อีกสิ่งที่คิมหันต์ได้เรียนรู้คืออย่าไว้ใจคนที่นี่มากนักเพราะอาจจะโดนล่อลวงให้ซื้อของหรือทำอะไรบางอย่างโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้
ต่อไปก็ คนที่ 2 และคนที่ 3 มีชื่อว่า พี่อรัญกับพี่ฝน ทั้งคู่เป็นนักศึกษามหาลัยแถมยังเป็นคู่รักกันอีกด้วย
วันศุกร์ เวลาเที่ยงคืน
ตอนนี้ภายในคฤหาสน์เงียบสงัดราวกับว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว มีเพียงแสงจากโคมไฟตามทางเดินคอยเป็นเป็นเพื่อนเด็กสาวที่สวมชุดนอนและกำลังหัวใจเต้นตึกตักด้วยความกลัวว่าจะมีอะไรโผล่มาหลอกหลอนเธอหรือไม่
เหตุเกิดการจากคิมหันต์ที่ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกเกิดคอแห้งขึ้นมา ทำให้เธอต้องลงไปยังห้องครัวเพื่อจะดื่มน้ำในตอนแรกเจ้าตัวได้ลองไปเคาะประตูห้องของซูซาคุกับไพลินเพื่อหาคนลงไปเป็นเพื่อน แต่ไม่มีใครตอบเธอเลยแม้แต่คนเดียว ทำให้เธอต้องลงมาคนเดียวอย่างเลี่ยงไม่ได้
เสียงของเด็กสาวดื่มน้ำดังอึกๆบ่งบอกว่าเธอกระหายน้ำเป็นอย่างมาก พอดื่มเสร็จเจ้าตัวจัดการเก็บขวดน้ำเข้าตู้เย็นด้วยความเร่งรีบ
หมับ
ทันใดนั้นเองได้มีฝ่ามือปริศนาจับไหล่เธอไว้ เจ้าตัวสะดุ้งเฮือกทันทีก่อนจะกรีดร้องออกมาสุดเสียง
“ กรี๊ดดดดดดดดดด”
“ เหวอ !”
ตุ้บ
เสียงของบุคคลปริศนาหงายหลังไปกระแทกกับพื้น ทำให้คิมหันต์หยุดแหกปากแล้วค่อยๆหันไปมองด้วยความสงสัยว่า ผีตกใจได้ด้วยหรอ ?
“ อูยย จะ .. เจ็บชะมัดเลย” ชายหนุ่มที่ตกใจเสียงของเด็กสาวจนพลาดท่าหงายหลังนั้นบ่นพึมพำด้วยความเจ็บ
“ มะ ไม่ใช่ผีหรอ ?”
“ ใช่ที่ไหนล่ะครับ ! คุณน่ะเป็นใครกันแน่ ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย อย่าบอกนะว่าขโมย ?!”
“ ไม่ใช่นะคะ !”
พรึ่บ
เสียงสวิตช์ไฟถูกเปิดขึ้น แสงไฟจากหลอดนีออนทำให้ห้องถูกปกคลุมไปด้วยแสงสว่าง
“ ปัดโถ่ เธอจะแหกปากทำซากอะไรวะ ยัยโง่ คนจะหลับจะนอน !” แทนที่คิมหันต์จะได้รับคำปลอบโยนกลับได้คำต่อว่าจากปากของซูซาคุแทนเนื่องจากเสียงกริ๊ดของเธอไปปลุกให้เขาต้องตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา
“ นายก็เหมือนกันนะอรัญ ทำไมถึงไม่ยอมเปิดไฟล่ะ” เสียงของหญิงสาวที่พิงอยู่ขอบประตูถามชายหนุ่มผมสีเทาที่ยังนั่งอยู่กับพื้น
“ ผมลืมไปซะสนิทเลย” เขาพูดอย่างพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าห้องนี้มีสวิตช์ไฟ หญิงสาวผมดำพอเห็นท่าทีของชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“ ว่าแต่คนพวกนี้เป็นใครหรอ ?” เด็กสาวกระซิบถามซูซาคุที่กำลังเอามือจับหัวเธอโยกไปมาด้วยความหงุดหงิด
“ อ๋อ เธอยังไม่เคยเจอสินะ คนที่ดูเหยาะแหยะเหมือนกับเธอ ชื่ออรัญ” เขาชี้ไปยังชายหนุ่มที่ผมหน้าม้ายาวจนบดบังทั้งดวงตาและใบหน้าของเขาก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายชี้ไปยังผู้หญิงอีกคนที่กำลังช่วยให้อรัญลุกขึ้นมา
“ ส่วนนั่น ชื่อ น้ำฝน ทั้งคู่เป็นนักศึกษาน่ะและก็เป็นแฟนกันด้วย นานๆทีจะกลับมาที่คฤหาสน์สักครั้งน่ะ” เด็กหนุ่มแนะนำทั้งสองคนให้เพื่อนของเขารู้จัก
“ เธอคงเป็นคิมหันต์ เด็กใหม่ที่ซูจังพามาสินะ ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ” น้ำฝนที่ช่วยให้แฟนหนุ่มของเธอลุกขึ้นมาจากพื้นเรียบร้อยแล้วเดินตรงมาหาเด็กสาว
“ ท่าทางซื่อบื้อดีนิ เหมือนกับอรัญไม่ผิดเลย ฮ่าๆ” พอเธอได้เห็นท่าทางซื่อๆของคิมหันต์ก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับแฟนหนุ่มของตนเพราะทั้งคู่ดูท่าทางคล้ายกัน
“ เลิกเรียกซะทีเถอะ ซูจังเนี่ย” ซูซาคุหน้ามุ่ยกว่าเดิม เขาไม่ชอบชื่อนี้เลยสักนิดเพราะมันดูเหมือนกับชื่อของเด็กผู้หญิงแต่เหมือนน้ำฝนจะไม่ได้สนใจเลยว่าเด็กหนุ่มจะชอบหรือไม่
“ ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ไปกล่าวหาว่าคุณคิมหันต์เป็นขโมย” อรัญเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด
“ ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ ฉันผิดเองที่ทำตัวลับๆล่อๆ เรียกว่าคิมหันต์เฉยๆก็ได้ค่ะ” เด็กสาวรีบพูดทันทีเพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มที่พึ่งรู้จักกันต้องคิดมาก
ความจริงแล้วส่วนหนึ่งมันก็เป็นความผิดของเธอที่ไม่ยอมเปิดไฟมัวแต่คิดว่าจะรีบขึ้นห้องอย่างเดียว อรัญเมื่อเห็นว่าคิมหันต์ไม่ได้ถือโทษโกรธตนเขาก็รู้สึกโล่งอกทันที
“ งั้นฉันกับสุดที่รักต้องขอตัวก่อนนะ ไปกันเถอะ” น้ำขอตัวพร้อมกับลากแฟนหนุ่มของเขาออกไปด้วย
เรื่องราวในคืนนั้นจบลงโดยการทุกคนแยกย้ายกันขึ้นไปนอน
กลับมา ณ ปัจจุบัน
เมื่อเด็กสาวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเธอนอนเล่นโทรศัพท์สักพักนึง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงเดินลงไปยังหัองครัวเพื่อหาของกินเพราะตอนนี้ท้องของเธอเริ่มส่งเสียงประท้วงแล้ว
ทันทีที่คนผมสีน้ำตาลก้าวเท้าเข้ามายังในห้องครัว กลิ่นหอมของแป้งแพนเค้กลอยมาเตะจมูกของเธอทำให้เจ้าตัวยิ้มอย่างอารมณ์ดีเนื่องจากวันธรรมดาเธอมักจะได้ทานอาหารค้างคืนที่จะต้องหยิบมาอุ่นเองในตอนเช้าหรือไม่ก็ไปซื้อกินที่โรงอาหารของโรงเรียนตลอด
วันนี้ท่าทางเธอจะตื่นเร็วกว่าคนอื่นเพราะในห้องนี้ไม่มีใครเลยนอกจากตัวเธอเองและชายหนุ่มที่หันหลังให้และกำลังยุ่งอยู่กับการทอดแพนเค้ก เด็กสาวรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของคนทำผ่านทางการงอข้อศอกและการจับด้ามยาวของกระทะเทฟล่อน
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณเซน ตื่นเช้าจังเลยนะคะ” คิมหันต์ทักทายคนที่กำลังทำอาหารให้เธอทานพลางเดินไปนั่งที่โต๊ะ
“ อรุณสวัสดิ์ครับ สาวน้อย” ชายหนุ่มเอ่ยทักทายกลับตามมารยาทแต่ทำให้คนฟังอย่างคิมหันต์จ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาสงสัยกับสรรพนามที่เขาเรียกเธอ
“ อีกอย่าง ผมชื่อ ซี ไม่ใช่ เซน นะครับ แต่ผมไม่ถือสาหรอกนะ ก็คิมหันต์พึ่งมาอยู่ใหม่นี่นา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีพลางพลิกแผ่นแป้งในกระทะ
“ เอ๊ะ ? ไม่ใช่คุณเซนงั้นหรอคะ แต่ทำไมหน้าเหมือนกันจังเลย”
“ ก็พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันนี่นา จะไม่เหมือนกันได้ยังไงล่ะครับ ?” ซีจงใจเน้นเสียงไปที่ประโยคเดียว
หนึ่งเดียวกัน ? อย่าบอกนะว่า คุณเซนเป็นโรคสองบุคคลิกน่ะ !!
“ ฮ่าๆ ไพลินมาดูหน้ายัยนี่ตอนเจอคุณซีดิ ตลกเป็นบ้าเลยว่ะ” เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มดังขึ้นซึ่งไม่ต้องเดาคิมหันต์ก็รู้ได้ทันทีว่าใครเพราะคนที่ชวนกวนประสาทเธอมีแค่ไม่กี่คนนัก
“ นิสัยไม่ดีเลยนะซูซาคุ นายเป็นคนย้ำนักย้ำหนานะว่าอย่าล้อเธอ” คำพูดของไพลินออกจะดูว่าเธอเข้าข้างคิมหันต์แต่สีหน้ากลับตรงกันข้ามพร้อมกับหันหน้าไปแอบหัวเราะเด็กสาว
“ ไม่แกล้งฉันสักวันจะได้ไหมเนี่ย !” คิมหันต์พูดอย่างหัวเสีย ตั้งแต่มาอยู่นี่ก็แทบจะทุกวันเลยที่สองคนนี้จะมาแกล้งแหย่เธอได้เกือบทุกวัน
บางทีเธอก็นึกสงสัยว่าทำไมสองนี้ถึงชอบแกล้งเธอนักนะและมักจะเรียกเธอด้วยสรรพนามอื่นแทนชื่อตลอด เจ้าตัวแทบจะนับครั้งได้เลยว่าพวกนี้เรียกชื่อเขาไปกี่ครั้ง
“ นี่ อย่าแกล้งเด็กใหม่มากสิ ตอนพวกเธอได้เจอผมครั้งแรกยังทักผิดกันเลยนะครับ” ซีดุเด็กสองคนด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีก่อนจะเดินเอาแพนเค้กที่นำใส่จานพร้อมกับราดน้ำเชื่อมและตกแต่งด้วยผลไม้หลากสีมาเสิร์ฟไว้บนโต๊ะ
ไพลินและซูซาคุเดินมานั่งที่โต๊ะอย่างรู้งานตามด้วยคิมหันต์ที่เดินมานั่งอย่างเกร็งๆ
“ อยากได้เครื่องดื่มอะไรกันไหมเอ่ย ?”
“ น้ำส้ม / นมครับ” ทั้งสองคนตอบพร้อมกัน ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันไปมองเด็กสาวอีกคนที่เหมือนจะเกรงใจไม่กล้าเอ่ยปากขอกับเขา ซีจึงตัดสินใจเธอไปใกล้ๆก่อนจะวางมือลงบนไหล่ของเด็กสาวอย่างเบามือ เขาสัมผัสได้ว่าเธอสะดุ้งเล็กน้อยน้อย
“ ผ่อนคลายนะครับ ถึงเธอจะพึ่งมาอยู่ได้ไม่นานแต่ก็เป็นสมาชิกของที่นี่แล้วนะ” ซีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อให้คิมหันต์รู้สึกผ่อนคลายและหายเกร็ง
“งั้นขอน้ำส้มเหมือนไพลินล่ะกันนะคะ ระ .. รบกวนด้วยค่ะ”
“ ได้แน่นอนครับสาวน้อย” เขาพูดด้วยใบ้หน้ายิ้มแย้มพร้อมกับเดินไปจัดแจงรินน้ำใส่แก้วตามที่พวกเขาต้องการ
ถึงคิมหันต์จะรู้สึกแปลกๆที่ได้เห็นผู้ชายหน้านิ่งแบบเซนมากลายเป็นหนุ่มอารมณ์ดีแบบซีเลยรู้สึกไม่ชินเล็กน้อย แต่เธอก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกราวกับว่าเธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ มันเหมือนกับครอบครัวที่เธอต้องการมาตลอด
คิมหันต์อาจจะไม่รู้ตัวเลยว่าเธอเผลอยิ้มออกมาพร้อมกับทำใบหน้ามีความสุข จนเพื่อนร่วมโต๊ะที่กำลังกินอยู่นั้นสังเกตเห็น
ซูซาคุและไพลินมองหน้ากันก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับคิดในใจว่า ใบหน้าแบบนี้น่าจะเหมาะกับคิมหันต์มากกว่าใบหน้าปกติที่ชอบทำหน้าเหมือนคนอมทุกข์ตลอดเวลาเสียอีก