหนาที่สวมอยู่ถูกพันด้วยเชือกป่านอย่างแ่าเพื่อกันไม่ให้หิมะหลุดรอดเข้าไปข้างใน ทว่าถึงกระนั้น ความเย็นเยียบของน้ำแข็งที่ละลายก็ยังทำให้ปลายเท้าของเขาชาหนึบอยู่ดี บนแผ่นหลังของเขาแบกตะกร้าสานด้วยไม้ไผ่ใบย่อมใบหนึ่ง ข้างในมีเศษหัวมันป่าสองสามหัวและสมุนไพรพื้นบ้านที่เพิ่งขุดมาได้
เขาคือ ‘หลินเหยียน’ เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีแห่งหมู่บ้านชิงซี
หลินเหยียนไม่ใช่เด็กหนุ่มที่โดดเด่นสะดุดตา ใบหน้าของเขาค่อนไปทางซูบผอม โครงหน้าเหลี่ยมคมตามแบบฉบับชาวบ้านป่า ผิวพรรณถูกกรำแดดกรำลมจนกลายเป็สีทองแดงจางๆ หากเขานั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กๆ ในหมู่บ้าน ก็คงไม่มีใครแยกออกว่าเขาคือบุตรชายของบ้านไหน ทว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาแตกต่างจากเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน คือดวงตาทั้งคู่ของเขา
มันเป็ดวงตาที่ดำขลับ ทอประกายสว่างไสวและนิ่งสงบ ดุจดั่งน้ำในลำธารยามค่ำคืนที่สะท้อนแสงดาว ดวงตาคู่ปราชญ์ที่มักจะจับจ้องมองสรรพสิ่งรอบตัวด้วยความตั้งอกตั้งใจ เป็ดวงตาของคนที่ไม่ได้มองโลกเพียงเพื่อผ่านไปวันๆ แต่เป็ดวงตาของเด็กหนุ่มที่ยังคงโอบกอดความฝันและควานหาความหมายบางอย่างในทุกสิ่งอันที่เขาพานพบ
“วันนี้ได้หญ้ารากหิมะมาเพียงสี่ต้นเองหรือนี่...” หลินเหยียนหยุดยืนใต้ต้นสนใหญ่ พลางขยับสายรัดตะกร้าไม้ไผ่ที่พาดอยู่บนบ่า ขนตาของเขาเกาะพราวไปด้วยเกล็ดค้างคาวน้ำแข็งบางๆ ยามที่เขาพ่นลมหายใจออกมา ไอสีขาวหนาทึบก็พวยพุ่งกระจายหายไปในอากาศหนาวเหน็บ
เขาเอื้อมมือที่สวมถุงมือผ้าดิบขาดๆ ไปแตะสมุนไพรในตะกร้า หญ้ารากหิมะเหล่านี้มีใบสีเขียวเข้มคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบมีลักษณะหยักละเอียด ขุดขึ้นมาได้ยากยิ่งใน่ฤดูนี้เพราะพวกมันมักซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นหิมะหนาและซอกหินที่จับตัวเป็น้ำแข็ง สำหรับท่านหมอเฒ่าหลิวประจำหมู่บ้าน สมุนไพรเหล่านี้มีค่าพอจะแลกเป็ข้าวสารได้ครึ่งถัง หรือเหรียญทองแดงสิบกว่าเหรียญ ซึ่งเพียงพอจะซื้อเกลือและน้ำมันตะเกียงสำหรับใช้ไปได้อีกหลายวัน ทว่าวันนี้เขาเดินหาั้แ่เช้าตรู่จนตะวันบ่ายคล้อย กลับพบเพียงเท่านี้
แต่ถึงกระนั้น บนใบหน้าซูบซีดเพราะความหนาวของหลินเหยียนก็ไม่ได้ปรากฏร่องรอยของความท้อแท้ใจ เขากลับยิ้มบางๆ ออกมา รอยยิ้มของเขาเรียบง่ายดุจดั่งดอกไม้ยามผลิบาน ชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด
หลินเหยียนกำพร้าบิดามาั้แ่จำความได้ มารดาของเขาบอกเพียงว่าบิดาเป็คนต่างถิ่นที่เดินทางมาสลบอยู่ริมลำธารชิงซี มารดาช่วยชีวิตไว้ จากนั้นทั้งสองก็อยู่กินกันจนให้กำเนิดเขา ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน บิดาก็จากไปโดยทิ้งไว้เพียงสร้อยศิลาสีดำคล้ำเส้นหนึ่ง ซึ่งหลินเหยียนสวมติดตัวไว้ใต้สาบเสื้อเสมอมา ั้แ่เล็กจนโต หลินเหยียนใช้ชีวิตอยู่กับมารดาในกระท่อมดินหลังเล็กท้ายหมู่บ้านเพียงสองคน มารดาของเขามีร่างกายอ่อนแอ โรคไอเรื้อรังรุมเร้าทำให้นางไม่สามารถทำงานหนักได้ หน้าที่ในการหาเลี้ยงชีพและดูแลบ้านส่วนใหญ่จึงตกเป็ของเด็กหนุ่มั้แ่เขาอายุได้เพียงสิบขวบ
ความยากจนและการตรากตรำทำงานหนักไม่ได้ทำให้จิตใจของหลินเหยียนเเข็งกระด้าง ตรงกันข้าม มันกลับหล่อหลอมให้เขาเป็เด็กที่ขยันหมั่นเพียรและมีความอดทนเป็เลิศ เขารู้จักูเาทุกลูกรอบหมู่บ้านชิงซี รู้ว่าชะง่อนผาใดมีเห็ดป่ารสดีขึ้นหลังฝนตก รู้ว่าลำธาร่ไหนมีปลาน้ำจืดชุกชุม และรู้ว่าต้องเดินอย่างไรบนหิมะเพื่อไม่ให้เหยียบลงบนหลุมพรางดักสัตว์ของพรานเฒ่าหลี่
นอกเหนือจากความขยันหมั่นเพียรแล้ว หลินเหยียนยังมีนิสัยประการหนึ่งที่ชาวบ้านชิงซีส่วนใหญ่ขบคิดไม่แตก เขาเป็เด็กที่ ‘รักการอ่าน’ อย่างยิ่ง
ในหมู่บ้านป่าเขาที่ผู้คนแทบจะอ่านหนังสือไม่ออก การรู้ตัวอักษรเป็เื่ของพวกคนเมืองหลวงหรือเสมียนในที่ว่าการอำเภออันห่างไกล ทว่าหลินเหยียนกลับเรียนรู้การอ่านเขียนตัวอักษรพื้นฐานจากท่านหมอเฒ่าหลิว ผู้ซึ่งเคยเป็ศิษย์นอกสำนักศึกษาในเมืองใหญ่มาก่อน ทุกครั้งที่หลินเหยียนนำสมุนไพรไปส่งที่โรงหมอ แทนที่จะขอรับเหรียญทองแดงทั้งหมด เขามักจะขอหยิบยืม ‘ตำราเก่า’ ที่หน้ากระดาษเหลืองกรอบและขาดวิ่นของท่านหมอหลิวกลับมาอ่านที่บ้านเสมอ บางครั้งเป็ตำราสมุนไพร บางครั้งเป็บันทึกการเดินทางของนักสัญจรนิรนาม และบางครั้งก็เป็เพียงวรรณกรรมพื้นบ้านที่บันทึกเื่ราวตำนานปรัมปรา
ในยามค่ำคืน ท่ามกลางเสียงลมหนาวหวีดหวิวภายนอกกระท่อม หลินเหยียนจะนั่งอยู่ข้างเตาฟืน อาศัยแสงไฟสีส้มสลัวคอยพลิกอ่านหน้ากระดาษเ่าั้อย่างทะนุถนอม ราวกับว่าตัวอักษรสีหมึกจางๆ เ่าั้คือหน้าต่างที่เปิดออกไปสู่โลกกว้างอันไร้ขอบเขต
เขารักที่จะอ่านเื่ราวของมหาพิภพซานไห่ ชื่นชอบเื่เล่าเกี่ยวกับสัตว์เทพโบราณที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ชื่นชมวิถีชีวิตของผู้กล้าในอดีตที่จับกระบี่ท่องไปในใต้หล้าเพื่อผดุงความยุติธรรม ทุกครั้งที่อ่านเื่ราวเ่าั้ หัวใจดวงน้อยของเด็กหนุ่มจะเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้น เขามักจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า โลกภายนอกหุบเขาชิงซีแห่งนี้จะเป็อย่างไร? ทะเลดาราบูรพาที่กว้างใหญ่จนไม่มีที่สิ้นสุดจะมีหน้าตาเช่นไร? ยอดเขาหิมะที่สูงเสียดฟ้าทางอุดรทิศจะหนาวเหน็บกว่าูเาหลังหมู่บ้านแห่งนี้สักกี่เท่า? และผู้คนที่สามารถบินเหินอยู่บนฟากฟ้าได้นั้น พวกเขาจะมีความสุขมากกว่าคนธรรมดาเช่นพวกเขาหรือไม่?
ความฝันที่จะได้เห็นโลกกว้างผุดขึ้นในใจของเขาดุจดั่งต้นกล้าที่ค่อยๆ ชอนไชรากลึกลงไปในผืนดิน ทว่าหลินเหยียนรู้ดีว่านั่นเป็เพียงความฝันอันห่างไกล ในความเป็จริงแล้ว เขาเป็เพียงเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นกระแสปราณดั่งที่ตำรากล่าวไว้ ไม่เคยได้รับการชี้แนะจากปรมาจารย์เร้นลับ และไม่มีโชควาสนาอัศจรรย์ใดๆ หล่นทับ สัตว์เทพในตำนานเ่าั้ก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เขาเห็น แม้แต่เงาขนของพวกมันก็ไม่เคยร่วงหล่นลงมาในหมู่บ้านชิงซี
เขารู้สึกว่าตนเองเป็เพียงฝุ่นผงเม็ดหนึ่งบนผืนโลกอันกว้างใหญ่ แต่ถึงกระนั้น ฝุ่นผงเม็ดนี้ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะเงยหน้ามองดวงดาวไม่ใช่หรือ?
สายลมหนาวพัดมาอีกระลอก คราวนี้หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง เกล็ดหิมะสีขาวนวลลอยล่องตัดกับผืนฟ้าสีเทาหม่นยามเย็น หลินเหยียนกระชับเสื้อผ้าฝ้ายฝ่าความหนาวเย็น ก้าวเดินตัดผ่านทุ่งหญ้าแห้งที่ถูกหิมะทับถม มุ่งหน้าลงจากเนินเขาเข้าสู่เขตหมู่บ้านชิงซี
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตหมู่บ้าน ทัศนียภาพรอบตัวก็เริ่มมีชีวิตชีวาและแปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นที่คุ้นเคย แสงไฟสีส้มอ่อนเริ่มจุดขึ้นตามหน้าต่างกระท่อมดิน เสียงสุนัขในหมู่บ้านเห่ากระโชกเบาๆ ต้อนรับการกลับมาของเ้าของ แซมด้วยเสียงหัวเราะของเด็กๆ สองสามคนในชุดหนาเตอะที่กำลังวิ่งเล่นปั้นตุ๊กตาหิมะอยู่ริมทางเดิน จังหวะแห่งชีวิตอันเรียบง่ายนี้ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินป่ามาทั้งวันของหลินเหยียนมลายหายไปจนสิ้น
“อ้าว อาเหยียน กลับมาแล้วหรือ? วันนี้เข้าป่าลึกเชียวนะ ได้อะไรมาบ้างล่ะ?” เสียงทักทายอย่างเป็กันเองดังมาจากกระท่อมหลังหนึ่ง พรานเฒ่าหลี่กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งหน้าบ้าน มือหนึ่งถือมีดสั้นกำลังเหลากิ่งไม้ทำลูกศร ข้างๆ มีซากไก่ป่าขนสีแดงเข้มสองตัวที่เพิ่งล่ามาได้พาดอยู่บนราวไม้
หลินเหยียนหยุดฝีเท้าแล้วค้อมศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความนอบน้อม “เรียนท่านลุงหลี่ วันนี้ข้าไปแถวหน้าผาทิศตะวันออกมาขอรับ ได้หญ้ารากหิมะมาสี่ต้น กับมันป่าอีกนิดหน่อย ดูท่าวันนี้ท่านลุงจะโชคดีนัก ล่าไก่ป่าได้ถึงสองตัว!”
พรานเฒ่าหลี่หัวเราะร่าจนเคราสีดอกเลาขยับสั่นไหว “ฮ่าๆ โชคดีอันใดกัน ดวงตาของข้าฝ้าฟางลงทุกวัน ถ้าย้อนไปสักสิบปีก่อน ไก่ป่าพวกนี้ไม่มีทางรอดสายตาข้าไปได้หมดหรอก เอ้า! รับนี่ไปสิ” พูดจบ พรานเฒ่าก็โยนมันเทศหัวใหญ่สองหัวที่หมกอยู่ในกองขี้เถ้าอุ่นๆมาให้หลินเหยียน
เด็กหนุ่มรีบยื่นมือออกไปรับ ความอุ่นของมันเทศแผ่ซ่านผ่านถุงมือผ้าดิบเข้ามาช่วยคลายความหนาวให้มือที่แข็งทื่อได้เป็อย่างดี
“ขอบคุณมากขอรับ” หลินเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มซาบซึ้ง
“รีบกลับบ้านเถอะ มารดาของเ้าคงยืนชะเง้อรออยู่ที่ประตูตั้งนานแล้ว ลมหนาวตอนเย็นมันไม่ดีต่อปอดของนาง” พรานเฒ่าสำทับพลางโบกมือลาก่อนจะก้มหน้าเหลาลูกศรต่อ
หลินเหยียนพยักหน้ารับคำ ขยับก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจที่พองโต ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงหมู่บ้านชิงซีให้ดำรงอยู่ได้ท่ามกลางความแร้นแค้นและลมหนาวอันยาวนาน ทุกคนต่างรู้จักกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่มีใครคิดแก่งแย่งชิงดีดั่งเช่นในเมืองใหญ่ที่เขาเคยอ่านพบในบันทึก สำหรับหลินเหยียนแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้เปรียบเสมือนรังนกอันอบอุ่นที่ปกป้องเขาจากพายุร้ายภายนอก
เขาก้าวเดินตามทางเดินดินที่ถูกเหยียบจนแน่นผ่านหน้าบ้านของท่านป้าหวังที่กำลังยืนส่งเสียงเอ็ดบุตรชายตัวน้อยให้รีบเข้าบ้านเพื่อกินข้าวเย็น ผ่านหน้าโรงตีเหล็กของช่างตงที่ยามนี้เตาหลอมดับลงแล้ว ทว่ากลิ่นอายความร้อนของถ่านหินยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ทุกสิ่งรอบตัวล้วนดำเนินไปในครรลองที่สม่ำเสมอ เป็ภาพชีวิตธรรมดาที่เปี่ยมไปด้วยพลังอันละมุนละไม
ในที่สุด หลินเหยียนก็เดินมาถึงท้ายหมู่บ้านชิงซี ที่ซึ่งกระท่อมดินหลังย่อมตั้งอยู่โดดเดี่ยวริมน้ำ ลำธารใสสีครามไหลผ่านข้างตัวบ้านส่งเสียงร่าเริงแ่เบา ยามนี้ ท้องฟ้ามืดสลัวลงจนกลายเป็สีน้ำเงินเข้ม ดวงดาวดวงแรกเริ่มทอประกายระยิบระยับอยู่บนฟากฟ้าอันห่างไกล
เด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ เขายกมือขึ้นลูบหน้าอกเพื่อััถึงแผ่นศิลาสีดำใต้ร่มผ้าฝ้าย จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังหลังคากระท่อมดิน ที่ปล่องไฟดินเผาเหนือหลังคามีควันไฟสีเทาอ่อนลอยพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ควันไฟนั้นม้วนตัวเป็เกลียวอย่างอ่อนช้อยก่อนจะจางหายไปในหมู่เมฆยามราตรี กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำแกงผักป่าต้มเดือดโชยมาตามลม ชวนให้ท้องของเด็กหนุ่มส่งเสียงร้องประท้วงเบาๆ
หลินเหยียนรู้ดีว่า ข้างในกระท่อมหลังนั้น หลังบานประตูไม้เก่าๆ มีมารดาของเขากำลังนั่งอยู่ข้างเตาไฟ มือหนึ่งอาจจะกำลังเย็บเสื้อผ้าฝ้ายผืนเดิม พลางคอยเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของเขาที่เดินลุยหิมะกลับมา นางหาได้ร่ำรวยเงินทอง หาได้มีชีวิตที่เปี่ยมสุข ทั้งไม่เคยรู้จักวิชาเซียนอันเกรียงไกร และไม่เคยย่างกรายออกจากหุบเขาแห่งนี้แม้แต่ก้าวเดียว ทว่าสำหรับเด็กหนุ่มหลินเหยียนแล้ว รอยยิ้มอันอ่อนโยนและอ้อมกอดที่อบอุ่นของนาง คือสรรพสิ่งทั้งหมดที่เขาปรารถนาจะปกป้องไว้ในชีวิต มันคือ ‘ความเป็มนุษย์’ อันศักดิ์สิทธิ์และงดงามที่สุด ซึ่งเขาจะไม่มีวันยอมสูญเสียไป
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกคราหนึ่ง รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าดั่งดวงตะวันที่ทลายผ่านหมู่เมฆยามเช้า
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วขอรับ!”
เด็กหนุ่มร้องทักด้วยน้ำเสียงแจ่มใสและอบอุ่น ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของหมู่บ้านชิงซี ก่อนจะยื่นมือออกไปผลักบานประตูไม้เปิดออก ก้าวเท้าเข้าสู่ความอบอุ่นของบ้านที่รอคอยเขาอยู่เสมอ โดยที่ตัวเขาในยามนี้ไม่มีวันล่วงรู้เลยว่า... อนาคตอันห่างไกล เส้นทางอันทอดยาวและเต็มไปด้วยขวากหนามแห่งมหามรรคากำลังรอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า และชื่ออันเรียบง่ายของเด็กหนุ่มคนนี้ จะถูกจารึกและเล่าขานไปอีกนานแสนนานในหน้าประวัติศาสตร์อันกว้างใหญ่ของมหาพิภพซานไห่
...
สวัสดีครับทุกท่าน ????
ขอบคุณมากจริง ๆ ที่แวะเข้ามาอ่านตอนแรกของ “ซานไห่ไร้เซียน”
การเดินทางของหลินเหยียนเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ยังมีทั้งผู้คน ตำนานสัตว์เทพ และความลับของโลกอีกมากมายรออยู่เบื้องหน้า
หากอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าจะชอบตัวละคร บรรยากาศ หรือมีข้อเสนอแนะใด ๆ สามารถพูดคุยกันในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ ผมอ่านทุกข้อความเสมอ
หากชื่นชอบเื่นี้ ฝากกดติดตามและเพิ่มเข้าชั้นหนังสือไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณที่ร่วมออกเดินทางไปด้วยกันครับ
Prince_White