อวิ๋นซีไม่กล้าแม้จะเงยหน้าสบตานาง เขารู้สึกผิดที่เข้าใจนางผิดไป ทว่าในขณะเดียวกันเขายังคงกรุ่นโกรธจนแทบจะหยุดหายใจ ตาคมหลุบมองไปยังเศษกระดาษที่เหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า ปรากฏคำว่าเสนาบดี 大臣
“ข้าไม่น่าหลงเชื่อคำยุยงของพี่ใหญ่เลย ในราชสำนักต่างลือกันไม่ขาดปาก ‘หนทางสู่การเป็ยอดเสนาบดี’ มีตัวเอกคล้ายข้านัก ประหนึ่งฝาแฝดร่วมชะตากรรมทีเดียว ไม่นึกเลยว่าจะเป็ผลงานของจวนตระกูลเสิ่น”
“พอเข้าใจได้ว่าทำไมท่านจึงโกรธ หากเป็ข้า ก็คงขุ่นเคืองใจไม่น้อย”
ชายหนุ่มชำเลืองมองมือเรียวที่ลูบไล้แก้มสากของเขาอย่างเพลิดเพลิน ปลายนิ้วกรีดกรายราวกับหญิงยั่วยวนที่ช่ำชองในกามารมณ์ หากแฝงความอำมหิตไว้ภายใต้รูปลักษณ์ของคุณหนูผู้สูงศักดิ์
“อย่างมากพี่อวิ๋นก็วางยาถ่ายแม่สื่อมิให้มาจวนแม่ทัพถึงสามวันติด ตามไปข่มขู่ศัตรูหัวใจเล็กน้อย วิธีการของท่านไม่เหมือนข้า ข้าน่ะเอาชีวิตพวกนางแน่นอน”
“หากเ้าทำไปเพราะหึงหวงข้า เ้าคงมีเหตุผลของเ้า ข้าไม่มีวันโกรธเ้า” เ้าของร่างสูงสง่าในชุดขุนนางโน้มตัวลงจับมือน้อยขึ้นกุม ในท่าทางเป็แมวอ้อนผิดจากเมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งกลายเป็หมาบ้าที่พาลไปทั่ว ครู่นั้นสาวใช้เข้ามาขัดจังหวะ ส่งกระดาษนับยี่สิบแผ่นให้คุณหนูกับมือ
“ได้มาสองตอนเ้าค่ะ น่าติดตามมาก แทบจะรอตอนต่อไปไม่ไหว”
“อื้ม... รอให้เขาหายดีก่อนค่อยทำงาน ระหว่างนี้ข้าจะให้คุณชายอวิ๋นช่วยตรวจทานข้อมูลในราชสำนักว่าถูกต้องหรือไม่” นางส่งของในมือให้กับพระเอกของเื่ตัวจริง แล้วเดินไปทางบัณฑิตน้อย ในสายตาของนางที่เคยเป็หญิงชราก่อนมาใช้ชีวิตที่สอง อย่างไรเขาก็เป็เด็ก “เจียวเจียว... เด็กดี... เชื่อฟังข้า นอนซะ ถ้าไม่นอน ข้าไม่เพียงจะไล่เ้ากลับไปดูแลร้านค้าในเมืองกับท่านพ่อของเ้า ข้าจะไม่ชอบเ้าด้วย”
“ขอรับคุณหนู... หากข้าทำงานสำเร็จลุล่วง... สถานะไม่สำคัญ คุณหนู... ได้โปรด... พิจารณา...”
บัณฑิตหนุ่มมองคุณหนูด้วยแววตาลึกซึ้ง ล้มพับลงกับพื้น
ดูอย่างไรก็รู้ว่าเขามีใจให้คุณหนู ถึงมาอยู่ในเรือนนี้ด้วยเื่งาน คุณชายอวิ๋นเกือบจะคลุ้มคลั่งโวยวาย ป๋ออวี้เดินออกมาจากห้องแต่งตัวในชุดองครักษ์เสียก่อน
“คุณชายน้อย นายหญิง...”
คุณหนูเสิ่นยิ้มใจดี แม้มิได้เอ่ยชื่นชมองครักษ์วัยสามสิบแปดปีว่าองอาจเท่าไร ถึงเขาจะมีกล้ามอกกล้ามแขนไม่เท่าบัณฑิตหนุ่ม ก็นับเป็บุรุษชั้นเลิศ ยามนี้ในจวนนางมีแต่หนุ่มรูปงาม คุณชายอวิ๋นพ่นลมออกจากจมูก โมโหจนไฟจะลุกท่วมตัวแล้ว
“ป๋ออวี้ ท่านอดทนกับความอัปยศในตระกูลซูมาเนิ่นนาน จากนี้ไปท่านไม่จำเป็ต้องปิดบังตัวตน กลับมาอยู่เคียงข้างคุณชายน้อยในฐานะองครักษ์เถิด เื่เงินเดือนจากจวนแม่ทัพ ได้โปรดรับไปจุนเจือครอบครัวของท่าน...” น้ำเสียงและรอยยิ้มของนางช่างเปี่ยมด้วยเมตตาประหนึ่งธิดา์ สองนายบ่าวสบตากันอย่างตื้นตันใจ พวกเขาไม่อยากรับเงินคุณหนู ทว่านางยกมือขึ้นปรามเสียก่อน “อย่าได้ปฏิเสธน้ำใจข้าเลย ในภพชาติก่อนพวกท่านก็ทำเช่นนี้ แอบส่งอาหารให้ข้ายามหิวโหยโดยมิให้ท่านแม่รู้ เสี่ยงชีวิตตามหมอมารักษาข้า ยามที่คนเ่าั้ปรารถนาจะให้ข้ากลายเป็หญิงพิการเพื่อกักขังข้าไว้ในตระกูลซู ให้ข้าอยู่มิสู้ตาย ท่านทั้งสองช่วยข้ามานับพันครั้ง เกินกว่าที่ข้าจะทดแทนได้หมดสิ้น สิ่งที่ข้าทำมิอาจนับเป็บุญคุณด้วยซ้ำ”
ความลับอันรันทดนั้นนางเคยเก็บซ่อนไว้ไม่ปริปากบอกกับใคร นางมักเล่าให้พวกเขาฟังเฉพาะเมื่อมีเหตุจำเป็ บัดนี้สมควรแก่เวลา นางถือวิสาสะคว้ามือบุรุษทั้งสองไว้แน่น ก่อนจะเรียกเหยาเหยาให้ไปหยิบเงินตำลึงทองสองถุงใหญ่มายัดใส่มือพวกเขา ยังมีตั๋วเงินคนละหมื่นตำลึง
“ตอนข้าแต่งเข้าตระกูลซูได้ปีกว่า ท่านแม่สั่งข้า... ให้คุกเข่าหน้าเรือนนอนของนาง ข้าคุกเข่าจนถึงรุ่งสางแลกกับหมั่นโถวหนึ่งก้อน นางมิได้กลับคำ แต่ปล่อยสุนัขที่อดอาหารมาสามวัน มาแย่งของกินกับข้า พอข้าแย่งมัน มันก็กัดข้า เจ็บถึงกระดูก... แขนทั้งสองข้างของข้าเต็มไปด้วยรอยเขี้ยวสุนัข คืนนั้นพี่อวิ๋นนำน้ำต้มแกงมาให้ข้าชามหนึ่ง กับข้าวสวยหนึ่งถ้วย มีน่องไก่ด้วย พอท่านแม่รู้เข้าก็ลงโทษท่าน...”
แม้เหตุการณ์เ่าั้จะยังไม่เกิดขึ้นในภพชาตินี้ บ่าวในเรือนที่ได้ยินเข้าร้องไห้ระงม เหตุใดคุณหนูของพวกนางช่างน่าสงสารเหลือเกิน
อวิ๋นซีดึงคนตัวเล็กเข้ามากอดปลอบ ดวงตาทั้งสองของนางว่างเปล่าไร้อารมณ์ ถึงนางไม่ร้องไห้ ในหัวใจกลับเ็ปราวถูกทิ่มแทงด้วยเข็มนับพันเล่ม
“ไยเ้าเก็บไว้ผู้เดียว ไม่เล่าให้ข้าฟัง สามีของเ้าล่ะ... เขาใจดำไม่ช่วยเ้าสักนิดเลยหรือ?”
“ความเจ็บแค้นของข้า เป็ของข้าผู้เดียวย่อมดีเสียกว่า ข้าเคยคิดจะเปิดกงล้อชะตาให้ท่านดู แต่ข้าไม่อยากให้ท่านเกลียดชังคุณชายใหญ่ เขาเป็พี่ชายคนเดียวในบ้านที่จริงใจกับท่าน ไม่เหมือนข้า ไม่มีพี่น้อง ข้าไม่คิดจะใช้ท่านเป็เครื่องมือในการแก้แค้น...”
“ั้แ่เ้ารู้จักข้ามา เคยเห็นข้าโกรธใครด้วยหรือ?”
ขนาดองครักษ์คนสนิทยังอดชื่นชมคุณชายน้อยมิได้ อีกเพียงนิดเขาก็จะบรรลุนิพพาน เปรียบดั่งพระโพธิสัตว์แล้ว ขนาดว่ามารดาถูกสังหารต่อหน้าในจวนบิดา เขายังคงกัดฟันกตัญญู เดินตามคำสอนของท่านย่า ใช้ความอดทนมาโดยตลอด แม้นั่นจะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ในชีวิตของเขามีเพียงเื่คุณหนูเสิ่นที่ทำให้โมโหเป็คนบ้าได้
อวิ๋นซีผละจากนาง หน้าตาเคร่งเครียด “เ้าบอกว่าชาติก่อนเคยแต่งกับพี่จื่อหาว เป็เมื่อไร?”
“วันคล้ายวันเกิดข้าอายุย่างเข้าสิบเจ็ดปี ข้าทูลขอพระราชทานสมรสกับคุณชายจื่อหาว ข้าเคยชอบเขามาก เป็ข้าที่คิดไปเองฝ่ายเดียว เขารังเกียจข้า ทอดทิ้งข้าในวันเข้าหอ ไม่แม้จะเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาว เสร็จพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเขาก็ควบม้าไปปักหลักอยู่ชายแดน ข้าถูกรังแกในจวนตระกูลซูถึงสองปี”
อีกสองวันนางจะเป็วันเกิดนาง! มิน่าเล่า นางถึงได้ดูย่ามใจ บอกให้ป๋ออวี้เลิกปลอมตัวเป็บ่าวผู้เฒ่า
อวิ๋นซีหันไปมององครักษ์ข้างกาย ป๋ออวี้พยักหน้าเป็สัญญาณ เชื่อว่าคุณหนูเ้าเล่ห์น่าจะวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ พวกเขาพร้อมสนับสนุนแผนการของนาง ติดเพียงเื่เดียว...
“เ้ายังชอบพี่จื่อหาวหรือไม่?”
หรูซีหัวเราะ ทั้งน้ำเสียงและแววตาของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้นสาหัสสากรรจ์
“พวกเดรัจฉานตระกูลซูทรมานข้าเหมือนมิใช่มนุษย์ หากว่าข้ายังมีใจให้คุณชายใหญ่จื่อ ชาติหน้า์คงส่งข้าไปเกิดเป็หมูแล้วล่ะ”
ช่างตลกร้ายสมเป็นาง!
ั์ตาสีชาดยามนี้ ลึกลงไปปรากฏเพลิงโทสะลุกโชติ่
อวิ๋นซีสะบัดหน้า คิดว่าเขาคงตาฝาดไป เขาปลอบประโลมนางให้สงบสติอารมณ์ลง แนบริมฝีปากบนแก้มนวลเนียน “หมายความว่าเ้าชอบข้า?”
“ไม่ชอบท่าน จะให้ไปชอบใคร พี่อวิ๋นของข้าแสนดีถึงเพียงนี้ ท่านมีรักที่ซื่อสัตย์มั่นคงดั่งขุนเขา...”
“ทำให้ข้าหวงจนเป็หมาบ้า ตอนนี้กลับมาออดอ้อน จะฆ่าข้าให้ตายหรือไร”
“ไป ๆ ออกไปให้หมด ข้าจะอยู่กับพี่อวิ๋นตามลำพัง” นางโบกมือไล่บ่าวรับใช้ แม้แต่องครักษ์ป๋ออวี้ก็จำต้องก้าวถอยออกจากห้องไป แต่ละคนลอบยิ้มกรุ้มกริ่ม
สองหนุ่มสาวกลับมารักใคร่กลมเกลียว ทั้งที่โกรธงอนกันอยู่หมาด ๆ ไม่รู้เมื่อไรพวกเขาจะแต่งงานกันให้บ่าวในจวนแม่ทัพสมหวังเสียที...